
กรณีเพจ "อยากดังเดี๋ยวจัดให้ Part3" มีการนำคลิปจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งมีสองพี่น้อง มาอุ้มเอาเด็กหญิง 4 ขวบ หายออกไปจากหน้าบ้าน โดยในคลิปมีการบรรยายลักษณะทำนองว่าผู้ชายที่อยู่ในคลิปเป็นอดีตแฟนเก่า แอบมาอุ้มลูกสาวหนีหายเงียบไป และติดต่อไม่ได้ ตนเองเป็นห่วงจึงขอให้โซเชียลช่วยตามหา โดนมีวงจรปิดวินาทีพ่อเลี้ยงและน้องสาวพากันอุ้มเด็กออกจากหน้าบ้านไปนั้น

วันที่ 13 เม.ย. 65 ที่ สภ.บางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ภายหลังจากที่นายวินัย หรือ ไก่ แจ่มแจ้ง พ่อเลี้ยงเด็ก 4 ขวบ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาลักพาตัวน้องจ๋องแจ๋งออกจากบ้านของนางสาวน้ำฝน ซึ่งเป็นแม่แท้ ๆ เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 65 โดยเมื่อวานนี้หลังจากที่ปรากฏเป็นข่าว นายวินัยมีการติดต่อไปยังโรงพักบางตาเถร เพื่อขอนำตัวน้องจ๋องแจ๋งไปคืนให้กับแม่และยายของเด็ก จะให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นตัวกลางในการรับทราบเรื่อง มีการนัดหมายได้เช้าวันนี้ เวลา 09.00 น.

ล่าสุด ทั้งคู่ได้มีการออกรายการโทรทัศน์ในวันนี้ เวลา 11.00 น. ในช่วงของการบันทึกเทปรายการ มีการพูดคุยกับนางสาวน้ำฝน พร้อมกับทนายเกิดผล แก้วเกิด จากนั้นทีมงานได้จัดเซอร์ไพรส์นางสาวน้ำฝน โดยให้นายไก่ พ่อเลี้ยงคืนน้องจ๋องแจ๋งเข้าไปในรายการ และมีการส่งคืนลูกสาวกลางรายการ
ช่วงเวลาก่อน 11.00 น. ปรากฏว่านายวินัย หรือไก่ พ่อเลี้ยงของเด็ก เดินทางไปที่โรงพักพบกับนางสาวกุ้ง แจ่มแจ้ง โดยเป็นการเดินทางมาลงบันทึกประจำวัน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่ามีการคืนน้องจ๋อมแจ๋มกลางรายการโทรทัศน์ พร้อมทั้งเดินทางมารับทราบเรื่องราวที่ถูกกล่าวหาว่ามีการลักพาตัวเด็กออกไปจากเสียบิดามารดา โดยนายไก่และนางสาวกุ้ง ค่อนข้างที่จะเคร่งเครียด ประกอบกับอยู่ในอาการเสียใจที่มีการคืนน้องจ๋องแจ๋งให้กับแม่

นายวินัย หรือ ไก่ แจ่มแจ้ง พ่อเลี้ยงของน้องจ๋องแจ๋ม เปิดเผยพร้อมน้ำตา และเสียงสั่นเครือว่า เมื่อวานนี้ตนเองได้รับการติดต่อจากรายการโทรทัศน์ให้เดินทางไปร่วมรายการ ขอให้ผ่าตัวของน้องจ๋องแจ๋ง ลูกสาวไปด้วย ซึ่งตนเองทราบว่าในรายการดังกล่าวมีอดีตภรรยาเดินทางไปร่วมด้วย แต่การที่ตนเองจะพาลูกไปเจอกับแม่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะลำบากใจ ตอนที่ตนเองชวนลูกสาวออกไปนอกบ้าน ทุกครั้งลูกสาวจะพูดแต่เพียงว่า “มีแม่และยายอยู่ด้วยหรือไม่ หรือไปแล้วจะได้เจอยายกับแม่ไหม” เป็นคำพูดที่ลูกสาวพยายามที่จะสอบถามทุกครั้ง ก่อนที่จะออกจากบ้าน เพราะเจ้าตัวไม่อยากที่จะเจอ หากเจอแม่หรือยายแล้วก็จะทำให้ไม่สามารถเจอพ่อได้

โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนที่จะไปร่วมรายการตนเองได้มีการแต่งตัวให้ลูก ลูกสาวก็ไม่รู้ว่าตนเองกำลังหลอกให้ออกจากบ้าน เพื่อไปเจอกับยายและแม่ ตนบอกว่าจะพาไปกินไอศกรีม จะพาไปซื้อขนม ทำให้ลูกสาวยอมออกจากบ้านไปพร้อมกับตนเอง เมื่อไปถึงรายการ ตนเองนั่งแยกห้องอยู่อีกที่หนึ่ง จากนั้นเมื่อถึงเวลาทีมงานได้ให้ตนเองอุ้มลูกเข้าไปในสตูดิโอ และต้องมีการคืนลูกกลางรายการ ทั้งที่ในเวลานั้นตัวเองก็รู้อยู่แกใจว่าจะเป็นวินาทีสุดท้ายที่จะได้อยู่กับลูก ฝั่งภรรยามีทนายความเดินทางมาด้วย ทนายความยืนยันว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ในตัวลูกสาว เพราะไม่ได้มีการรับรองบุตร หรือเป็นพ่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นเพียงแค่คนที่เซ็นชื่อตอนคลอดให้เท่านั้น ตนเองจึงไม่สามารถที่จะพูดอะไรได้ นอกจากคืนน้องจ๋องแจ๋งให้กับแม่ แต่หลังจากที่ตนเองส่งรูปคืนให้กับนางสาวน้ำฝน แม่ของเด็กแล้ว สังเกตว่าลูกสาวอยู่ในอาการซึม เพราะเจ้าตัวเคยพูดว่าไม่อยากอยู่กับแม่ แต่ถ้าในทางกลับกัน ตอนที่ลูกสาวอยู่กับตนเอง จะค่อนข้างร่าเริงและสนุกสนาน

ส่วนกรณีที่ฝั่งของนางสาวน้ำฝนให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนัก ทำนองว่าตอนที่ตนเองพาลูกมาอยู่ด้วย หรือแม้แต่การอยู่กับลูกหลายครั้ง จะมีร่องรอยของการพกช้ำดำเขียว คล้ายกับถูกตนเองทำร้ายร่างกาย ส่วนตัวขอยืนยันว่าไม่เคยแม้แต่ทำร้ายร่างกายและแตะต้องตัวของลูกสาวที่จะเป็นการลักษณะลงโทษ เรื่องของการดุด่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เคยลงไม้ลงมือกับลูกสาว แม้ว่าน้องจ๋องแจ๋งจะไม่ใช่ลูกในใส้ แต่ตนเองเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจนโต เป็นคนเซ็นรับเป็นลูก ทั้งที่ไม่ใช่ลูกของตัวเองก็ตาม ไม่เคยคิดที่จะทำให้ลูกสาวคนนี้เสียใจ

