
วันที่ 5 พ.ย. 69 ที่รัฐสภา น.ส.บุญยนุช แสงศรี เจ้าของเพจ “ออยศรีและผองเผือก“ พร้อมนายธนาคาร น้อยพิทักษ์ ทนายความ เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพื่อให้ตรวจสอบ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และมูลนิธิองค์กรทำดี เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครั้งใหญ่ของประเทศในการมาปรับปรุง ตรวจสอบ และป้องกันคนที่มาใช้ความเดือดร้อนของชาวบ้านและความมีน้ำใจของประชาชนคนไทยเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว
จากนั้นนายพิทักษ์เดช กล่าวว่า เมื่อเช้าตนได้รับการประสานจากฝ่ายเลขากมธ. ว่า จะมีการยื่นหนังสือร้องเรียน จาก น.ส.บุญยนุช กรณีมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งทาง กมธ.จะนำเรื่องดังกล่าวให้คณะกลั่นกรองพิจารณาว่าการร้องเรียนนี้ เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานของ กมธ.หรือไม่ หากมีความเกี่ยวข้อง และมีการพิจารณาแล้วเสร็จ จะขอมติที่ประชุมเพื่อพิจารณาต่อไปหากพบว่ามีความเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ หรือสมาคม หากมีการร้องเรียนต่อกมธ. ก็จะมีการตรวจสอบไปหลายมูลนิธิว่ามีความผิดเกี่ยวกับการรับเงินมาโดยชอบหรือไม่ ตรงตามเจตนารมณ์ของสมาคม และมูลนิธิหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นสมาคมเถื่อน หรือสมาคมและมูลนิธิที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมาย ซึ่งจะเกิดปัญหามากในประเทศไทย เนื่องจากส่วนใหญ่ได้รับเงินมาแล้วใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ดังนั้นกรรมาธิการเมื่อพิจารณาแล้วจะมีการเรียก ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เข้ามาชี้แจง ในข้อเท็จจริงเพื่อสอบถามและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เราไม่ได้ทำงานเพื่อกลั่นแกล้งใคร แต่การทำงานของกรรมาธิการ ทำงานเพื่อความกระจ่างแจ้ง และความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดการชี้แจงต่อประชาชน ที่มีข้อสงสัย และให้ความเป็นธรรมกับผู้ร้องเรียน รวมถึงผู้ถูกร้องเรียน และขณะนี้ยังไม่ได้ดูรายละเอียดในหนังสือร้องเรียน อย่างไรก็ตามแนวทางของคณะกรรมาธิการคือการขอความร่วมมือและการใช้กฎหมาย แต่หากไม่ให้ความร่วมมือ ก็ต้องมีการใช้กฎหมายเรียก เพื่อให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง และให้เกิดความเป็นธรรม
แต่อย่างไรก็ตามยอมรับว่า หลังจากที่นาย โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบใหม่ในการทำหน้าที่ของกรรมาธิการทำให้การร้องเรียนของประชาชนเกิดความล่าช้าในการพิจารณาตรวจสอบ
เมื่อถามว่าการมายื่นครั้งนี้ต้องการให้ตรวจสอบเส้นเงิน หรือเรื่องอะไร ทนาย กล่าวว่า สืบเนื่องจากบุ๋ม ปนัดดาไปแถลงข่าวมีการเอ่ยชื่อถึงออยศรี พร้อมบอกว่าตรวจสอบเลยลูกเดินให้สุด ตนจึงจัดให้ตั้งแต่แจ้งความร้องทุกข์ เราไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียวเพราะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้ จะไม่มีการถอนฟ้องใดๆ และแม้ว่าจะถอนฟ้องกฎหมายก็ยังดำเนินการต่อได้ วันนี้ตนคิดว่าต้องตรวจสอบทุกมิติจึงได้ยื่นต่อคณะกรรมาธิการ เพราะแม้จะมีความซ้ำซ้อนหรืออำนาจหน้าที่คล้ายกันก็จะต้องตรวจสอบทุกมิติ และค่อนข้างชัดเจนว่ามีเรื่องฟอกเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง องค์กรระดับประเทศรับบริจาคเงินของประชาชนแล้วไปใช้ส่วนตัว ตนคิดว่าต้องจัดการขั้นเด็ดขาด
ส่วนรายละเอียดในการยื่นหนังสือมีทั้งเรื่องของการโอนเงินให้สามี 200 ล้านบาท และนำเงินไปใช้เข้าบัญชีส่วนตัวอีก 300 ล้านบาท มาถึงวันนี้จะต้องโทษใคร ก็โทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเอง หากไม่มีการกระทำทุจริตต่อพี่น้องประชาชน หรือนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินต่างๆ จากเงินที่กระทำผิดกฎหมาย จะทำให้เข้าข่ายการฟอกเงิน
