
วันที่ 7 ต.ค.2569 ความคืบหน้าคดีอุกอาจกรณีคนร้ายบุกวิ่งราวทรัพย์แหวนทองคำน้ำหนัก 2 สลึง มูลค่ากว่า 30,000 บาท จากร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง สาขาอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดล้อมจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว
ล่าสุด พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี ไกรราช ผู้กำกับการ สภ.เมืองอุบลราชธานี สั่งการให้ชุดสืบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี ได้ลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดทั้งทางภาคพื้นดินและทางอากาศ จนสืบทราบแน่ชัดว่าผู้ลงมือก่อเหตุคือ นายลัทธพล หรือตั้ม อายุ 38 ปี ชาวอำเภอเมืองอุบลราชธานี ซึ่งหลังก่อเหตุได้ย้อนกลับเข้าบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้า ก่อนหลบหนีไปซ่อนตัวในพื้นที่อำเภอวารินชำราบ ทางพนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดอุบลราชธานีออกหมายจับเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 6 ตุลาคม ในข้อหา “ลักทรัพย์ด้วยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าโดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด”
หลังศาลอนุมัติหมายจับ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้กระจายกำลังออกติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด กระทั่งได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า พบเห็นผู้ต้องสงสัยกบดานอยู่บริเวณทุ่งนาบ้านวังยาง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จึงนำกำลังเข้าโอบล้อมพื้นที่เป้าหมาย ทันทีที่นายลัทธพล เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามวิ่งหลบหนีออกจากเถียงนาท้ายหมู่บ้าน แต่สุดท้ายถูกกำลังเจ้าหน้าที่บุกชาร์จและควบคุมตัวเอาไว้ได้ในที่สุด พร้อมตรวจยึดรถจักรยานยนต์คันที่ใช้ขับขี่หลบหนีเป็นของกลาง
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายลัทธพล ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยระบุว่าได้นำแหวนทองของกลางไปขายให้กับคนรู้จักในราคา 33,000 บาท และได้โอนเงินจำนวน 1,000 บาท ไปให้ลูกชายเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยไม่ได้ติดต่อพูดคุยกับใคร
สำหรับสาเหตุที่ลงมือนั้น ผู้ต้องหา อ้างว่าครอบครัวกำลังขัดสนเรื่องเงินอย่างหนัก และต้องการหาเงินไปให้ลูกชายใช้จ่าย ด้วยความที่รักลูกมากและไม่อยากขัดใจ เมื่อถึงทางตันจึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบตัดสินใจก่อเหตุลงไปโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้นำเงินไปเล่นการพนัน หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแต่อย่างใด
นายลัทธพล ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ตนรู้อยู่แก่ใจว่าท้ายที่สุดคงหนีไม่รอด การตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สร้างความอับอายให้กับทั้งตนเองและครอบครัว พร้อมกับเอ่ยปากฝากขอโทษไปยังพนักงานร้านทองผู้เสียหายรวมถึงญาติพี่น้องทุกคน โดยยอมรับว่าสิ่งที่ตนเองรู้สึกเป็นห่วงและกังวลมากที่สุดในเวลานี้ก็คือลูกชาย
Advertisement