ส่วนตัวตั้งข้อสังเกตว่าช่วงระยะหลัง นางสาวน้ำฝนไปมีครอบครัวใหม่ ซึ่งฝ่ายชายที่เข้ามาคบหาก็มีสถานะไม่ต่างจากตนเองคือพ่อเลี้ยง แต่ในเรื่องของความรักความอบอุ่น ตนเองก็ยังเชื่อว่าสามารถที่จะมอบให้กับน้องจ๋องแจ๋มไม่น้อยไปกว่าคนอื่น เพราะเป็นคนเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กจนโต สำหรับพ่อเลี้ยงคนใหม่ แม้ว่าช่วงแรกอาจจะดูรักเด็ก ระยะหลังอาจจะปรากฏตามข่าวที่ว่ามีการทำร้ายลูกเลี้ยงก็ได้ อย่าลืมว่าตนเองเป็นคนเลี้ยงจนโต แต่พ่อเลี้ยงคนใหม่มาเลี้ยงรับช่วงต่อ อาจจะไม่ได้รักเท่าที่ตนเองรักน้องจ๋องแจ๋ง
ส่วนเรื่องแนวทางของคดี เชื่อว่าตัวของนางสาวน้ำฝนมีการลงบันทึกประจำวันและแจ้งความเอาไว้ที่โรงพักบางตาเถร ตนเองก็เดินทางมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมกับรับทราบเรื่อง แต่เบื้องต้นทราบว่าเป็นเพียงแค่การลงบันทึกประจำวันพร้อมกับหลักฐาน แต่ยังไม่ได้มีการเอาผิดทางกฎหมาย ถ้าหากมีการแจ้งความดำเนินคดีว่าตนเองลักพาตัวเด็ก และมีการแจ้งความนางสาวกุ้ง น้องสาวของตนเอง ในฐานะรู้เห็นและร่วมกันลักพาตัวเด็ก ตนเองทั้ง 2 คนก็พร้อมที่จะรับผิดตามกฎหมาย และพร้อมที่จะติดคุก เพราะการกระทำที่ไม่ทันได้คิดและไม่รู้กฎหมาย แต่การจะทำที่มีการอุ้มลูกออกมาจากบ้านก็เพราะเป็นห่วง อยากดูแลและอยากใกล้ชิดลูกสาวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กรณีเงื่อนไขของนางสาวน้ำฝนที่มีการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่ออมรินทร์เมื่อคืนนี้ โดยมีการตั้งเงื่อนไขว่าหากมีการคืนลูกให้แล้ว สามารถที่จะมาเยี่ยมเยือนได้ทุกเมื่อแต่ต้องอยู่ภายใต้คนในครอบครัวหรือสายตาของแม่เด็ก มองว่าเป็นเพียงคำพูดที่พูดเพื่อให้สื่อเข้าใจ และพูดเพื่อที่อยากจะให้ทุกอย่างมันดูดี ในทางกลับการตนเองก็ถูกกีดกันอยู่แล้ว ตนเองก็รู้ว่าการคืนลูกไปครั้งนี้อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เพราะล่าสุดทราบว่ามีการย้ายไปอยู่กับแฟนใหม่แล้ว ตนเองก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าไปย้ายไปอยู่ที่ไหน พร้อมกับฝากผ่านอมรินทร์ทีวีไปถึงนางสาวน้ำฝนว่า "อ้วน พี่รักลูกมากนะ พี่อยากอยู่ดูแลลูก หากอ้วนดูแลลูกไม่ได้ หรือไม่มีเวลามากพอก็สามารถเอาลูกมาให้พี่เลี้ยงได้ เพราะตนเองก็รักจ๋องแจ๋งเหมือนลูกเช่นกัน"

จนกระทั่งเวลาประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถที่จะตามตัวนางสาวน้ำฝน แม่ของเด็ก พร้อมทั้งนางพวงมอง สายสินจ์ ยายของเด็ก จึงได้ส่งรถสายตรวจไปรับตัวมาจากบ้านพัก ซึ่งทราบว่าทั้งคู่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้าน ครอบครัวอ้างว่าหลังจากรับน้องคืนกลับมาแล้ว กลัวว่าจะมีคนมาลักพาตัวไปอีก จึงได้พาไปอาศัยอยู่ที่อื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการจัดส่งรถสายตรวจไปรับตัวมาที่โรงพัก แต่ในขณะที่เดินทางไปที่โรงพักนั้น ปรากฏว่านายไก่และนางสาวกุ้งได้เดินทางกลับบ้านไปแล้ว ไม่ต้องการที่จะเจอหน้าหรือพูดคุยกับนางสาวน้ำฝน กลัวว่าจะเกิดประเด็นความขัดแย้ง

