นาทีสลด หนุ่มใหญ่จิตตก เชื่อยูทูบคิดว่าป่วยมะเร็ง ญาติเผยพูดเป็นลาง ก่อนยิงตัวตาย (คลิป)

กรณีนายวิเชียร เพิดขุนทด อายุ 45 ปี ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตคาบ้านพัก ใน จ.ระยอง ซึ่งก่อนเกิดเหตุผู้ตายดื่มเบียร์จนหมดขวด โดยตำรวจนำศพส่งพิสูจน์ที่ รพ.บ้านฉาง โดยจากการสอบถามคนในครอบครัวให้การว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตเกิดอาการเครียดคิดว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งตับ แต่เมื่อไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย ผลตรวจแพทย์ระบุว่า ร่างกายปกติ ไม่ได้ป่วยเป็นโรค เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานจากการตรวจสอบว่าเป็นคนยิงตัวเอง เพราะเกิดจากความเครียด

บ้านของนายวิเชียร จุดเกิดเหตุ

วันที่ 26 ต.ค. 61 ที่ ต.สำนักท้อน อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ซึ่งเป็นบ้านของนายวิเชียร เพิดขุนทด ผู้เสียชีวิต โดยพบว่าที่บ้านพักเปิดเป็นโรงงานผลิตไส้กรอกแปรรูปขนาดเล็ก ส่วนบริเวณรอบบ้าน ปลูกสวนเมลอน และผัก ซึ่งจุดที่ผู้เสียชีวิตยิงตัวเอง อยู่ในบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน โดยพบว่ามีร่องรอยเลือดของผู้เสียชีวิตอยู่เล็กน้อย ส่วนเก้าอี้ที่ผู้เสียชีวิตนั่ง ญาติได้นำออกจากจุดเกิดเหตุแล้ว คาดว่านำไปทำพิธีตามศาสนา จากการสอบถามกับคนในบ้าน ทราบว่าภรรยาของนายวิเชียร และญาติพี่น้องคนสนิท ได้นำร่างของนายวิเชียรไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนา ที่วัดในบ้านเกิด ใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

ภาพจำลองเหตุการณ์ นายวิเชียรเครียด ก่อนยิงตัวเองเสียชีวิต

นางสวง ชุนหโสภณ แม่ยายของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า คืนวันเกิดเหตุ นายวิเชียรเรียกให้ลูกน้องคนงานชาวเมียนมา มาร่วมดื่มสุรากันที่หน้าบ้าน ในบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยภรรยาของนายวิเชียร ก็อนุญาตให้นั่งดื่มกัน จนกระทั่งลูกน้องเข้านอนกันหมด นายวิเชียรก็นั่งดื่มสุราเพียงลำพัง จนถึงเที่ยงคืนกว่า ลูกสาวซึ่งเป็นลูกติดภรรยาได้ยินเสียงปืนดังขึ้น แต่ไม่มีใครออกมาดู เพราะคิดว่าเป็นเสียงแมวกระโดด กระทั่ง 05.00 น. ภรรยานายวิเชียรก็ออกมาดู จึงตะโกนถามว่า “ทำไมไม่เข้าไปนอนในบ้าน” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงเข้าไปเขย่าตัว และพบว่าทั้งใบหน้าและลำตัวเย็น เมื่อก้มดูจึงเห็นว่าเลือดของผู้ตายกองอยู่ ภรรยาจึงรีบเรียกให้คนในบ้านมาช่วยยืนยันว่านายวิเชียรหมดลมหายใจแล้ว ส่วนอาวุธปืนตกอยู่ที่พื้น โดยคาดว่าผู้เสียชีวิตใช้มือซ้ายยิงตัวเอง ซึ่งผู้เสียชีวิตถนัดมือขวา

นางสวง ชุนหโสภณ แม่ยายของผู้เสียชีวิต

นางสวง เปิดเผยอีกว่า ก่อนเกิดเหตุ นายวิเชียรมีอาการเครียดมาก เพราะกังวลว่าตัวเองจะป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ เนื่องจากหมอตรวจเจอว่ามีไขมันตับ และมักพูดเป็นลางกับลูกค้าที่มาซื้อไส้กรอกว่า “อีกไม่นานคงไม่ได้อยู่แล้ว คงจะต้องไปแล้ว” ส่วนอาการช่วงระหว่างที่เจ้าตัวกลัวว่าตัวเองจะป่วยเป็นมะเร็งนั้น ก็มีอาการจุกท้อง กลัวตัวเองจะเป็นกรดไหลย้อน จุกคอ ขับถ่ายไม่ออก กินอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ กังวลว่าจะเป็นมะเร็งตับตลอดเวลา จึงไปปรึกษาแพทย์หลายโรงพยาบาล ในระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งแพทย์ทุกรายก็ยืนยันว่า ไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็งตับ และแพทย์ก็แนะนำให้ดื่มนมเป็นประจำ และกินยาคลายเครียด รวมถึงยาที่ช่วยขับถ่าย

นอกจากนี้ ตนเองยังคอยแนะนำให้นายวิเชียรกินยาคลายเครียดบ่อย ๆ เพราะกลัวลูกเขยจะมีความเครียดมากเกินไป ซึ่งตนเชื่อว่า หากพาเขาไปปรึกษาหมอจิตเวชก่อน เขาคงไม่มาจบชีวิตตัวเองแบบนี้ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าเขาจะคิดสั้นฆ่าตัวตายแบบนี้ จึงไม่เคยมีใครพานายวิเชียรไปพบจิตแพทย์

