
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI นายอิทธิศักดิ์ ชนะเจริญโรจน์ นักกฎหมายและในฐานะประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลที่มีข้อสงสัยว่าอาจเข้าข่ายเป็น “นอมินี” ให้กับทุนข้ามชาติในอุตสาหกรรมการขนส่ง และอาจมีการประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
นายอิทธิศักดิ์ ระบุว่า การยื่นเรื่องครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิในฐานะประชาชน เพื่อขอให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อมูลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและโปร่งใส โดยไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อธุรกิจใดเป็นการเฉพาะ แต่ต้องการป้องกันกรณีทุนต่างชาติใช้บุคคลสัญชาติไทยอำพรางโครงสร้างการถือครองหรือการบริหารธุรกิจที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้
ซึ่งได้รับข้อมูลข่าวสารมาจาก กระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการตรวจสอบรายชื่อของบริษัทที่คาดว่าจะเป็นนอร์มินีจำนวน 110,000 รายตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ จึงสุ่มทำการตรวจสอบ ที่สำคัญนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการตรวจสอบนอมินีเชิงรุก รวมถึงแนวทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง พร้อมเปิดเผยว่าจากการตรวจสอบข้อมูลในฐานข้อมูล DBD DataWarehouse+ และเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พบข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัทในธุรกิจขนส่ง 2 แห่ง ซึ่งในเอกสารใช้ชื่อย่อว่า “บริษัท จ.” และ “บริษัท ท.” เพื่อหลีกเลี่ยงการระบุตัวตนระหว่างอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ
กรณี บริษัท จ. ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท นายอิทธิศักดิ์ ระบุว่า พบโครงสร้างการถือหุ้นในประเทศไทยที่มีคนไทยถือหุ้น 51% ขณะที่คนต่างด้าวและบริษัทโฮลดิ้งสัญชาติไทยและจีนถือหุ้นรวมกัน 49% ขณะเดียวกัน โครงสร้างกรรมการผู้มีอำนาจลงนามมีทั้งคนไทยและคนต่างด้าวในสัดส่วน 2 ต่อ 2 และกำหนดให้กรรมการ 2 คนลงนามร่วมกัน
จึงตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้โครงสร้างดังกล่าวและมูลค่าการลงทุนที่สูง อาจมีประเด็นที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุน รวมถึงบทบาทที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นและกรรมการสัญชาติไทย ว่าเป็นผู้ลงทุนและบริหารกิจการด้วยตนเองหรือมีความสัมพันธ์ในลักษณะนอมินีหรือไม่
ส่วน บริษัท ท. มีข้อมูลทางทะเบียนที่ถูกร้องเรียนว่า มีนิติบุคคลต่างด้าวจากเขตอำนาจรัฐนอกประเทศ เช่น หมู่เกาะเคย์แมนและสิงคโปร์ ถือหุ้นรวม 49% ขณะที่คนไทยถือหุ้น 51% แต่ผู้ถือหุ้นไทยรายใหญ่กลับไม่ได้ปรากฏชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริหาร โดยมีบุคคลสัญชาติไทยอีกรายเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
นายอิทธิศักดิ์ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกว่า โครงสร้างดังกล่าวมีการใช้บุคคลไทยเป็นนอมินีเพื่ออำพรางการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่สำหรับข้อร้องเรียนครั้งนี้ ขอให้ DSI ประสานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างกรรมการและผู้ถือหุ้น รวมถึงข้อมูลการลงทุน รายการเดินบัญชีธนาคาร และหลักฐานการชำระค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย หากพบพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังขอให้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงิน และหากพบความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือการเงิน ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวมถึงการยึดหรืออายัดทรัพย์ตามกฎหมาย
นายอิทธิศักดิ์ ยังเสนอให้การตรวจสอบดำเนินไปในลักษณะมาตรฐานเดียวกันกับทุกอุตสาหกรรม ไม่เฉพาะธุรกิจขนส่ง เพื่อป้องกันการใช้โครงสร้างนิติบุคคลอำพรางการประกอบธุรกิจ และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยแพร่ข้อมูลว่า ธุรกิจขนส่งบางประเภทที่เข้าข่ายธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 อาจมีข้อจำกัดและต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายก่อนประกอบกิจการในประเทศไทย
นายอิทธิศักดิ์ ย้ำว่า ขณะนี้เป็นเพียงการนำข้อมูลและข้อสงสัยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ยังไม่ใช่การชี้ว่าบริษัทหรือบุคคลใดกระทำความผิด โดยเอกสารใช้ชื่อย่อ “บริษัท จ.” และ “บริษัท ท.” เพื่อหลีกเลี่ยงการระบุตัวตน และขอให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฎหมาย
นอกจาก DSI แล้ว นายอิทธิศักดิ์ ยังเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวควบคู่กันไป
Advertisement