
เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 26 ก.พ.69 นายชนรัญ วังเสมอ อนุกรรมการขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนจังหวัดลำปาง ลงพื้นที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง หลังได้รับการขอความช่วยเหลือ จากน.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 23 ปี ชาวจังหวัดลำปาง ซึ่งถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศลาว ก่อนที่จะหนีออกมาได้ และยังถูกคุกคามโทรข่มขู่จากคนคุมในลาวไม่ให้แจ้งตำรวจ จนในที่สุดถูกหมายเรียกถึง 2 หมายให้ไปพบตำรวจ พร้อมนำหลักฐานตอนนั่งเรือข้ามฝั่งจากอำเภอเชียงแสนไปลาว,ภาพตึกต่างๆและภาพแก๊งคอลฯชาวจีนมาให้ดู
พร้อมเปิดเผยว่าเมื่อ 3-4 เดือน ก่อนตนเองกำลังหางานทำและต่อมาพบว่าในโซเชียลมีการรับสมัครแอดมินขายของออนไลน์ โดยบอกว่าจะไปทำงานที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และให้รายได้สูง 2-3 หมื่นบาท จึงติดต่อไปและในที่สุดก็ตัดสินใจเดินไปทำงาน โดยเขานัดไปเจอกันที่อำเภอเชียงแสนก่อน ต่อมาเขาบอกให้ว่าจะมีมารับแล้วขึ้นเรือข้ามฟากไป แต่เมื่อไปถึงตึกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เขาก็ยึดโทรศัพท์และเอกสารต่างๆ ก่อนที่เขาจะนำตัวไปขังไว้ที่ในห้องที่ชั้น 8 รวมกับคนที่มาใหม่รวมตนเองมี 3 คน เป็นชาย 1 หญิง 2 และถูกขังไม่ให้กินข้าวนานถึง 4 วัน ต้องอาศัยกินน้ำในห้องน้ำเพื่อประทังชีวิต
โดยทุก 8 โมงเช้าถึง 5 ทุ่มเขาจะพาลงมาที่ชั้น 4 เพื่อรอการสแกนใบหน้า เมื่อหิวข้าวและขอข้าวกิน เขาก็บอกว่าหากบัญชียังทำเงินไม่ได้ก็ไม่ต้องกิน จนวันหนึ่งผู้ชายชาวลำพูนที่อยู่ห้องเดียวกันเขาแอบหยิบน้ำเปล่าเป็นขวดของคนจีน เขาก็ถูกตีหัวจนต้องร้องขอชีวิต สุดท้ายวันที่ 4 บัญชีตนเองตายจึงถูกส่งตัวขายต่อให้กับทีมอื่น ระหว่างที่รถมารับตนเองและคนขับกำลังไปคุยกับคนในแก๊ง ตนเองจึงอาศัยจังหวะนั้นคว้าเอกสารและวิ่งออกจากรถมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ ตม.ซึ่งอยู่ไม่ไกล ก่อนที่จะถูกปรับ 500 บาท เพราะอยู่ในประเทศเกินไป 1 วัน และถูกส่งตัวกลับไทย ตอนนั้นไม่มีเงินติดตัวสักบาท ต้องขอคนใจบุญและเขาให้เงินค่าตั๋วรถทัวร์กลับบ้านที่ลำปางเท่านั้น
แต่ก็ต้องผวาเมื่อกลับมาแล้วก็มีชายคนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นคนคุมพวกตนเองในตึก ได้โทรผ่านทางเฟซฯที่เคยสมัครงาน โดยได้ข่มขู่ว่าหากแจ้งตำรวจก็จะส่งคนมาตามฆ่าถึงบ้าน เพราะเขารู้ที่อยู่แล้ว ทำให้ตนเองหวาดกลัวไม่กล้าไปแจ้งตำรวจ จนล่าสุดมีหมายเรียกจากตำรวจให้ไปพบถึง 2 หมาย คาดว่าถูกผู้เสียหายแจ้งความบัญชีม้า ตัดสินใจขอความช่วยเหลือและอยากให้ จนท.ช่วยเหลือเหยื่อชาวไทยที่ถูกหลอกไปทำงานที่ตึกดังกล่าว ซึ่งคาดว่ามีร่วม 200 คนที่ถูกกักขังและรอการช่วยเหลืออยู่
ทั้งนี้คนส่วนใหญ่จะไม่มีใครคิดว่าจะถูกหลอก เพราะส่วนใหญ่มักจะทราบแค่ว่าถูกหลอกไปเป็นแก๊งคอลฯที่เขมรเท่านั้น และไม่คาดคิดว่าเดี๋ยวนี้แก๊งคอลจะหลอกไปทำงานที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แต่เมือไปถึงคนของเขาก็ส่งข้ามฟากไปประเทศลาว ทำให้หลายคนไม่ระวังตัวและกลายเป็นเหยื่อในที่สุด
ทั้งนี้เท่าที่ทราบมีวัยรุ่นในอำเภอวังเหนือหลายคนถูกหลอกไปในลักษณะเช่นเดียวกับตนเอง และจะทยอยเข้าแจ้งความกับ จนท.ในวันพรุ่งนี้
Advertisement