
ความคืบหน้ากรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หลังนายตรีเทพ หรือ “โม บ้านไผ่” ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น เจ้าของเพจ “ข่าวคนบ้านไผ่” และเครือข่ายผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น ได้รับบาดเจ็บบริเวณคิ้วขวาแตก แพทย์เย็บ 12 เข็ม พร้อมมีรอยบวมแดงและร่องรอยบริเวณลำคอ ภายหลังเกิดเหตุภายในบริเวณ สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เมื่อช่วงค่ำวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยนายตรีเทพ ระบุอ้างว่าถูก พ.ต.ท. รอง ผกก.สส.สภ.บ้านไผ่ ล็อกคอ 2 ครั้ง ก่อนหมดสติและได้รับบาดเจ็บ
ต่อมา พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น มีคำสั่งให้ พ.ต.ท.ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น หรือ ศปก.ภ.จว.ขอนแก่น โดยขาดจากตำแหน่งเดิม ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ส.ค.2569 ที่ สภ.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นายตรีเทพหรือ “โม บ้านไผ่” อายุ 42 ปี ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น เจ้าของเพจ “ข่าวคนบ้านไผ่” และเครือข่ายผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น นำใบรับรองแพทย์และเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือด ซึ่งเป็นชุดที่ใส่ในวันเกิดเหตุ มาพบกับพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ รอง ผกก.สภ.บ้านไผ่ ตามกฎหมาย พร้อมพาผู้สื่อข่าวดูจุดเกิดเหตุบริเวณห้องสืบสวน สภ.บ้านไผ่ โดยยังพบว่ามีคราบเลือดเป็นวงใหญ่ติดอยู่ที่พื้นหน้าประตูทางเข้าห้องสืบสวน
โม บ้านไผ่ ยืนยันว่า ไม่มีการท้าทายชกต่อยตัวต่อตัวในวันเกิดเหตุ แต่พูดหลังเกิดเหตุขณะอยู่บนเตียงคนเจ็บในโรงพยาบาลจริง เพราะอารมณ์ที่ถูกทำร้ายจากด้านหลังโดยไม่ทันตั้งตัว จึงท้าให้ตัวต่อตัวเจอกันซึ่งหน้า แต่ รอง ผกก.สส.สภ.บ้านไผ่ มาให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยให้ข้อมูลขัดแย้งกัน และการพิสูจน์ทราบต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือกล้องวงจรปิด ซึ่งพบว่ามีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่บริเวณจุดจอดรถตรงข้ามห้องสืบสวน และมุมกล้องส่องมาทางจุดเกิดเหตุด้วย
ขณะที่ห้องพบว่าปิดล็อคด้านหน้าด้วยแม่กุญแจ สอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่าวันนี้ยังไม่มาทำงาน โดยเจ้าตัวเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ที่ ห้อง ศปก.ภ.จว.ขก. เพื่อให้การตั้งกรรมการตรวจสอบทางวินัยเป็นไปด้วยความยุติธรรม และโปร่งใส่ ป้องกันผู้ถูกกล่าวหายุ่งเกี่ยวกับพยยานหลักฐาน
นอกจากนี้ พบว่าทาง พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผกก.สภ.บ้านไผ่ ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนอยู่ภายในห้องสืบสวน ก่อนจะออกมาพบกับนายตรีเทพ ซึ่งพาผู้สื่อข่าวดูจุดเกิดเหตุและเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอีกครั้ง โดยเจ้าตัวยังคงยืนยันเหตุการณ์เหมือนเดิมว่า ขับรถเก๋งมาจอดที่จุดจอดรถตรงข้ามห้องสืบสวน แล้วลงจากรถจะเดินไปงานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจัดอยู่ข้างโรงพักในที่ว่าการอำเภอบ้านไผ่
ขณะที่ลงจากรถกำลังจะเดินเข้าช่องทางเดินข้างห้องสืบสวน ในจุดที่ถูกทำร้าย มองเห็นด้านหลังว่ามีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ และมี “รองผกก.” นั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนกับลูกน้องอีก 2 คน และพลเรือนอีก 1 คน โดยพบว่ามีขวดเหล้าตั้งอยู่ เหลือค่อนขวดเล็กน้อย คาดว่าอาจจะไปดื่มจากที่อื่นมาแล้วมานั่งคุยกับลูกน้องเฉย ๆ
