
วันนี้ (28 ก.ย. 69) นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน พร้อมถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1–17 เพื่อติดตามสถานการณ์และบูรณาการการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักกระจายตัวในหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก ส่งผลให้บางพื้นที่เกิดน้ำหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ กรมชลประทานจึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและน้ำที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเร่งให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้โดยเร็ว ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันยังมีน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงสู่ลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 06.00 น. วันนี้ สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทานจึงบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการหน่วงน้ำไว้ในพื้นที่ตอนบน และรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพ รวมประมาณ 558 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและกระจายน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งปัจจุบันได้ปรับเพิ่มการระบายอยู่ที่ประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ทั้งนี้ จะควบคุมการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน โดยจะบริหารจัดการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมกับใช้ระบบชลประทานช่วยรับและกระจายน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำสายหลักลงสู่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ตอนล่าง ขณะเดียวกันยังคงเฝ้าระวังระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากปริมาณน้ำที่ยกตัวขึ้น ส่งผลให้มีน้ำล้นตลิ่งในบางจุดบริเวณจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ พร้อมแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะดำเนินการอย่างเป็นขั้นบันได โดยจะแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนทราบล่วงหน้าอีกครั้ง เพื่อให้สามารถเตรียมรับมือได้ทันต่อสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่เขื่อนพระรามหกและน้ำที่จะสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมลดการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำพระนารายณ์เข้าสู่คลองระพีพัฒน์ เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงข่ายคลองในการรองรับน้ำฝนและระบายน้ำออกจากพื้นที่ รวมทั้งเร่งระบายน้ำด้านท้ายแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ออกสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักสะสม กรมชลประทานได้เร่งระบายน้ำผ่านระบบชลประทานฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยใช้คลองแนวขวางที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานคร อาทิ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองหกวาสายล่าง คลองบางขนาก คลองนครเนื่องเขต คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสำโรง เร่งระบายน้ำผ่านสถานีสูบออกสู่แม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกง ควบคู่กับการใช้คลองแนวตั้ง อาทิ คลองระพีพัฒน์แยกใต้ คลอง 13 และคลองพระองค์ไชยานุชิต รับและกระจายน้ำจากพื้นที่ตอนบนของกรุงเทพมหานคร พร้อมใช้สถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเลเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยประสานการทำงานกับสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ในการบริหารอาคารชลประทานบริเวณรอยต่อพื้นที่รับผิดชอบ ควบคุมระดับน้ำทั้งด้านนอกและด้านในให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และช่วยเร่งสูบระบายน้ำจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังและให้พื้นที่ได้รับผลกระทบกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ด้านภาคตะวันออก ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา มีฝนสะสมประมาณ 300–500 มิลลิเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่ง กรมชลประทานได้ใช้อ่างเก็บน้ำสำคัญในพื้นที่ อาทิ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนนฤบดินทรจินดา อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลธร รวมถึงอ่างเก็บน้ำในจังหวัดระยองและจันทบุรี ช่วยรับและหน่วงน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ พร้อมใช้อาคารชลประทาน สถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
สำหรับสถานการณ์น้ำภาคตะวันตกที่ลุ่มน้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี หลังมีฝนตกหนักสะสม ส่งผลให้มีน้ำไหลลงเขื่อนแม่กลองอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อน เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกัก และเพื่อความปลอดภัยของตัวเขื่อน ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองบริเวณท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 2.50 เมตร ทั้งนี้ ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดท้ายเขื่อนแม่กลอง 5 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร พร้อมประสานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศให้พิจารณาปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะลงมาเติม
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 28 - 29 ก.ย. 69 ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ทั้งนี้เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมอ่าวมะตะบัน โดยมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกผ่านชายฝั่งประเทศเมียนมาตอนกลาง ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่วนในช่วงวันที่ 30 ก.ย – 4 ต.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางพื้นที่ เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ในขณะที่มีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก กรมชลประทานจึงยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักและฝนสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำ
ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์ฝน น้ำท่า และระดับน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรับน้ำ หน่วงน้ำ กระจายน้ำ และระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากรให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ทันท่วงที โดยกรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำบนพื้นฐานของความปลอดภัยและการลดผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
Advertisement