
วันนี้ (15 กันยายน 2569) ที่สน.ปทุมวัน นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมาแจ้งความกับตำรวจสน.ปทุมวัน ขอให้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในรัศมี 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
นายสนธิญา ระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยยื่นเรื่องในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ปี 2562 จากกรณีการชุมนุมแฟลชม็อบ และต่อมาศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายราย อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และบุคคลอื่น รวมประมาณ 8 คน ถูกลงโทษจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,200 บาท ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์
สำหรับการชุมนุมครั้งล่าสุด นายสนธิญา ได้ทำหนังสือถึง สน.ปทุมวัน ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 หรือก่อนการชุมนุม 2 วัน โดยเสนอว่าสามารถย้ายสถานที่ชุมนุมเข้าไปภายในอาคารนิมิบุตรได้ แทนการจัดชุมนุมบริเวณหน้าหอศิลป์
พร้อมกล่าวว่า ในวันชุมนุมตนได้เดินทางไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ด้วยตัวเอง และพบป้ายของ สน.ปทุมวัน บริเวณดังกล่าวอยู่ในรัศมี 150 เมตร พร้อมอ้างว่าเคยร่วมตรวจสอบระยะทางกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อช่วงปี 2562-2563 โดยประเมินระยะจากประตูเขตพระราชฐานถึงจุดตั้งเวทีชุมนุมประมาณ 140-145 เมตร จึงเห็นว่าจุดดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
ครั้งนี้จึงมายื่นเรื่องให้ตำรวจ สน.ปทุมวัน พิจารณาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดชุมนุม โดยเบื้องต้นระบุว่ามี 4 คน และหากพบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องเพิ่มเติม ก็จะรวบรวมข้อมูลมายื่นเพิ่มเติมภายหลัง
นอกจากนี้นายสนธิญา ตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากนี้อาจมีการจัดชุมนุมทางการเมืองเพิ่มขึ้น และหากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายหรือสร้างบรรทัดฐาน พื้นที่ดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมทางการเมืองต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าในวันชุมนุมมีประชาชนและชาวต่างชาติจำนวนมากอยู่บริเวณสกายวอล์ก ทำให้การสัญจรและการขึ้นลงพื้นที่ไม่สะดวก
ส่วนหลักฐานที่นำมาแจ้งความ้องทุกข์วันนี้ เป็นภาพถ่ายที่วันจัดกิจกรรมในพื้นที่ 30 ภาพ เพื่อใช้ประกอบการร้อง และคาดว่าหลังจากยื่นเรื่องแล้ว ตำรวจจะเรียกไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม เช่นเดียวกับการร้องเมื่อปี 2562 ซึ่งมีการสอบปากคำ ก่อนที่อัยการจะส่งฟ้องและศาลมีคำพิพากษาในเวลาต่อมา
นายสนธิญายืนยันว่า การชุมนุมและการใช้สิทธิเสรีภาพสามารถทำได้ แต่ต้องไม่กระทบสิทธิของบุคคลอื่นและต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย โดยเห็นว่ากรณีนี้มีทั้งประเด็นการกีดขวางการสัญจรและข้อกล่าวอ้างเรื่องพื้นที่ในรัศมี 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน จึงต้องการให้ตำรวจเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยตามกระบวนการ ส่วนตัวไม่ได้สนใจเนื้อหาสาระของการชุมนุม เนื่องจากมองว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างไอลอว์ พรรคประชาชน กกต. และพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด และตนไม่ได้เข้าไปยุ่งกับการชุมนุม แต่แสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนไทย ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็ต้องสู้กันไป พร้อมเสนอให้ทุกฝ่ายยึดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเป็นหลัก
นายสนธิญา มองว่าสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงต่อจากนี้ว่า จะไม่ยุติ และปลายเดือนนี้จะมีการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ต้นก็ฝันไว้ตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า อย่างไรคดีก็ต้องยก ตนเข้าใจว่าการเมืองก็จะผนวกกันเข้าไป ระหว่างเรื่องเมื่อวานกับปลายเดือนนี้ ส่วนตัวยังหวั่นว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่กกต.ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัน แล้วไม่เป็นตามใจของกลุ่มผู้ชุมนุม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มเติม จึงต้องการให้ประชาชนแยกแยะประเด็นทางการเมืองของแต่ละฝ่าย และใช้กระบวนการตามกฎหมายเป็นแนวทางแก้ปัญหา
พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ขอให้คำนึงถึงเงินในกระเป๋าของคนไทย ด้วยการให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของประชาชน วันนี้มีข่าวปล้นร้านทองทุกวัน เพราะความเดือดร้อน โดยมองว่าโพลทุกโพลที่ออกมาก็มีประเด็นความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ดังนั้นพรรคประชาชนมีสส.กว่า 150 คน ทำไมไม่ทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ให้พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง นอกเหนือจากประเด็นรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และข้อกล่าวหาเรื่องฮั้วเลือก สว.
ส่วนกรณีที่มีพรรคการเมืองแถลงแนวทางการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อ กกต. นั้น นายสนธิญา มองว่า ไอลอว์ ก็จบนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และหลายคน ก็จบธรรมศาสตร์ ส่วนตัวหาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 224-226 เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ส่วนมาตรา 157 เป็นกฎหมายอาญา เพราะฉะนั้นถ้ากกต.ทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เกราะคุ้มกันก็คือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้พิทักษ์ว่าการกระทำของกกต.เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่หาก กกต. เลือกปฏิบัติหรือดำเนินการไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
นายสนธิญากล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกฝ่ายที่มีสิทธิร้องเรียนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้ ส่วนผู้มีหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยเห็นว่าปัญหาทางการเมืองควรแก้ไขผ่านระบบ กระบวนการ และการบังคับใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
Advertisement