
จากกรณีเหตุอุกอาจเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มคนร้ายจำนวน 5 คน แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและมีอาวุธครบมือ บุกเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านพักของแรงงานชาวเมียนมา ก่อนทำการกักขังผู้เสียหายแล้วช่วยกันยกตู้เซฟหลบหนีไป ภายในมีเงินสดกว่า 1 แสนบาท พลอย และเอกสารสิทธิ์ที่ดินในประเทศเมียนมาอีก 6 ฉบับ ซึ่งทางตำรวจคาดว่าคนร้ายเป็นกลุ่มที่รู้ความเคลื่อนไหวภายในบ้านเป็นอย่างดีตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 พ.ต.ท.ญิติณัฐฏ์ ศรีสังข์ รอง ผกก.สืบสวน ภ.8 พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ระดมเก็บหลักฐานและตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางโดยรอบ จนกระทั่งพบรถยนต์กระบะต้องสงสัย ซึ่งมีลักษณะตรงกับรถของ นายอนุชา หรือ น๊อต ชะชัย ซึ่งมีตำแหน่งเป็น อส.สำรอง จังหวัดชุมพร และเป็นคนในพื้นที่ อ.ท่าแซะ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์พร้อมสืบสวนเชิงลึก จนมั่นใจว่าเป็นผู้ร่วมก่อเหตุอย่างแน่นอน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดชุมพร
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายจับเข้าทำการจับกุมตัวนายอนุชา หรือ น๊อต ได้โดยละม่อม ขณะกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่บ้านพัก พร้อมทั้งทำการตรวจยึดรถยนต์กระบะคันที่ใช้ก่อเหตุมาตรวจสอบ
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอนุชา หรือน๊อต ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าตนเองเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อเหตุจริง ในวันเกิดเหตุตนทำหน้าที่เป็นคนขับรถพากลุ่มผู้ต้องหาไปยังบ้านเป้าหมาย โดยมีผู้ร่วมขบวนการนั่งมาในรถด้วย ประกอบด้วย นายเฉลิมพล (อส.จังหวัดชุมพร) นั่งเบาะหน้า, นายสันติพล (อส.ละแม) และ นายราม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นั่งอยู่ที่เบาะหลัง
นายอนุชา ให้การต่อว่า เมื่อไปถึงบ้านเกิดเหตุ ตนได้ลงไปดูลาดเลาเพียงครู่เดียว ก่อนจะกลับขึ้นมาสตาร์ทรถรออยู่ จนกระทั่งนายกล้าพร้อมกับพวกอีกสองคนยกตู้เซฟกลับมาขึ้นรถ จึงขับหลบหนีออกไป จากนั้นได้ร่วมกันใช้เหล็กชะแลงงัดตู้เซฟจนเปิดออก พบเงินสดจำนวนมาก โดยมีนายเฉลิมพล เป็นคนจัดสรรแบ่งเงินให้เท่ากันได้ไปคนละ 25,400 บาท หลังจากแบ่งเค้กกันลงตัวได้นำตู้เซฟไปโยนทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน แล้วแยกย้ายกันหลบหนีจนกระทั่งตนเองมาถูกตำรวจจับกุมได้ในที่สุด
ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลซัดทอด เพื่อติดตามจับกุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาที่เหลือ ซึ่งเป็นทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำชุมชน มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
Advertisement