ตนเองมานั่งข้างรองผกก.ตามประสาคนรู้จักและสนิทกันมาก่อน ซึ่งก็พูดคุยกันทั่วไป ถามไถ่กันเพราะ รองผกก.เพิ่งย้ายกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่เดิม ทั้งยังมีการกอดคอหยอกกัน ซึ่งกอดคอตอนแรกก็ไม่ได้มีอะไร ยังปกติ แต่สักพักเริ่มกอดคอแรง ตนเองจึงบอกว่า “พี่ ผมเจ็บ” และพยายามเบี่ยงตัวออก แต่ยิ่งเบี่ยงออกก็เหมือนรองโก๋ยิ่งล็อกคอแน่นมากขึ้น จนกลายเป็นล็อกคออย่างแรง นิ้วมือข้างที่กอดคอตนเองไว้มาจิกเข้าที่ลำคอ จนตนเองรู้สึกไม่โอเค และนั่งเงียบไปเพราะขัดขืนออกไม่ได้
ก่อนที่ลูกน้องรองผกก.จะลุกช่วยห้าม จึงปล่อยมือออก ตนเองจึงหยิบโทรศัพท์และเดินออกไป ซึ่งรองผกก. พูดประมาณที่จับใจความได้ว่า “หยอกแค่นี้ก็ไม่ได้เหรอ” ตนเองก็บอกไปว่า “พี่เล่นแรงขนาดนี้ ผมไปดีกว่า” ซึ่งพอพูดเสร็จก็เห็นรองผกก. เดินปรี่มา และในมือเหมือนมีอะไรบางอย่าง แต่ไม่แน่ชัดว่าเป็นปืนหรือเป็นอะไร แต่รู้ว่าแข็งจนตนเองสลบ
ฟื้นขึ้นมาอีกทีเห็นลูกน้องของรองผกก.สองคนที่ช่วยห้ามในทีแรก เข้ามาหาทิชชูซับเลือดให้และแจ้งกู้ชีพ ส่วนรองผกก.กลับไปนั่งที่เดิมและโวยวาย ตอนนั้นไม่รู้ว่าโวยวายอะไร แต่น่าจะด่าตนเอง เพราะตอนนั้นมึน ๆ เบลอ ๆ อยู่ ยืนยันดำเนินการตามกฎหมาย และต้องการให้นำภาพจากกล้องวงจรปิดมาเปิดเผยให้ตนเองดู และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับรองผู้กำกับด้วย
นายตรีเทพบอกอีกว่า เรื่องเหตุการณ์ที่รองผกก. ออกมาให้ข้อมูลนั้น ขัดแย้งกับตนเองโดยสิ้นเชิง จึงอยากให้นำกล้องวงจรปิดในบริเวณจุดเกิดเหตุทั้งหมดมาตรวจสอบเหตุการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ รวมถึงเสียงที่กล้องวงจรปิดบันทึกได้ด้วย เนื่องจากตอนที่รองผกก. โวยวายนั้นเสียงดังมาก จนมีสายตรวจเข้ามาดู ซึ่งตนเองต้องการนำมาเป็นหลักฐานทางคดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับตนเองและตัวของรองผกก. ด้วย ส่วนเรื่องเงินนั้นตนเองไม่ต้องการ สิ่งที่ต้องการอย่างเดียวคือดำเนินการตามกฎหมายและตามระเบียบวินัยของทางตำรวจ
ขณะเดียวกัน ภายหลังทาง ผกก.สภ.บ้านไผ่ ประชุมร่วมกับชุดสืบสวนเสร็จ ก็ออกมาพบกับนายตรีเทพ และให้คำยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดย พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผู้กำกับการ สภ.บ้านไผ่ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการรับแจ้งความตามขั้นตอน พร้อมจัดทำใบส่งตัวผู้บาดเจ็บไปตรวจพิสูจน์บาดแผล เพื่อให้แพทย์ตรวจสอบลักษณะและผลของการบาดเจ็บ ก่อนนำผลการตรวจมาประกอบสำนวนและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ตั้งแต่วันแรกหลังเกิดเหตุ ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยในส่วนของรองผู้กำกับการที่เป็นคู่กรณีนั้น ได้มีการพูดคุยสอบถามข้อเท็จจริงด้วยวาจาในเบื้องต้น ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับทราบ ทั้งสองฝ่ายรู้จักและมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหตุการณ์ในช่วงแรกมีลักษณะเป็นการหยอกล้อกัน ก่อนที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นในช่วงท้ายตามที่ปรากฏเป็นภาพข่าวออกไป
สำหรับประเด็นที่มีการกล่าวถึงเรื่องคำพูดในลักษณะท้าทายให้ชกต่อยกันนั้น พ.ต.อ.รักชาติ ระบุว่า เป็นเรื่องของคำพูดระหว่างบุคคลสองคน ซึ่งเจ้าหน้าที่รับฟังข้อมูลไว้ทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร จำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง โดยทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
