
วันที่ 12 ต.ค.2569 ดร.พรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ ผอ.ฟ้า ประธานมูลนิธิผู้ให้ย่อมใจเป็นสุข เปิดเผยว่า จากการคุยกับนายสุรศักดิ์ หรือเฟิร์ส ผ่านการโฟนอินในรายการโหนกระแส พบว่านายสุรศักดิ์ ไม่ยอมรับว่านำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แต่เมื่อตนได้เปิดเผยข้อมูลต่างๆ ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าเถียงตน เนื่องจากตนให้ความเมตตาและเชื่อใจ โดยให้เงินไปบริหารจัดการในการช่วยเหลือชาวบ้านช่วงอพยพในสถานการณ์ประทะที่ชายแดนไทยกัมพูชา ครั้งที่ ซึ่งตนสนับสนุนไปราว 400,000 บาท
เมื่อสอบถามว่ารู้จักกับนายสุรศักดิ์ ได้อย่างไร ดร.พรทิพา บอกว่า ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่นายสุรศักดิ์ ได้ทักแชตมาหาตน ก่อนจะแนะนำตัวว่าเป็นใครและเข้ามาหาตนที่คฤหาสน์ เพื่อขอสนับสนุนข้าวของ ตนได้สั่งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือไปรวมมูลค่ากว่า 10,000 บาท และให้ค่าน้ำมันรถไปอีก 2,000 บาท ต่อมาเดินทางมาหาตนอีกครั้งในวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ซึ่งตนได้สนับสนุนข้าวของไปหลาย 10,000 บาทพร้อมกับเงินสดอีก 10,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำเข้าของและเงินส่วนนี้ไปทำโรงทาน ซึ่งให้การสนับสนุนมาโดยตลอดวันละ 20,000 บาทและบางครั้งให้ถึง 55,000 บาท ซึ่งโอนให้ตลอดจนถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2568
ดร.พรทิพา บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สิ่งที่ทำให้ตนเสียใจมากที่สุด คือนายสุรศักดิ์ ได้อัปเดตรายการอาหารในโรงโรงทานมาให้ดูทุกวัน วันละ 6-7 เมนู แต่ตนได้ทราบความจริงในภายหลังว่านายสุรศักดิ์ ได้ทำโรงทานวันละแค่ 2 เมนู ในงบประมาณ 20,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่าวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารส่วนมากเป็นผักและไส้กรอก ซึ่งไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตนให้เงินไปช่วยเหลือประชาชนในครั้งนั้น
นอกจากนี้ ดร.พรทิพา ยังได้เปิดเผยว่า ตนได้รับคลิปจากพลเมืองดีส่งมาให้ว่า นายสุรศักดิ์ มีพฤติกรรมชอบเที่ยวสถานบันเทิงที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นการกระทำแบบเดียวกันกับที่อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม โดนในครั้งนี้
“ถ้ากลับเนื้อกลับตัวกลับใจได้ สังคมพร้อมให้โอกาส โดยเฉพาะไปใช้เงินบุญเป็นเงินบาปมันยิ่งจะสร้างกรรม ตอนนี้ดวงก็จะตกมาก เพราะสิ่งหนึ่ง ที่เค้าทำคือทำกับผู้ที่มีจิตเมตตา ต่อผู้คนไม่ว่าจะโดนอุทกภัยน้ำท่วม หรือเรื่องวิกฤตภัยสงคราม เงินบุญก็จะกลายเป็นเงินบาป” ดร.พรทิพา ได้ฝากทิ้งท้ายถึงนายสุรศักดิ์
Advertisement