
จากกรณี นายหมู่โทปวริศ แสงทอง อายุ 47 ปี อาสาสมัครรักษาดินแดน อ.บ้านแพง (อส.บ้านแพง) ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ขณะเข้าระงับเหตุชายคลุ้มคลั่ง โดยใช้อาวุธปืนพกสั้นประจำกายยิงสกัดนายกิตติศักดิ์ แก้วหมื่นทรง หรือเต้ อายุ 33 ปี กระสุนปืนได้แฉลบไปโดนอกซ้ายนายวาสนา ศรีกระสอน หรือผู้ใหญ่ตุ๊ อายุ 52 ปี ผู้ใหญ่บ้านโพนทองหมู่ 8 ต.โพนทอง เสียชีวิต บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 66/1 หมู่ 4 บ้านม่วงชี ต.โพนทอง อ.บ้านแพง จ.นครพนม เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา โดยใช้ตำแหน่งประกันตัวชั่วคราว
วันที่ 14 กันยายน 2569 นายหมู่โทปวริศ แสงทอง ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ณ ที่ว่าการอำเภอบ้านแพง พร้อมยินดีเปิดใจเล่าเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีน้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลา ว่า ในวันที่เกิดเหตุได้รับแจ้งเวลาประมาณ 15.15 น.จากผู้บังคับบัญชา ให้ไปร่วมระงับเหตุกับตำรวจ สภ.บ้านแพง ที่บ้านม่วงชีหมู่ 4 ต.โพนทอง เนื่องจากมีชายคลุ้มคลั่งอาวะวาด โดยมีอาวุธมีดพยายามทำร้ายคนในครอบครัว รวมทั้งผู้คนที่อยู่บริเวณนั้น เมื่อไปถึงหน้างานก็มีตำรวจรออยู่ก่อนแล้ว ก็ได้เข้าประชุมวางแผนตามขั้นตอน
“หลายคนอาจจะคิดว่าผมไปถึงก็ระงับเหตุเลย ซึ่งความจริงเราประชุมแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ชุดแรกจะเป็นชุดโล่ ไม้ง่าม ส่วนชุดของผมไปสังเกตการณ์ว่า คนคลุ้มคลั่งไปซ่อนตัวอยู่บ้านหลังไหน เพราะบริเวณนั้นมีบ้านอยู่ 2-3 หลัง และสืบทราบว่าหลบอยู่ในบ้านหลังนี้ มีอาการโวยวายตลอดเวลา จึงวางแผนชุดผมจะเปิดประตู เพื่อให้คนคลั่งวิ่งออกมาเจอชุดโล่และไม้ง่าม จะได้ชาร์จตัว”
นายปวริศ เล่าต่อว่ายังไม่ทันทำอะไร นายเต้ก็พุ่งตัวออกมาพร้อมอาวุธมืดสปาต้ายาวประมาณ 1 ศอกเศษหรือ 24 นิ้ว โดยใช้ผ้าพันติดไว้กับมือ เจ้าหน้าที่ยังไม่ทันตั้งตัว ต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด ตนเสียหลักล้มพยายามลุกขึ้น แต่นายเต้วิ่งปรี่เข้ามาเหลือระยะห่างเพียงก้าวเดียว มองดูแล้วตนคงไม่น่าหนีพ้น เลยตัดสินใจใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันตัว โดยเล็งไปที่ขาเพราะมีเจตนาไม่ต้องการให้เขาเสียชีวิต ต้องการแค่ให้เขาหยุดพฤติกรรมคลุ้มคลั่งลง เพื่อนำตัวสู่กระบวนการของกฎหมาย แต่มันก็เกิดเหตุการณ์สุดวิสัยขึ้น แต่กระสุนได้แฉลบไปโดนผู้ใหญ่ตุ๊ ที่ยืนอยู่อีกฝั่งกับชาวบ้าน