เมื่อถามว่า ในการเดินหน้าร้องเรียน มีการทราบข้อมูลหรือไม่ ว่ามีเงินบริจาคเข้ามูลในที่นี่เกือบพันล้าน และมีการนำออกไปใช้ส่วนตัว น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าจะมีเงินมากมายมหาศาลขนาดนี้ จุดเริ่มต้นมาจากสลิปโอนเงินของตน 1,000 บาท หลังจากนั้นได้พบกับช่างเอ๋ ที่ได้รับการโอนเงินผ่านบัญชี หลังจากนั้นก็มีข้อมูลหลั่งไหลเข้ามา ตนจึงเลือกใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย ซึ่งจุดเริ่มต้นในมุมของตนนั้น คือบุ๋ม ปนัดดามีการใช้บัญชีส่วนตัวสลับรับเงินบริจาค โดยพยายามให้เข้าใจผิดว่าเป็นบัญชีของมูลนิธิ ทำให้เกิดความสงสัยว่าเมื่อมีวิธีแบบนี้โอกาสที่จะนำเงินประชาชนไปใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ยังมีอยู่ จึงเริ่มดำเนินคดีทางอาญา
เมื่อถามต่อว่า นอกจากการตรวจสอบมูลนิธิของบุ๋มปนัดดา แล้วจะมีการตรวจสอบมูลนิธิอื่นๆ ต่อไปอีกหรือไม่ น.ส.บุญยนุช ยอมรับว่ามี ตนได้มีการตรวจสอบมูลนิธิเป็นหนึ่ง โดยมีคำพิพากษาออกมาจากคำสารภาพของประธานมูลนิธิเองว่ามีการปลอมลายเซ็นบุคคลอื่นในการจัดตั้งมูลนิธิ ทั้งยังเปิดรับบริจาค และมีพยานหลักฐานจากอำนาจศาลว่ามีการโอนเงินของมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งเขายังไม่ได้ออกมาชี้แจงว่าโอนไปทำอะไร ทั้งนี้ไม่ได้โอนแค่บัญชีตัวเอง ยังโอนไปยังบัญชีของลูกชาย สามี และยังมีมูลนิธิอื่นๆ ที่ประชาชนเกิดการตื่นตัวและมีการทักมาพูดคุย ซึ่งหากจะมีการทำหนังสือตรวจสอบหรือพบความผิดปกติ ตนจะร่วมแสดงความเห็นและหาทางออกกับประชาชนที่พยายามติดต่อเข้ามา
ส่วนมองอย่างไรที่นาย ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม นำผู้เสียหายจากการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิเข้าพบตำรวจสอบสวนกลาง น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า ตนยินดีไม่ว่าผู้เสียหายติดต่อไปทางใคร ก็ถือว่าทุกคนช่วยประเทศชาติ ถ้าทุกคนติดต่อมาที่ตนอย่างเดียวคงจะไม่ทัน ซึ่งการที่ทนายตั้มได้ลุกขึ้นมาช่วยก็ยินดี
ส่วนหลังจากนี้จะมีการติดตามในส่วนของมูลนิธิคนตื่นธรรม ด้วยหรือไม่ น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า หลังจากที่มีการท้าให้มีการพิสูจน์ตรวจสอบ ซึ่งเราไม่ทราบว่าภายในมูลนิธินี้เป็นอย่างไร แต่เบื้องต้นพบว่าเพิ่งเปิดมาไม่กี่เดือน มีการจดทะเบียนจัดตั้งถูกต้องหรือไม่ในการบริจาคแต่ละครั้ง และเคยประกาศเรื่องการนำเงินไปซื้อที่ดิน จะตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ต้องมาพิจารณาดู นอกจากนี้ตนทราบมาว่าอาจารย์เบียร์คนตื่นธรรม ได้มีการลบบางโพสต์ออกไป แต่ยืนยันว่าทนายธรรมราช สาระปัญญา ได้มีการพูดคุยกับตน ว่ามีการเก็บหลักฐานทุกอย่างไว้แล้ว และน่าจะมีการยื่นตรวจสอบสำหรับมูลนิธิคนตื่นธรรมต่อไป
น.ส.บุญยนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาพข้าวของประชาชน เครื่องดื่ม อาหารคน อาหารสัตว์ ที่กองอยู่เหมือนกองขยะ อาจเป็นเงินของประชาชน ที่โอนเข้ามา หรือไปซื้อไว้ ทางเหรัญญิกของมูลนิธิ ออกมาบอกแล้วว่า ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องของเงินก็ต้องไปชี้แจงเอง แต่ของที่เห็นเมื่อวานนี้ คณะกรรมการทั้งหมด ไม่เคยลงพื้นหรือเข้ามูลนิธิเลย จึงไม่รู้ไม่เห็นอะไรสักอย่าง เงินก็อยู่ที่บุ๋ม ปนัดดา ตนเองจึงงงมากว่ามูลนิธิ ขับเคลื่อนได้อย่างไร ตอนนี้ถือว่า ประชาชนคนไทยถูกดูถูกจากบุ๋ม ปนัดดาเป็นอย่างมาก เหยียดหยามเกียรติ และศักดิ์ศรีของคนไทยเป็นอย่างมาก จากพฤติกรรมใดก็ตามที่ปรากฏออกมา โดยเฉพาะภาพข้าวของอาหารทั้งคน และสัตว์เมื่อคืนนี้ อาหารเอาไปให้สัตว์จรจัด ก็ยังดีกว่ากองอยู่แบบนี้ แม้ว่าจะบอกว่าดูแลเงินอย่างดี แต่ภาพที่ออกมา ทุกคนควรคิดได้แล้วว่า เลิกคิดเรื่องเงิน 1,000 บาท ไม่ว่าเงินเท่าไหร่ ถ้าเอาเงินไปให้คนที่ไม่รู้จักคุณค่าสภาพลับหลังก็จะเป็นแบบนี้ แต่เมื่อเขาอยากได้เงิน จึงสงสัยว่า ภาพความดีของบุ๋ม ปนัดดา เป็นความดีที่ตั้งใจทำ หรือต้องทำ แลกมากับการนำเสนอ เพื่อให้คนช่วยกันโอนเงินให้ได้เอาไปใช้ส่วนตัว ย้ำว่า ไม่แฟร์กับประเทศไทย
Advertisement