
ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ( บก.สอท.1 ) นางสาวญานนีน ภารวี ไวเกล หรือ เจเน่ (พลอยชมพู) อายุ 25 ปี ศิลปินนักร้อง พร้อมด้วยนายรังสรรค์ ปัญญาเรือน หรือสงกรานต์ เจ้าของค่ายเพลง และนายศิวดล จันทนเสวี หรือ ท๊อฟฟี่ 3.50 บาท เดินทางเข้าแจ้งความหลังถูกข่มขู่ทำร้ายถึงชีวิต ผ่านทางอินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดดยมี พ.ต.อ.ปรีดา คงจัด รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ผู้รับเรื่องดังกล่าว
นายท็อฟฟี่ เปิดเผยว่า เพิ่งทราบเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังพลอยชมพูโทรศัพท์มาปรึกษาว่าถูกคุกคามและควรดำเนินการอย่างไร จึงแนะนำให้เข้ามาแจ้งความตามคำแนะนำของ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและติดตามหาตัวเจ้าของบัญชีผู้ใช้ เนื่องจากพลอยชมพูไม่ทราบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร และเริ่มกังวลว่าจะถูกทำร้ายหรือเข้ามาประชิดตัวระหว่างทำงานหรือไปแสดงคอนเสิร์ต
ด้านนางสาวญานนีน เปิดเผยว่า บุคคลดังกล่าวอ้างตัวเป็นแฟนคลับ ซึ่งเธอไม่ทราบว่าเป็นใคร และคาดว่าไม่เคยพบกันตัวจริงมาก่อน เริ่มต้นจากปีที่แล้วอีกฝ่ายแชร์โพสต์รูปของเธอ ซึ่งตามปกติเธอมักกดไลก์สตอรี่ของแฟนคลับเป็นประจำ แต่อาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด คิดว่าเธอรักหรือชอบจนถึงขั้นคิดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน จากนั้นบุคคลดังกล่าวเริ่มส่งข้อความมาคุกคามเป็นเวลานานกว่า 1 ปี ช่วงแรกเป็นการคุกคามทางเพศ เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยการบล็อกบัญชี แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายสร้างบัญชีใหม่ขึ้นมาส่งข้อความหาอยู่เรื่อย ๆ จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงแทน เพื่อไม่ต้องเห็นข้อความเหล่านั้นทุกวัน
นางสาวญานนีน เปิดเผยอีกว่า พฤติกรรมของอีกฝ่ายไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งข้อความ แต่ยังติดตามความเคลื่อนไหวของเธอในโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง ทั้งอินสตาแกรมและติ๊กต็อก รวมถึงแสดงอาการหึงหวงเมื่อเธอไปกดติดตามบุคคลอื่น โดยกล่าวหาว่าเธอนอกใจ ทั้งที่ไม่เคยตอบโต้ข้อความหรือพูดคุยกับบุคคลดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนี้ พฤติกรรมยังเริ่มลุกลามไปถึงคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน โดยอีกฝ่ายนำภาพหรือโพสต์ของบุคคลเหล่านั้นมาแคปหน้าจอ ก่อนส่งข้อความในลักษณะรุนแรงและข่มขู่ทำร้ายร่างกายหรือฆ่า เช่น ถามว่าจะให้จัดการด้วยการยิงหรือไม่ ทำให้เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้เกินกว่าจะปล่อยผ่านได้อีกต่อไป เพราะไม่เพียงกระทบต่อตัวเธอ แต่ยังทำให้คนใกล้ชิดเสี่ยงได้รับอันตรายด้วย
นางสาวญานนีน เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้รู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเวลาต้องออกไปทำงานหรือแสดงคอนเสิร์ต ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปิดเผยสถานที่ได้ทั้งหมด แม้จะพยายามไม่โพสต์ภาพหรือข้อมูลแบบเรียลไทม์ แต่ก็อาจมีบุคคลอื่นโพสต์ให้เห็นความเคลื่อนไหวได้ จึงกังวลว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาประชิดตัวเมื่อใด นอกจากนี้ เธอยังเปิดเผยว่า เป็นคนที่มีอาการแพนิกอยู่แล้ว และเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยิ่งทำให้รู้สึกวิตกกังวลจนต้องรับประทานยาแก้แพนิกเวลาออกไปข้างนอก รวมถึงได้รับผลกระทบทางจิตใจจากปัญหาส่วนตัวและคดีอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่แล้ว ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจออกมาแจ้งความในครั้งนี้ เพราะไม่ต้องการให้ตัวเองและคนรอบข้างต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว พร้อมยืนยันว่า ผู้หญิงทุกคนควรสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่ว่าจะออกไปทำงาน