
น.ส.เอ นามสมมติ อายุ 20 ปี พนักงานสาวเสิร์ฟ ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้หายถูกลูกค้าที่มาเที่ยวที่ร้านร้านคาราโอเกะ จับกรอกยาใส่ปากตอนนั้นไม่ทราบว่าเป็นยาอะไร ต่อมาคาดว่าน่าจะเป็น ยา B5 (บีไฟว์) มีชื่อทางการแพทย์ว่า เบนซเฮกซอล (Benzhexol) เป็นยาควบคุมในกลุ่มยาอันตราย ที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสันและลดผลข้างเคียงจากยาจิตเวช ปัจจุบัน มักถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยวัยรุ่นหรือกลุ่มมิจฉาชีพนำไปผสมกับเครื่องดื่มเพื่อหวังผลให้เกิดอาการมึนเมา เคลิ้มลอย หรือหลอนประสาท
ซึ่งได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุพรรณบุรี ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุภายในร้านคาราโกเกะ พร้อมกับได้ร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว โดย น.ส.เอ นามสมมติ พนักงานสาวเสิร์ฟ ผู้เสียหาย มีสภาพรอยช้ำตามบริเวณร่างกาย คาง ไหปลาร้า แขนขวา และขา ล่าสุดยังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี
น.ส.เอ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้พยายามปฏิเสธการยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาโดยตลอด โดยระบุว่า "หนูไม่เคยกิน ไม่เคยเล่น ไม่เอา" แต่ชายคนดังกล่าวกลับยื่นเงินให้ 500 บาท พร้อมบอกว่า "เอาไปเลยพี่ให้" ตนจึงทำได้เพียงอมยาไว้ที่ข้างแก้ม ก่อนจะแอบเข้าไปบ้วนทิ้งในห้องน้ำ ต่อมาในครั้งที่สอง ชายคนเดิมได้ยื่นเงินให้อีก 300 บาท ตนก็ใช้วิธีอมแล้วนำไปบ้วนทิ้งเช่นเดิม
กระทั่งในรอบที่สาม ตนตั้งใจจะไปแจ้งให้เจ้าของร้านทราบว่าแขกคนดังกล่าวพกพายา เพื่อให้ช่วยแจ้งตำรวจจับ แต่ระหว่างที่ตนกำลังเดินออกจากห้องน้ำ ชายคนดังกล่าวได้เดินตามมาซุ่มรอ ก่อนจะตรงเข้าล็อกปากและยัดยาปริศนาลงคอตนทันที
"หนูพยายามล้วงคอให้อาเจียนแล้วแต่มันไม่ออก เหมือนยามันโดนน้ำลายปุ๊บ อาการก็ออกทันที หายใจเร็ว แขนขาอ่อนแรง ลิ้นแข็งเริ่มพูดไม่ได้ ไม่มีแรงเลย" น.ส.เอ กล่าวด้วยความหวาดกลัว
หลังจากนั้น ตนได้พยุงร่างเข้าไปนอนในห้องพักเนื่องจากมีเพื่อนอยู่ และร้องขอความช่วยเหลือให้เพื่อนช่วยหาน้ำเย็นให้ดื่มเพราะหายใจแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเจ้าของร้านเข้ามาพบและสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ ประกอบกับตนได้ใช้ขาสะกิดเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เจ้าของร้านจึงรีบสั่งให้ลูกชายขับรถนำตัวตนส่งโรงพยาบาลทันที
เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ต้องทำการล็อกแขนล็อกขาเพื่อควบคุมอาการ พร้อมฉีดยาและเจาะเลือดไปตรวจอย่างละเอียด โดยแพทย์ระบุว่า "ผู้เสียหายมีอาการขั้นวิกฤต หัวใจเกือบวาย" ทั้งนี้ เนื่องจาก น.ส.เอ มีอาการหวาดผวาและร้องไห้ตลอดเวลาเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย ทางแพทย์จึงเตรียมประสานส่งตัวให้แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชดูแลสภาพจิตใจต่อไป
ผู้เสียหายบอกอีกว่า เจ้าของร้านก็เหมือนจะไม่เข้าข้าง เพราะตนเรียกเขาไป 30,000 เขาบอกว่าเรียกเยอะไป เขาโอนมาให้แค่ 5,500 บาท แต่สำหรับตนมันคือชีวิตของเรา มันมีค่าแค่ 5,000 เหรอ เพราะตนเกือบตาย แล้วต้องมาหยุดงาน ไหนจะต้องเลี้ยงลูก ตนมีลูกผู้ชายหนึ่งคนอายุ 2 ขวบ 10 เดือน และต้องทำงานดูแลพ่อแม่ด้วย
ซึ่งหมอได้เจาะเลือดนำไปตรวจแล้ว พบมีสารยาเสพติดอยู่ในตัว ทั้งยาบ้า และยาอี ทางคู่กรณีเขาก็ขู่ไว้ว่าถึงแจ้งความก็ทำอะไรเขาไม่ได้เ พราะว่าเขามีเงิน ทางคู่กรณีคุยกับพ่อ แล้วพ่อก็กลับมาถามตนว่าเราจะแจ้งความไหม ใจตนอยากแจ้งความ แต่กลัวว่าแจ้งความแล้วจะจับตัวคนร้ายไม่ได้ แล้วจะกลับมาทำร้ายตัวเอง อาการเขาเหมือนคนบ้า
ด้านนางสม นามสมมติ อายุ 54 ปี เจ้าของร้านคาราโกเกะแห่งหนึ่ง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เล่าว่า เขาไปกรอกยากันหน้าห้องน้ำ ยัดกันหน้าห้องน้ำยังไงไม่รู้เพราะเราไม่เห็น แล้วเขาก็ไม่ยอมมาบอกว่าคนนั้นกรอกยาเขา จนมามีอาการ เพราะการเมาเหล้ากับเมายามันไม่เหมือนกัน ต้องสังเกตออกสิว่าเพื่อนเมาเหล้ายังไงและเมายายังไง เมาไม่มีสติแบบนี้ไม่ได้เมาเหล้าแล้ว ก็เลยให้นำรถไปส่งที่โรงพยาบาล ตอนนั้นก็รู้สึกไม่ดีรู้สึกแย่มาก เพราะคนที่ทำไม่ยอมรับ แล้วตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยาหรือเปล่า เราสันนิษฐานของเราเอง มีคนเดินมาบอกเราว่าไอ้คนนั้นกรอกยา แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันจริงเท็จแค่ไหน แล้วสองคนที่อยู่ในห้องเขาก็ไม่ยอมรับว่าเพื่อนโดนกรอกยา แต่ที่ตนดูสภาพเด็ก ตอนนั้นเขาไม่มีสติ มีอาการตาลอย เขาก็บอกว่าพาตนไปโรงพยาบาลหน่อย ไปถึงหมอก็ให้เข้าห้องฉุกเฉินก่อน พอกลางดึกเอาเข้าห้อง ICU
เด็กที่นี่จะไม่มีเรื่องยา เพราะว่าทางเราจะเข้มงวด แขกที่มาอายุประมาณ 30 ปี มาด้วยกัน 3 คน เข้ามาเปิดห้องคืนวันที่ 25 พ.ค.69 ประมาณ 20.40 น. ซักประมาณ 21.00 น. ก็เป็นเหตุ ลูกค้าออกจากที่นี่ไปประมาณ 22.40 น. เห็นแล้วก็รู้สึกแย่ เด็กของเรายืนยันว่าสองคนที่มาไม่ได้เล่นยา แต่คนมาใหม่ที่มาทีหลังเนี่ยไม่รู้ว่าเล่นยาไหม
ต่อมาลูกค้าเขาก็โทรศัพท์มาเคลียร์ว่าถ้าจบให้มันจบ ไม่เอาเรื่องเขา เราก็บอกว่าให้เขาไปเคลียร์กับพ่อของคนป่วยเลย เราบอกกับเขาไปว่าเธอผิด เธอเอายามาให้น้องกินทำไม เขาก็ให้เราเคลียร์ให้ ถ้าเสียสัก 5,000 เขาจะยอมเสียให้ เขาบอกว่าเขามีเงินแค่นั้น ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าทางโน้นเขาจะยอมไหม เพราะเขาเสียตังค์ไปแล้ว 5,000 บาท แต่ตอนนี้มันเป็นเรื่องเป็นความไปแล้ว
Advertisement