นางสาวน้ำฝน และนางพวงมอง เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางไปที่โรงพักอีกครั้ง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวให้มา แต่การเดินทางมาก็เพื่อที่จะแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าได้มีการรับตัวลูกคืนมาแล้ว เรื่องของการดำเนินคดีในข้อหาลักพาตัว ตนเองขอยกเลิก และไม่ดำเนินคดีกับนายไก่ พ่อเลี้ยง เพราะเคยพูดเอาไว้ว่าถ้าหากได้ลูกคืนก็จะยุติทุกอย่าง ดังนั้นเมื่อตนเองได้ลูกคืนแล้วก็ขอยุติในการแจ้งความเป็นคดี และจะไม่มีการเอาผิดกับนางสาวกุ้ง น้องสาวของนายไก่ด้วย แต่อยากจะให้นางสาวกุ้งได้มากราบขอโทษแม่ ที่วันนั้นเดินทางมาที่บ้านแล้วมีลักษณะคล้ายกับเป็นการสังเกตการณ์และรู้เห็นเกี่ยวกับการลักพาตัว เพียงแค่ต้องการให้นางสาวกุ้งมาขอโทษแม่ของตนเองเท่านั้น แล้วทุกอย่างก็จะมีการยกโทษให้ตามปกติ
สำหรับเงื่อนไขที่ตนเองเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อวานนี้ว่า หลังจากได้รับลูกคืนแล้ว นายไก่สามารถมาเยี่ยมและมาหาลูกสาวได้เหมือนเดิม เพียงแค่ขอให้อยู่ในสายตาของคนในครอบครัวและตนเองเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตที่จะให้พาออกไปจากบ้าน และไม่อนุญาตให้พาไปไหน ครั้งนี้ทำให้เป็นบทเรียน ครอบครัวมีความกังวลและกลัวว่าจะต้องมาตามหาลูกอีก ถ้าหากนายไก่ทำตามได้ ก็เป็นไปตามเงื่อนไขจะไม่มีการปิดกั้น
ทั้งนี้การให้สัมภาษณ์เมื่อวานที่ตนเองบอกว่าลูกอาจจะได้รับอันตรายหรือถูกทำร้าย หรือที่ผ่านมาลูกสาวมักถูกฝั่งของพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายนั้น ส่วนตัวขอชี้แจงว่าที่ผ่านมาทั้งตนเองและฝั่งของพ่อเลี้ยงเลี้ยงลูกสาวเป็นอย่างดี ไม่เคยมีใครทุบตีและทำร้ายลูกสาว อาจจะมีตะคอกหรือดุด่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่มีใครเคยลงไม้ลงมือกับลูกสาว รอยพกช้ำที่อาจเกิดขึ้นตามตัว เป็นเรื่องของความซนของเด็กหรือล้มเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นางสาวน้ำฝนยังกล่าวถึงกรณีที่นายไก่ พ่อเลี้ยง มีความกังวลเกี่ยวกับแฟนหนุ่มคนใหม่ที่มีสถานะเป็นพ่อเลี้ยงเหมือนกัน อาจจะมีการทำร้ายน้องจ๋องแจ๋งในอนาคตนั้น ส่วนตัวยืนยันว่าคงไม่มีแม่ที่ไหนให้คนอื่นมาทำร้ายลูก ฉะนั้นตนเองก็จะต้องรักลูกมากกว่ารักคนอื่นหรือรักแฟนใหม่อยู่แล้ว และยืนยันกับสังคมว่าหลังจากที่รับลูกสาวกลับคืนมาจะดูแลเป็นอย่างดี จะไม่รักคนอื่นมากไปกว่าลูก

ขณะที่นางสาวกุ้ง แจ่มแจ้ง น้องสาวของนายไก่ พ่อเลี้ยงเด็ก เปิดใจพร้อมกับนำเล่มทะเบียนบ้าน เป็นที่อยู่ของนายวินัย พ่อของน้องจ๋อมแจ๋ม เปิดเผยให้ทีมข่าวดู ระบุว่าจากข้อมูลในระบบทะเบียนราษฎ์น้องจ๋องแจ่มยังมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านลำดับที่ 5 ใช้นามสกุลของครอบครัวตนเอง เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการเซ็นรับรองใบเกิด ประกอบกับชื่อของบิดา ที่อยู่ในเอกสารใบเกิด ซึ่งการนำชื่อเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้าน พร้อมกับเปลี่ยนนามสกุล คิดว่าทุกอย่างก็ถูกต้องตามกฎหมาย

นางสาวกุ้ง เปิดใจว่า ตนเองในฐานะผู้ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดและร่วมกันกระทำผิดในการลักพาตัวเด็ก หลังจากที่ทราบว่าแม่ของเด็กได้มาแจ้งความเอา ตนเองก็เดินทางมาลงบันทึกประจำวันรับทราบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ในวันนั้นการเดินทางไปที่บ้านของจ๋องแจ๋ง ตั้งใจที่จะไปเก็บเงินค่าแชร์จากยายของเด็ก ซึ่งก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปเฝ้าหรือสังเกตการณ์ แล้วจะมีการโทรศัพท์แจ้งพี่ชายให้มารักพาตัวร้านสาวออกไปจากบ้าน แต่บังเอิญว่าพี่ชายขับรถผ่านมา และเห็นว่าตัวของหลานเล่นอยู่เพียงลำพัง จึงตัดสินใจมาคุยกับหลาน และพาออกไปจากหน้าบ้านเท่านั้น ตัวเองก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำที่เกิด เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของพ่อลูกที่สามารถอุ้มและพากันไปที่ไหนมาไหนก็ได้