ในชั้นนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ฝ่ายใด โดยกระบวนการเริ่มจากการสอบปากคำผู้บาดเจ็บก่อน ซึ่งวันนี้ผู้บาดเจ็บเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนแล้ว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนตามกระบวนการต่อไป
พ.ต.อ.รักชาติ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจว่า การดำเนินการทั้งหมดจะยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น เพราะข้อเท็จจริงของเหตุการณ์มีเพียงหนึ่งเดียว เมื่อสามารถตรวจสอบจนได้ข้อยุติแล้ว จึงนำข้อกฎหมายมาพิจารณาปรับใช้ว่า การกระทำของฝ่ายใดอยู่ในกรอบหรือเกินกรอบของกฎหมาย รวมถึงใครจะเป็นฝ่ายผิด ฝ่ายถูก หรืออาจมีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองฝ่าย ก็ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมด โดยให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
เหตุการณ์ในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว หน้าที่ของเจ้าหน้าที่คือค้นหาความจริงให้ได้ว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร เมื่อได้ข้อเท็จจริงที่เป็นหนึ่งเดียวแล้ว จึงนำกฎหมายเข้ามากำกับและพิจารณาความรับผิดของแต่ละฝ่าย โดยจะไม่สรุปล่วงหน้าว่าใครถูกหรือผิด แต่ต้องรอผลจากการตรวจสอบทั้งหมดก่อน
ส่วนการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เกิดเหตุ พ.ต.อ.รักชาติ ระบุว่า บริเวณห้องสืบสวนไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายใน มีเพียงกล้องบริเวณรอบนอก รวมถึงกล้องบริเวณด้านหน้าสถานีตำรวจ แต่จากมุมกล้องที่บันทึกภาพเข้ามา ไม่สามารถเห็นเหตุการณ์บริเวณจุดเกิดเหตุได้ เนื่องจากเป็นมุมอับของกล้อง
เจ้าหน้าที่ต้องการพยานหลักฐานทุกชนิดที่จะช่วยพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยจะตรวจสอบทั้งภาพและเสียงจากระบบกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ หากสามารถนำมาใช้ประกอบการสอบสวนได้ก็จะนำมาใช้ทั้งหมด เพราะเสียงจากกล้องวงจรปิดอาจเป็นพยานหลักฐานที่ช่วยยืนยันเหตุการณ์ได้ แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุสามารถแยกเสียงที่เกี่ยวข้องออกมาได้ชัดเจนเพียงใด
ในวันเกิดเหตุมีการจัดกิจกรรมหลายอย่างในพื้นที่อำเภอ ทั้งงานกำนันและผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงการแข่งขันกีฬาที่สนามฟุตบอลข้างโรงพัก ทำให้บริเวณโดยรอบอาจมีเสียงจากกิจกรรมต่าง ๆ ปะปนอยู่ จึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเสียงที่ระบบบันทึกไว้สามารถแยกแยะและนำมาใช้เป็นหลักฐานได้มากน้อยเพียงใด
พ.ต.อ.รักชาติ ย้ำว่า พยานหลักฐานทุกอย่างที่สามารถนำมาใช้ค้นหาความจริง เจ้าหน้าที่จะรวบรวมมาให้มากที่สุด โดยเฉพาะพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และนิติวิทยาศาสตร์ เนื่องจากพยานบุคคลอาจมีความรู้สึกส่วนตัว ทั้งความรัก ความชอบ หรือความไม่พอใจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลได้ ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะช่วยสะท้อนข้อเท็จจริงได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความชัดเจนมากกว่า ซึ่งจะถูกนำมาประกอบกับพยานหลักฐานส่วนอื่น ก่อนสรุปข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
Advertisement