
ความคืบหน้ากรณี พลทหารเพชรัตน์ อายุ 22 ปี เสียชีวิตวันที่ 11 พ.ย.68 ถูกทำโทษเพราะลากลับบ้านเกินกำหนด ถูกสั่งขังที่เรือนจำ มณฑลทหารบกที่12 จำนวน 15 วัน เสียชีวิตวันที่ 10 ในเรือนจำ หลังเผาศพ ตรงกระดูกเจอช้อนสั้น ปนอยู่กับกระดูก
ล่าสุด (22 ก.พ.69) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่หมู่ 12 ตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้พบกับญาติของพลทหารเพชรรัตน์ และพบว่ายังมีรูปของพลทหารที่เสียชีวิตแขวนไว้บริเวณฝาบ้าน
จากการสอบถามนายก้องภพ ปานพูน อายุ 45 ปี อาผู้ได้รับมอบหมายจากผู้ปกครองให้การดำเนินเรื่องให้ข้อมูลว่าในส่วนทางคดีของน้องเพชรรัตน์ ยังอยู่ในกระบวนการของทางด้านกฎหมาย น่าจะได้ขึ้นศาลเร็วๆนี้ เนื่องจากว่าหมายศาลมาถึงบ้านแล้ว จากนี้ก็จะไปยื่นคำร้องขอเข้าไต่สวนในคดีด้วย ในเรื่องคดีของหน่วยงานของน้องทางครอบครัวไม่สามารถที่จะเข้าไปยุ่งได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของทหาร ส่วนของการเสียชีวิตของน้องทางครอบครัวก็ยังมีความสงสัยในหลายกรณี รอคำชี้แจงจากหน่วยงาน แต่ก็ยังไม่ได้โทษหรือปรักปรำใคร เพราะยังไม่ได้มีหลักฐานที่เพียงพอ สิ่งที่สงสัยก็มีตั้งแต่มีเหตุผลอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยให้พลทหาร 2 คนนั้นหนีทหาร
และรายละเอียดขณะที่เกิดเหตุ จุดเกิดเหตุ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และตนก็ไม่ได้โทษว่าน้องถูกกระทำ หรือเกิดจากโรคประจำตัวชักเกร็ง แต่ทางครอบครัวก็ยังสงสัยอยู่ว่าน้องมีโรคประจำตัวได้อย่างไร เพราะว่าครอบครัวที่บ้านไม่มีใครรู้เลยว่าน้องมีโรคประจำตัว อีกส่วนหนึ่งก็ในเรื่องของการปฐมพยาบาลจนไปถึงตอนเสียชีวิต และแม้กระทั่งตอนที่เผาศพ ก็ยังไปเจอวัตถุต้องสงสัย ทำให้ครอบครัวของตนยังคงคาใจอยู่
ซึ่งหลังจากที่เผาศพน้องไปแล้ว ทางหน่วยงานก็ยังโทรมาสอบถามตนอยู่ว่ายังติดใจอะไร ตอนแรกที่ทางครอบครัวตัดสินใจเผาศพน้องนั้น เนื่องจากว่าไม่ได้ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต แต่หลังจากที่เผาศพน้องแล้วทางครอบครัวไปเจอวัตถุคือ ช้อน ทำให้ครอบครัวของตนสงสัยว่าช้อนมาได้ยังไง
จึงสอบถามสัปเหร่อว่าในพิธีการเผาศพนั้นมีช้อนเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ สัปเหร่อ ยืนยันตอบว่าไม่มี ตนจึงได้สอบถามทางด้านหน่วยทหารว่าช้อนสั้น ใช้ช้อนสั้นในขั้นตอนไหน แต่ก็ยังไม่มีคำตอบ คิดว่าคงจะอยู่ในกระบวนการของทางด้านทหาร
ซึ่งในวันที่น้องเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ทางผู้บังคับบัญชาได้เรียกญาติๆเข้าไปพูดคุยว่าทางครอบครัวจะได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่จะได้รับ ก็มีการพูดคุยกันหลายรอบ แต่รายละเอียดลึกๆนั้นยังไม่ทราบ เท่าที่ทราบได้รับเงินในวันประกอบพิธีเผาศพส่วนหนึ่ง ส่วนอื่นๆนั้นตนยังไม่ทราบแน่ชัด
สิ่งที่ตนออกมาร้องในครั้งนี้ ซึ่งตนก็คิดทบทวนมาหลายรอบแล้ว แต่ก็อยากจะให้ทางกองทัพรู้ว่าการดำเนินการของกองทัพช้าเกินไป ทางตนเข้าใจอยู่ว่ามันมีกระบวนการ ทางครอบครัวของตนก็มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เรื่องจัดงานศพ ไหนจะค่าโลง ค่ากับข้าว ค่าอื่นๆอีก ที่ทางครอบครัวของตนยังคงเป็นหนี้อยู่ ซึ่งก็ผ่านล่วงเลยมาแล้ว 3 เดือน จนจะคบทำบุญร้อยวันแล้ว ทางครอบครัวยังไม่ได้เงินก้อนแรกจากการเสียชีวิตของน้องเลย