ตนเองในฐานะที่เป็นอาของเด็ก ซึ่งอยู่ด้วยกันตลอด ตั้งแต่คลอดจนกระทั่งโต ตนเองก็สังเกตเห็นว่าตัวของนายไก่ พี่ชาย มีการเลี้ยงดูหลานสาวอย่างดี ไม่เคยทุบตีตามที่แม่ไปให้สัมภาษณ์กับสื่อ ฉะนั้นตนเองจึงบอกว่านายไก่รักหลานสาวคล้ายกับเป็นลูก และยืนยันว่าตัวของพี่ชายไม่เคยทำร้ายหลานสาว ไม่ว่าจะต่อหน้าและลับหลัง แต่หลังจากที่มีการคืนหลานไปให้กับแม่ตัวจริงแล้ว ตนเองก็เชื่อว่าหลังจากนี้พี่ชายก็คงจะไม่มีโอกาสได้เจอลูกอีก เพราะสังเกตว่าหลังจากที่ตัวของนางสาวน้ำฝนได้ลูกคืนแล้ว ได้พาไปอยู่ที่อื่น ซึ่งตอนนี้ แม้ตำรวจหรือนักข่าวติดต่อไปก็ติดต่อไม่ได้ ซึ่งไม่รู้ว่าเจ้าตัวไปอยู่ที่ไหน

ทนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ เปิดเผยว่า จากการกระทำดังกล่าวเรียกว่าเป็นการลักพาตัวหรือการพรากผู้เยาว์ โดยเป็นการพาบุคคลที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะไปเสียจากบิดามารดา แต่การกระทำที่จะเข้าเงื่อนไขความผิด จะต้องเป็นการลักพา หรือพาไปโดยไม่มีเหตุอันควร ยกตัวอย่างเช่น แม่ดื่มเหล้า พ่อดูแลลูกไม่ได้ โดยมีญาติพี่น้อง หรือคนที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายพาเด็กไปอยู่ด้วย แต่เป็นการดูแลและส่งเสียให้ได้รับการศึกษา การกระทำดังกล่าวไม่ได้เรียกว่าเป็นการพรากผู้เยาว์ เพราะถือว่าเป็นการพาไปโดยมีเหตุอันควร ทำให้เด็กได้รับประโยชน์มากกว่าการอยู่กับผู้ที่อยู่ภายใต้ของสิทธิ์ตามกฎหมาย ยกเว้นถ้าหากพาไปแล้วไม่ได้มีเหตุอันควร หรือพาไปแล้วทำให้เด็กได้รับอันตราย ก็ถือว่าจะได้รับความผิดตามกฎหมาย

แต่กรณีการกระทำของพ่อเลี้ยงที่มีการพาลูกเลี้ยงออกไปจากบ้านแม่แท้ ๆ ซึ่งตัวพ่อเลี้ยงอ้างว่ามีสิทธิ์ เพราะเป็นคนระบุชื่อในใบเกิด และมีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่เอกสารดังกล่าวไม่ได้ถูกรับรองว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย ว่าด้วยการเป็นบิดาของเด็ก เพราะไม่สามารถที่จะใช้ยืนยันในทางของกฎหมายได้โดยตรง ฉะนั้นการที่จะเป็นพ่อลูกกันที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องประกอบไปด้วย

1. เป็นพ่อลูกสายสัมพันธ์ทางเลือดกันจริง 2.บิดามารดาจะต้องมีการจดทะเบียนสมรส 3. หากไม่ใช่บิดาที่แท้จริง จะต้องมีการจดทะเบียนรับรองบุตร 4. ให้ศาลพิจารณาและมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นจากกรณีที่เกิดขึ้นใบเกิดจึงเป็นเพียงแค่หลักฐานอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่เอกสารการจดทะเบียนรับรองบุตร และกรณีนี้อำนาจที่ปกครองชอบด้วยกฎหมายจึงต้องตกไปเป็นของแม่เท่านั้น ที่สำคัญจึงสามารถที่จะเรียกคืนเด็กให้มาอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ได้ และพ่อเลี้ยงก็ไม่มีสิทธิ์ในตัวลูก
อย่างไรก็ตาม เป็นกรณีศึกษาอีกว่าหากพ่อเลี้ยงต้องการที่อยากจะครอบครองหรือดูแลลูกสาวที่ไม่ใช่ลูกที่แท้โดยสายเลือด จะทำได้เพียงวิธีการเดียว คือการจดทะเบียนรับรองบุตร หรือรับเป็นลูกบุญธรรม จึงจะมีสิทธิ์ตามกฎหมายและมีสิทธิ์ในการครอบครองดูแล
Advertisement