จากกรณี เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 63 นายสุวิชชา หนูสิงห์ อายุ 67 ปี เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุทธกาญจน์ ฟักทอง ผกก.สภ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีกับนายตำรวจชุดจับกุมคดียาเสพติด 32 นาย และพนักงานอัยการจังหวัด 1 นาย ที่ร่วมกันทำคดีโดยมิไม่ชอบ ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความเสียหาย โดยเชื่อว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของอดีตภรรยาที่ไปมีชายใหม่ เป็นผู้กลั่นแกล้งให้ติดคุก หวังฮุบสมบัติกว่า 100 ล้านบาท
(อ่านเพิ่มเติม : เสี่ยหลุดคดียาเผยสู้ 5 ปีหมดตัว 100 ล้าน ลั่นเอาคืนชุดจับกุมยัดยาบ้า คาดคนรักเก่าบงการ)
ล่าสุด วันที่ 2 พ.ค. 63 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางมาที่บ้านของผู้ร้องเรียน ม.1 ต.นาหว้า อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ นายสุวิชชา หนูสิงห์ หรือ สีโบ อายุ 67 ปี ผู้เสียหาย เล่าว่า ตนเองอยากให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมข่าว กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจาก
นางจุลมา อายุ 53 ปี อดีตภรรยาของตนเองได้ฟ้องหย่า เนื่องจากสนิทกับชายคนใหม่ และต้องการจะได้ทรัพย์สมบัติ ศาลจึงมีคำสั่งให้หย่าขาดกันโดยให้แบ่งทรัพย์สินกันคนละครึ่ง
จากนั้นศาลจึงได้มีการสั่งบังคับคดี มีเงื่อนไข 3 ประการ คือ ให้แบ่งทรัพย์สินกันคนละครึ่ง, หากแบ่งทรัพย์สินกันไม่ได้ ก็ให้ประมูลระหว่างกัน และหากยังประมูลระหว่างกันไม่ได้ ก็ให้ทำการขายทอดตลาดหลักทรัพย์ และนำเงินมาแบ่งกัน โดยมีซูเปอร์มาเก็ตใน จ.อำนาจเจริญ 4 สาขา ร้านทอง 2 สาขา อาคารพาณิชย์รวม 46 ห้อง
แต่ในขณะที่ศาลมีการบังคับคดี ตนเองได้ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีทำการยัดยาเสพติด จำนวน 82 เม็ด จุดประสงค์เพื่อต้องการจะให้ตนเองติดคุกเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ซึ่งขณะที่อยู่ในเรือนจำ ตนเองได้พบกับทนายความที่ช่วยคดีกับอีกเคสหนึ่ง ตนเองจึงขอร้องให้ทนายความช่วยเหลือประกันตัวออกมาเพื่อจะสู้คดี แต่หลังจากออกมาแล้ว ทนายความกลับไปช่วยเหลือและให้การที่เป็นประโยชน์กับอดีตภรรยาของตนเอง เนื่องจากทนายความคงได้รับผลประโยชน์จากอดีตภรรยาเป็นจำนวนมาก
ก่อนจะมาหลอกให้ตนเองเซ็นสัญญาใบหลักทรัพย์ ให้เป็นของทางนางจุลมา ทั้งที่ทนายความไม่มีใบมอบอำนาจ ซึ่งในขณะที่ตนเองอยู่ในคุกนาน 5 เดือน ภรรยาได้ทำเรื่องถอนอายัดหลักทรัพย์และใช้เงิน ซื้อทรัพย์สินของตนเองที่ถูกขายทอดตลาดทั้งหมดไปเป็นของเขาเอง จนตนเองไม่เหลืออะไร ต้องไปอยู่ในสถานที่สาธารณะ ไม่มีที่อยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555-2562 รวม 7 ปี จนกระทั่งศาลตัดสินว่าตนเองยังเหลือร้านทองไว้เป็นที่อยู่อาศัย ตนเองจึงกลับมาอาศัยและพยายามเดินหน้าสู้คดี
ซึ่งในระหว่างนั้น อดีตภรรยาก็นำทรัพย์สมบัติที่ครอบครองไปขาย อ้างว่าเป็นผู้ซื้อทรัพย์สมบัติที่ถูกขายทอดตลาดไปแล้ว ทั้งที่เอกสาร เป็นเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นายสุวิชชา กล่าวต่อว่า หลังจากข่าวถูกเผยแพร่ไป มีบุคคลปริศนาติดต่อมาหาตนเองทางโทรศัพท์ บอกว่าอยากจะให้ตนเองถอนฟ้องในเรื่องคดี และจะชดใช้ค่าเสียหายให้ แต่ตนเองไม่ยอมรับ ตนคิดว่าคดีนี้คงเป็นคดีแรกในประเทศไทย ที่ชาวบ้านธรรมดาฟ้องร้องตำรวจ ตนก็อยากให้เป็นแบบอย่าง
