ทนาย “ปรีชา” ย่องเงียบร้องสอบ ผบ.ตร. – ษิทรา โต้ รู้สำนวนกองปราบเอาผิดครู (คลิป)

ความคืบหน้าคดีแย่งสิทธิ์ความเป็นเจ้าของลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท ระหว่างครูปรีชา ใคร่ครวญ กับ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล

วันนี้ (30 มี.ค.) นายวรยุทธ บุญวงศ์ใส ทนายความ เปิดเผยกับทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ว่า ตนได้รับมอบอำนาจจากครูปรีชาให้เข้าร้องเรียน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะทำงาน รวมถึงตำรวจกองปราบปราม ประพฤติมิชอบ หลังโยกคดีหวย 30 ล้าน จากตำรวจภูธรภาค 7 ไปให้กองปราบปราม โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับเรื่องไปพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของประชาชน หากสงสัยว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ

นายวรยุทธ บุญวงศ์ใส ทนายความ เข้ายื่นหนังสื่อ

การที่ตนออกมาร้องสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องครูปรีชาเป็นเพียงประชาชนธรรมดา ไม่อยากเผชิญหน้ากับหน่วยงานรัฐ จึงยื่นเรื่องดังกล่าว ส่วนการแต่งตั้งให้เป็นทนายความครูปรีชา ทนายวรยุทธ ยืนยันว่า ไม่เกินสัปดาห์หน้าอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน ทนายวรยุทธ เปิดเผยถึงกรณีคลิปเสียงบทสนทนาของครูปรีชากับร้อยเวรผู้ทำสำนวนคดีลอตเตอรี่ 30 ล้าน ที่ครูปรีชา สนทนากับ พล.ต.ต.สุทธิ ให้แก้สำนวนคดี ตามที่กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ไปยื่นเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.

ครูปรีชา ใคร่ครวญ และ นายวรยุทธ บุญวงศ์ใส ทนายความ

โดยทนายความครูปรีชา เชื่อว่า ไม่มีคลิปนี้อยู่จริง หากพูดเป็นภาษาชาวบ้าน ก็เหมือน “เจ้าหน้าที่ลักไก่” หากมีจริง เจ้าหน้าที่ต้องเปิดให้ ครูปรีชาดูตั้งแต่วันที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่ ปปป. เมื่อวันที่ 15 มี.ค.แล้ว จึงไม่รู้ว่าคลิปสนทนาที่กล่าวอ้างกันนั้น มีอยู่จริงหรือไม่ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เปิดให้ดู มีแต่ในสำนวนบอกว่า มีคลิป ส่วนตัวมองว่า หากเจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อกล่าวหา ควรเปิดคลิปให้ดู ครูปรีชาจะได้โต้แย้งข้อกล่าวหาหรือไม่แน่ ครูปรีชาอาจจำนนต่อหลักฐาน ก็เป็นได้ แต่จะมีคลิปจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ “ถ้าเจ้าหน้าที่แฟร์ ควรเปิดคลิปให้ดู”

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทนายความประชาชนฯ

ด้าน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทนายความประชาชนฯ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า สามารถทำได้ แต่ส่วนตัวมองว่า ผบ.ตร.ก็ทำหน้าที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ได้เข้ามายุ่งกับพยานหลักฐาน ตนจึงแปลกใจว่าจะร้องท่านในกรณีใด

ซึ่งเหตุที่ต้องโอนคดีจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 มาให้ กองบังคับการปราบปราม เพราะคดีดังกล่าวประชาชนให้ความสนใจ มีนายตำรวจระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเป็นกระบวนการที่ ผบ.ตร.สามารถทำได้อยู่แล้ว จึงไม่น่ามีความผิด ซึ่งคาดว่า ผบ.ตร.ไม่น่าจะหวั่นใจแต่อย่างใด

ส่วนที่นายวรยุทธ อ้างว่า ตอนแรกกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 แจ้งข้อหา ร.ต.ท.จรูญ แล้ว แต่เมื่อโอนคดีมากองปราบกลับไม่ดำเนินการต่อ กลับมาดำเนินคดีกับครูปรีชานั้น ทนายษิทรา ระบุว่า ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน เพราะกองปราบมีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า ใครพูดจริง หรือพูดโกหก ฉะนั้นจึงเป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน ว่า จะแจ้งข้อหาหรือไม่ รวมถึงจะมีความเห็นสั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง

ทนายษิทรา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

ทั้งนี้ ทนายษิทรา ยังกล่าวว่า ตนไม่เคยพูดว่าครูรับสารภาพในสำนวนสอบสวน แต่ที่ตนบอกว่าการรับสารภาพ และขอทางลงต่อหน้านายตำรวจระดับสูงนั้น เป็นเรื่องนอกสำนวนที่ซุบซิบต่อๆ กันมา ตนไม่มีทางรู้เรื่องในสำนวนอย่างที่ทนายครูปรีชาเข้าใจ เพราะทราบมาจากสื่อมวลชนเช่นเดียวกันว่าครูปฏิเสธในสำนวน จึงอยากให้ทนายไปถามลูกความของตัวเองก่อน

ทนายษิทรา ยังกล่าวต่อว่า ครูปรีชาเปลี่ยนทนายความมาหลายครั้ง หากทนายไม่ทันเกมอาจไม่ได้รับการแต่งตั้ง หรือถูกถอนตอนหลังก็ได้

พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ได้ส่งเรื่อง พล.ต.ต.สุทธิ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบต่อ ปปช.