ทางด้านนางลำไพ กำลังยิ่ง อายุ 47 ปี อา ได้กล่าวว่าติดใจในเรื่องที่น้องไม่ได้มีเรื่องป่วยหรือโรคประจำตัว แต่ต้องมาเสียชีวิต หลังจากที่ชันสูตรแล้วบอกว่าน้องเป็นโรคหัวใจโต แต่ในความเป็นจริงน้องไม่เคยมีประวัติการรักษาและดูจากตอนที่น้องมาช่วยทำงานที่บ้านของตน ซึ่งก็เป็นงานที่หนักขึ้นไม้ลงไม้คันละ 2-3 ตัน ขึ้นไม้รถเทรลเลอร์แต่เช้ายันค่ำ น้องก็ไม่เป็นไร มาทำงานกับตนตั้งนานก็ไม่มีประวัติการรักษา ไม่มีอาการเจ็บป่วย และน้องก็เป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว
ซึ่งมีพ่อ มีน้องและก็ย่าด้วย ตอนนี้เดือดร้อน เพราะต้องไปยืมเงินมาทำพิธีศพ ส่วนเงินจากสาเหตุการเสียชีวิตของน้อง
โดยวันที่เกิดเหตุทางครอบครัวได้รับแจ้งว่าน้องเสียชีวิตแล้วทางหน่วยโทรมาแจ้งให้ครอบครัวไปที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ โดยทหารแจ้งว่าน้องมีอาการชักเกร็ง ตาเหลือกค้าง ไม่มีชีพจร และไม่มีลมหายใจ ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้ทางครอบครัวออกมา
โดยแจ้งว่ามีผู้ป่วยเข้ามาและจะนำร่างของน้องไปไว้อีกที่นึง ซึ่งตอนนั้นทางครอบครัวก็ยังไม่ได้เห็นร่างของน้องที่เสียชีวิต จากนั้นทางผู้การฯก็มาคุยกับทางครอบครัว โดยแจ้งว่าน้องทำผิดวินัย น้องกลับเข้าค่ายช้า โดยมีการทำโทษจากขั้นต่ำสุดจนถึงขั้นจำคุก แต่เราผู้เป็นอา เราก็ไม่ทราบว่ามันมีโทษอะไรบ้าง มีขั้นตอนอะไรที่มีการทำโทษกันแบบนี้ ส่วนที่มีคนพูดว่าน้องหนีทหารนั้น น้องไม่ได้หนีน้องแค่ลากลับบ้านมาช่วยงานที่บ้านของตน หลังจากที่น้องมานอนอยู่ที่บ้าน 3 วัน ทางอาก็พาน้องไปส่งเข้าค่ายและตนก็ไม่รู้เรื่องว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรว่าหลานโดนจำคุกโดนโน่นนี่นั่น ตนไม่รู้เรื่องกับเขา มารู้อีกทีก็ตอนที่เขาโทรมาบอกว่าหลานได้เสียชีวิตไปแล้ว
ส่วนนิสัยของน้องเป็นคนอัธยาศัยดี พูดเพราะ ใช้ง่าย ไม่เคยทะเลาะวิวาทกับใคร ส่วนเรื่องสุขภาพของน้องนั้นไม่เคยมีโรคประจำตัวอะไรเลย ทางน้องก็อยากจะรับราชการทหาร และตนก็อยากให้น้องรับราชการทหารด้วย เนื่องจากจะได้มีสวัสดิการจะได้มาช่วยดูแลพ่อและเลี้ยงน้องอีกตั้ง 3 คน ในเรื่องของการผ่าชันสูตรนั้นมีการผ่าตั้งแต่บริเวณช่วงกะโหลกจนถึงท้ายทอย และผ่าตั้งแต่ช่วงบริเวณคอจนมาถึงช่วงบริเวณท้อง
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดหนองจิก ตำบลวังดาล โดยได้ไปพบกับสัปเหร่อผู้ทำพิธีฌาปนกิจให้กับพลทหาร ทั้งยังได้พบช้อนสั้นที่ทางญาติคาใจ
จากการสอบถามนายสิทธิพร อายุ 39 ปี เล่าว่าก่อนเผาศพเราจะเอาสำลีออกเอาไม้ของดอกไม้จันทน์เขี่ยสำลี แต่ก็ไปโดนของแข็งมือเราล้วงไม่ได้ ซึ่งอยู่ลึกมากระหว่างคอ เวลาเผาเราไม่ได้พลิกศพเพราะเป็นเตาไฟฟ้า ซึ่งทำพิธีเผาช่วงตอนเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง เราตรวจตามร่างกายตามกระเป๋าก็ไม่มีช้อน คนตายเขาใส่ชุดเครื่องแบบในกระเป๋ากางเกงก็ไม่มี ก่อนเผาตนต้องตรวจทุกครั้ง เผื่อมีทรัพย์สินเราก็ต้องคืนญาติ ในปากใส่สำลีมาเยอะเอามือล้วงไม่ถึง ตนก็เลยเอาไม้ของดอกไม้จันทน์ไปแคะเพื่อดึงสำลีออก แคะลงไปก็เจอของแข็งดังกึ๊ดๆ อยู่บริเวณใต้คอลงไปเราก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เคสแบบนี้ไม่เคยมี เพิ่งจะเจอเคสแรก ตนก็คิดเองคนเดียวว่าพรุ่งนี้ต้องเจออะไรแน่ ตอนเช้าจะมาเก็บกระดูกก็เห็นช้อนอยู่
เบื้องต้นทางญาติแจ้งว่าตั้งแต่น้องเสียได้เงินสวัสดิการสงเคราะห์สวัสดิการ 26,495 บาท วันแรกของการจัดงานน้องได้เงินจากผู้การฯ 20,000 บาท,และทางผู้การเรือนจำ 1,000 บาท,ผู้การฯช่วยสวดพระอภิธรรม 3,000 บาท
Advertisement