นางจุลมา อายุ 53 ปี อดีตภรรยาผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนอยากชี้แจงความจริงให้สังคมได้เข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดที่นายสุวิชชา อดีตสามี พูดไม่เป็นความจริง เหตุการณ์ที่ตนเองจำเป็นต้องฟ้องหย่ากับนายสุวิชชา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ตนไม่ได้คบชู้ชายอื่น แต่เป็นเพราะนายสุวิชชามักมีอารมณ์ร้าย ชอบทำร้ายตนเอง และลูกชาย 3 คนบ่อยครั้ง เนื่องจากนายสุวิชชาคล้ายสติไม่ดี ตนเองจึงได้ปรึกษาญาติพี่น้อง และตัดสินใจยื่นฟ้องหย่า เพื่ออยากจะได้ลูกชายทั้ง 3 คนมาอยู่ในการดูแลเท่านั้น
ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติ นายสุวิชชาเพิ่งจะมาฟ้องแย้งเอาในภายหลัง ก่อนจะมาเป็นประเด็นที่ศาลรวบรวมทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมด รวมกัน 50 กว่าล้านบาท ไปขึ้นสู่ศาล คำพิพากษาออกมาว่า ให้ลูกทั้ง 3 คนอยู่ในความดูแลของตนเองเพียงผู้เดียว ทรัพย์สินที่มีก็ให้แบ่งกันคนละครึ่ง ส่วนหนี้สินที่มีก็ให้ช่วยกันชำระ ยืนยันว่าที่ตนเองฟ้องหย่า ไม่ต้องการทรัพย์สิน ต้องการเพียงแค่ลูก ส่วนเรื่องทรัพย์สิน หรืออาคารพาณิชย์ที่นายสุวิชชาอ้างว่าเป็นของเขาทั้งหมด ก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจากอาคารพาณิชเป็นทรัพย์สินของตนเองที่สร้างขึ้นหลังจากที่หย่ากับนายสุวิชชาแล้ว
ส่วนกรณีที่กล่าวหาว่าตนเองมีส่วนร่วมในการยัดยาเสพติดนายสุวิชชานั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ตนเองเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีลูกต้องดูแล 3 คน จะไปหายาที่ไหนไปยัดให้นายสุวิชชาต้องรับโทษติดคุก
ทั้งนี้ หลังจากที่ศาลตัดสินให้แบ่งสมบัติกันคนละครึ่ง หากแบ่งกันไม่ได้ก็จะทำการบังคับคดี โดยการประกาศขาย ตนเองจึงไปกู้เงินมา 35 กว่าล้านบาท เพื่อไปซื้อทรัพย์สินของตนเองที่ควรจะเป็น คืนจากการบังคับคดี อย่างไรก็ตาม หากนายสุวิชชาจะแจ้งความเอาผิดกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยัดยา ตนเองก็ไม่ได้มีความกังวล เพราะตนเองไม่ได้มีส่วนรู้เห็น อีกทั้งเรื่องที่นายสุวิชชาบอกว่าตนเองสมรู้ร่วมคิดกับทนายความที่ทำคดีเรื่องฟ้องหย่าก็ไม่จริง ตนเองไม่ได้รู้จักกับทนายความของนายสุวิชชาแม้แต่คนเดียว
นอกจากนี้ นายวิชัย ศรีคะเณย์ อายุ 54 ปี ผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า เหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.2556 ขณะที่ตนเองกำลังจะได้รับตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปทุมราชวงศา มาเรียกให้ตนเองไปเป็นพยานในการตรวจค้นรถของนายสุวิชชา เนื่องจาตำรวจได้รับแจ้งว่านายสุวิชชาแอบซุกซ่อนยาเสพติดไว้ภายในรถ แต่นายสุวิชชาไม่ยอมให้ตรวจค้น ถ้าหากไม่มีผู้ใหญ่บ้านที่เป็นกลางไปยืนดูการตรวจค้นเป็นพยานด้วย เมื่อตนไปถึง พบนายสุวิชชาและตำรวจ 4 คนตรวจค้นรถ
กระทั่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งพบยาเสพติดอยู่บริเวณท่อไอเสียใต้ท้องรถ ถูกพันหุ้มไว้ด้วยเทปดำหุ้มไว้หลายชั้น ถูกมัดด้วยลวดยึดไว้กับท่อไอเสีย เกะออกมาพบว่าเป็นยาเสพติด 82 เม็ด นายสุวิชชาก็ปฎิเสธทันที โดยไม่ได้มีท่าทีลุกลี้ลุกลน ตำรวจจึงนำตัวไปสอบสวนที่ สภ.ปทุมราชวงศา โดยหลังจากนั้น นายสุวิชชาก็โดนคดียาเสพติด
Advertisement