“พอเหตุการณ์สงบ ยังไม่รู้ว่าผู้ใหญ่ตุ๊โดนลูกหลง พอทราบรู้สึกตกใจมาก ในเสี้ยววินาทีนั้น ทุกคนต้องเอาตัวรอดก่อน ถ้าไม่ทำก็คงต้องจบชีวิตเหมือนกัน จิตใจผมเจ็บช้ำมาก รู้สึกเสียใจแทบอยากจะฆ่าตัวตาย เพราะรักผู้ใหญ่ตุ๊เหมือนพี่ชายแท้ๆ และร่วมงานด้านความมั่นคงตลอด บางครั้งออกไปลาดตระเวนยาเสพติด มีบะหมี่สำเร็จรูปเพียงห่อเดียว ก็ยังต้องแบ่งกันกิน”
ขณะที่เล่าเหตุการณ์ในตอนท้าย นายปวริศพูดด้วยเสียงสั่นเครือ จนบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ผมไม่ไหวแล้วขอแค่นี้นะ ซึ่งทราบภายหลังว่าหลังเกิดเหตุ ได้ไปขอขมาญาติผู้ใหญ่ตุ๊ จะด้วยอะไรก็ช่าง มีญาติคนหนึ่งได้ลงมือทำร้ายด้วยอารมณ์โกรธแค้น นายปวริศจึงพูดเปรยๆว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์จะเข้าใจ ส่วนคนอื่นที่ไม่อยู่ในบริเวณนั้นจะไม่เข้าใจ ผมอโหสิกรรมให้ ตนโดนแค่นี้มันไม่เท่ากับที่เขาสูญเสีย ด้านคดีปล่อยให้เป็นตามกระบวนการของกฎหมาย
ต่อมา ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านผู้ใหญ่ตุ๊ ทราบว่าเมีย ลูก และญาติ ได้ไปรับร่างผู้ใหญ่ตุ๊ที่โรงพยาบาลสกลนคร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งให้แพทย์ชันสูตรศพ ถึงสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งนายสมัย ธรรมชัย อายุ 54 ปี กำนัน ต.โพนทอง เปิดเผยว่าร่างจะมาถึงบ้านในเย็นของวันนี้ (14 กย.) โดยคืนแรก ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผวจ.นครพนม เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ และได้ขอพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 17 กันยายน ที่วัดป่าโพนทอง
ด้านการช่วยเหลือญาติรู้สึกภูมิใจ ที่ผู้บังคัญชาไม่ทอดทิ้ง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มอบเงินช่วยงานบำเพ็ญกุศลศพ ส่วนการเยียวยาทางยุติธรรมจังหวัดนครพนม รวมทั้งฝ่ายปกครอง ยินดีช่วยเหลือครอบครัวอย่างเต็มที่
ทางด้าน ร.ต.ท.ยุทธพงษ์ สุราสา รองสารวัตรสอบสวน สภ.บ้านแพง ได้สรุปสำนวนนำตัวนายกิตติศักดิ์ แก้วหมื่นทรง หรือเต้ อายุ 33 ปี ส่งฟ้องศาลจังหวัดนครพนม พร้อมคัดค้านการประกันตัว ในข้อกล่าวหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้หลังเกิดเหตุนางจินตนา แก้วหมื่นทรง อายุ 60 ปี แม่ของผู้ต้องหา ได้แจ้งความเพิ่มเติม เนื่องจากโดนลูกชายคนนี้ขู่กรรโชกทรัพย์หลายครั้ง เท่าที่จำได้ประมาณ 5 ครั้ง พนักงานสอบสวนจึงเพิ่มข้อกล่าวหานี้อีก โดยมีนายเจตริน แก้วหมื่นทรง อายุ 66 ปี พ่อร่วมเป็นพยาน ซึ่งนายเต้คล้ายถูกญาติตัดหางปล่อยวัด ไม่มีใครเยี่ยมหรือยื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด
Advertisement