ส่วนที่ ปปป.ได้ส่งเรื่อง พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ฐานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบให้ทาง ปปช.ดำเนินการแล้วนั้น หลังจากนี้ ทาง ป.ป.ช.ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวน อาจต้องใช้เวลาซึ่งหากใช้เวลานานมาก ทางตนอาจยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาล

และที่ครูปรีชา ระบุว่า ไม่เคยคุยกับ พล.ต.ต.สุทธิ นั้น ตนไม่ทราบ เพราะทาง พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เป็นผู้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ามีคลิปเสียง โดยนำมาจากโทรศัพท์ของครูปรีชาเอง ซึ่งตนไม่เคยฟังจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีจริงหรือไม่

โดยเท่าที่ฟังคำสัมภาษณ์ ตนเชื่อว่าหลักฐานจากทาง ปปป. ทั้งคลิปเสียงระหว่างครูปรีชา กับ พล.ต.ต.สุทธิ เรื่องการแก้สำนวน รวมถึงคำให้การของพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ไปดึงมาจากคอมพิวเตอร์ ว่ามีการแก้ไขสำนวนกี่ครั้ง ซึ่งหลักฐานพวกนี้ค่อนข้างหนาแน่น

นายเดชา กิตติวิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

ด้าน นายเดชา กิตติวิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า สำหรับคดีฐานความผิดตามมาตรา 157 ที่มี ผู้การสุทธิ ครูปรีชา เจ๊บ้าบิ่น เป็นผู้ต้องหานั้น ถือว่าเป็นคนละเรื่องกับคดีหวยที่ จ.กาญจนบุรี ในการพิสูจน์เรื่องกรรมสิทธิ์ ส่วนคดีนี้ที่มีการบิดสำนวน หรือ เปลี่ยนคำให้การหรือไม่นั้นเป็นคนละประเด็นกัน

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว ผู้การสุทธิ ยังคงเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา แต่ยังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด เพราะตามรัฐธรรมนูญแล้วผู้ที่จะเป็นผู้กระทำความผิด ศาลจะต้องพิจารณาอย่างถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้น ท่านผู้การสุทธิจะยังไม่ถูกชี้มูลความผิด เพราะคดีนี้เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. แล้วคณะอนุกรรมการจะไตร่สวนก่อน หลังจากนั้นจึงจะเป็นการชี้มูล

พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี

สำหรับกรณีที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำให้การในสำนวนนั้น จะแบ่งออกเป็นสองส่วน หากได้ความว่า มีพยานหลักฐานชัดแจ้งว่า ผู้การสุทธิเป็นคนสั่งให้แก้ไข หรือบิดคำให้การให้ผิดไปจากความจริง ถือว่ามีความผิด แต่หากผู้การสุทธิ สั่งให้มีการแก้ไขสำนวนให้สอดคล้องเป็นไปตามความจริง ก็จะไม่มีความผิด ส่วนกรณีครูปรีชา หรือ เจ๊บ้าบิ่น ต้องดูว่ามีส่วนร่วมในการให้แก้ไขหรือไม่ ถ้าไม่มีส่วนร่วมก็จะไม่ใช่ผู้สนับสนุนให้มีความผิด ซึ่งหากพนักงานสอบสวนทำการแก้ไขสำนวนอย่างสุจริต แล้วเรียกให้ครูปรีชากับเจ๊บ้าบิ่นมาเซ็นชื่อลงเอกสาร แบบนี้ถือว่าไม่มีความผิด เพราะทั้งสองคนเชื่อเจ้าพนักงานอย่างสุจริต

นอกจากนี้ กรณีที่มีการโทรศัพท์พูดคุยเพื่อนัดหมายกันให้ไปแก้สำนวน ก็อยู่ที่ว่ามีการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับสำนวน หรือ แก้ไขเพื่อให้การเท็จ ซึ่งหากแก้ไขเพื่อให้การเท็จ ย่อมติดคุกแน่นอน ซึ่งต้องรอดูว่า ป.ป.ช. จะชี้มูลอย่างไร แล้วศาลจึงจะตัดสิน ซึ่งบางครั้งก็มีกรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้วแต่ศาลตัดสินให้ยกฟ้อง

ทั้งนี้ ทนายเดชา กล่าวถึงกรณีที่ครูปรีชา จะยื่นร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. และคณะทำงานนั้น ก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งหลังจากครูปรีชายื่นคำร้องเรียน ทางผู้ตรวจการก็จะพิจารณาว่ามีมูลหรือไม่ ซึ่งต้องดูตามพยานหลักฐานว่าเพียงพอ หรือชี้ช่องตามที่ครูปรีชากล่าวหาหรือไม่ หากมีมูลก็จะเรียก ผบ.ตร ไปสอบสวน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าครูปรีชาไปยื่นคำร้อง ชี้ช่อง หรือมีพยานหลักฐานอย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม ทนายเดชา กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับคดีอาญาเหล่านี้ คงอีกนานกว่าที่จะตัดสิน เพราะมีหลายกระบวนการ แต่สำหรับคดีแพ่ง น่าจะชี้ชัดได้ภายในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้ ว่าหวยเป็นของใคร ซึ่งคนนั้นก็ถือว่าเป็นผู้ได้เปรียบในคดีอื่นๆ ด้วย

keyboard_arrow_up