กินข้าว หรือกลับบ้าน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคุกคาม และยังอยากให้กรณีของตัวเองเป็นตัวอย่างสำหรับผู้หญิงหรือบุคคลอื่นที่เผชิญเหตุการณ์คล้ายกัน ให้กล้าที่จะดำเนินคดีหรืออย่างน้อยเข้าแจ้งความ เพื่อให้คนรอบข้างรับรู้และช่วยกันดูแลความปลอดภัย พร้อมเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมคุกคามว่า อย่าคิดว่าการใช้บัญชีที่ไม่เปิดเผยตัวตนจะทำให้สามารถทำอะไรก็ได้ เพราะปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความสามารถในการสืบหาตัวผู้กระทำผิดได้
นายรังสรรค์ เปิดเผยว่า การพามาแจ้งความครั้งนี้เป็นเพราะเห็นว่าน้องเริ่มหวาดกลัวและใช้ชีวิตด้วยความระแวง จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมระบุว่า ในช่วงนี้อาจต้องเพิ่มคนดูแลศิลปินเวลาเดินทางไปทำงาน เพื่อความปลอดภัย ส่วนแนวทางดำเนินคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมและตรวจสอบหลักฐานข้อความทั้งหมด เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายข้อใดบ้าง ทั้งการคุกคามทางเพศและการข่มขู่ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการสืบหาตัวผู้ใช้บัญชีต่อไป โดยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่
นายรังสรรค์ เปิดเผยอีกว่า ฝากเตือนผู้ที่กำลังคิดจะคุกคามผู้อื่นว่า ปัจจุบันมีช่องทางทางกฎหมายรองรับผู้เสียหาย และไม่ควรคิดว่าการกระทำผ่านโลกออนไลน์จะทำให้ไม่สามารถติดตามตัวได้ พร้อมเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว ก่อนที่จะต้องรับผลจากการกระทำของตัวเอง
พ.ต.อ.ปรีดา เปิดเผยว่า เบื้องต้นเมื่อวานที่ผ่านมาผู้เสียหายได้มีการไปแจ้งความไว้ที่สน.บางชัน และวันนี้มาแจ้งความที่ตำรวจไซเบอร์จากการตรวจสอบเอกสารและหลักฐานข้อความเบื้องต้น พบว่ามีพฤติการณ์ข่มขู่และคุกคามต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยตำรวจไซเบอร์จะสนับสนุนการตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันตัวตนผู้ใช้บัญชี Instagram ที่ใช้คุกคามและข่มขู่ผู้เสียหาย ส่วนการตรวจสอบข้อความแต่ละรายการและบริบทโดยละเอียด เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายข้อใดบ้าง โดยจากหลักฐานที่ตรวจสอบในเบื้องต้น อาจเข้าข่ายความผิดฐานข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวตามกฎหมายอาญา รวมถึงอาจมีประเด็นความผิดเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ ซึ่งต้องพิจารณารายละเอียดและองค์ประกอบความผิดต่อไป
พ.ต.อ.ปรีดา เปิดเผยอีกว่า ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ จะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวตนผู้ใช้บัญชีดังกล่าว ขณะที่พนักงานสอบสวนจะรับเรื่องและลงบันทึกประจำวันไว้ พร้อมประสานข้อมูลกับสถานีตำรวจท้องที่ที่รับแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบหลักฐานและติดตามตัวผู้กระทำผิด ถ้าหากพบพฤติการณ์คุกคามต่อเนื่องหรือมีการสะกดรอยตามในลักษณะอื่นเพิ่มเติม ก็อาจต้องพิจารณาความผิดในข้อหาอื่นตามพฤติการณ์ที่ปรากฏ แต่ในเบื้องต้น ข้อหาที่เห็นได้ชัดจากหลักฐานคือการข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว สำหรับกรณีการคุกคามผ่านโซเชียลมีเดียที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์ระบุว่ามีการดำเนินการลักษณะนี้อยู่เรื่อย ๆ โดยแนวทางดำเนินการขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้เสียหาย หากต้องการให้ปิดกั้นบัญชี เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ แต่หากประสงค์จะดำเนินคดี จะต้องรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอก่อนพิจารณาปิดกั้นบัญชี เพื่อให้สามารถใช้หลักฐานประกอบการดำเนินคดีได้ ส่วนการปิดกั้นบัญชีอาจช่วยระงับการคุกคามได้ในเบื้องต้น แต่หากผู้กระทำผิดกลับไปสร้างบัญชีใหม่เพื่อคุกคามอีก ก็อาจทำให้ปัญหาเกิดขึ้นต่อเนื่องได้
Advertisement