ทั้งนี้ ยอมรับว่า ตนก็ไม่คิดว่าลูกเขยจะตัดสินใจแบบนี้ หากตนใกล้ชิดเขามากกว่านี้ ก็อาจจะสังเกตได้ว่าเขาควรไปพบจิตแพทย์ ซึ่งตนทราบจากภรรยาเขาว่า นายวิเชียรชอบดูคลิปเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ทำให้กังวลมากกว่าคนทั่วไป ทั้งนี้ นายวิเชียรเป็นคนดีมาก ไม่เคยเที่ยวเล่น เก็บแต่เงินเพื่อสร้างฐานะ ทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาก็ทำเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสวนผักหรือผลไม้ ตนจึงไม่เคยเห็นเขามีความเครียดเรื่องอื่น ๆ นอกจากความกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ

นายพิชัยรัตน์ เรืองศรี คนรู้จักกับผู้เสียชีวิต

ด้าน นายพิชัยรัตน์ เรืองศรี คนรู้จักกับผู้เสียชีวิต ซึ่งเดินทางมาช่วยดูแลบ้านให้ในช่วงขณะนี้ เปิดเผยว่า ก่อนที่นายวิเชียรจะยิงตัวตาย ได้ซื้อเบียร์มาดื่มกับลูกน้อง และได้สั่งเสียกับลูกน้องว่า อย่าทิ้งภรรยาและลูกเลี้ยงของเขา จากนั้นนายวิเชียรก็นั่งดื่มต่อเพียงลำพัง โดยระหว่างนั้นได้หยิบหูฟังขึ้นมาใส่หูไว้ ซึ่งภรรยาเขาก็คิดว่าเขาฟังเพลง กระทั่งมาพบศพในตอนเช้ามืด จึงได้เรียกญาติให้มาช่วยกันดู

โดยที่ผ่านมา ตนเองไม่เคยทราบ ว่านายวิเชียรกังวลเรื่องอาการป่วยมะเร็ง รู้ว่านายวิเชียรมักบ่นกับภรรยาเป็นประจำว่า กลัวจะเป็นมะเร็ง ซึ่งเจ้าตัวเป็นคนที่หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยล่าสุด หมอระบุว่ามีอาการเกี่ยวกับโรคไขมันในตับ จากนั้น นายวิเชียรก็ไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและยูทูบ ทำให้ยิ่งเกิดความกลัว และวิตกกังวลมากขึ้น หลังจากนั้น ตนก็เริ่มสังเกตว่านายวิเชียรกลายเป็นคนซึมเศร้า บางครั้งเหม่อลอย หน้านิ่ง จากที่เคยเป็นคนอารมณ์ดี ชอบคุยกับคนอื่น ก็ไม่คุยกับใคร ตอนนั้นตนคิดว่าเขาเริ่มมีสัญญาณแล้วว่าเขาไม่ปกติ อีกทั้งเขาไม่เคยบ่นว่าอยากฆ่าตัวตายมาก่อนด้วย ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ยิงตัวเองนั้น ก็เป็นปืนของตัวเอง ขนาด .38 มม.

ทั้งนี้ ตนเองเห็นว่าแม่ยายมักคอยนำสมุนไพรรักษาอาการปวดต่าง ๆ มาให้นายวิเชียรกิน แต่นายวิเชียรก็ยังเข้าไปค้นหาอาการของโรคตัวเองตามอินเทอร์เน็ต ทำให้อาการซึมเศร้าของเขาไม่หายขาด โดยตนและญาติ ๆ ปักใจเชื่อว่าสาเหตุการยิงตัวตายครั้งนี้ เป็นเพราะเขาวิตกกังวลไปเองเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ

นอกจากนี้ นายวิเชียรเคยเห็นว่าอดีตสามีของภรรยาตนนั้นก็เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็ง และก่อนจะเสียชีวิตก็มีอาการผอมซูบ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จึงน่าจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้นายวิเชียรกลัว ตนยืนยันว่านายวิเชียรเป็นคนดีมาก ชอบปลูกต้นไม้ เป็นคนสนุกสนาน ชอบไปเที่ยว ซึ่งตนไม่อยากให้เขาต้องมาจบชีวิตตัวเอง เพราะวิตกกังวลมากเกินไป ทั้งที่แพทย์อาจจะแค่เตือนให้ระมัดระวังความเสี่ยง และนายวิเชียรอาจจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคนั้นก็ได้

นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม

ขณะที่ นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม เชื่อว่าผู้ป่วยอาจจะมีอาการของโรควิตกกังวล กลัวว่าตัวเองจะป่วยหนัก เกิดได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง ตั้งแต่อายุ 20 เป็นต้นไป แม้ว่าแพทย์จะวินิจฉัยตรวจร่างกาย และด้วยเครื่องมือทางการแพทย์แล้ว ไม่พบอาการผิดปกติ แต่ผู้ป่วยก็ยังกังวลใจ ไปหาหมออยู่เรื่อย ๆ จนอาการกังวลนี้ เริ่มส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง แต่ทั้งนี้โรควิตกกังวล เป็นโรคที่เกิดจากทางใจ ผู้ป่วยจะมีอาการต่อเนื่องนานถึง 6 เดือนเป็นต้นไป

โดยปกติแล้ว ผู้ป่วยโรควิตกกังวลจะรักตัวเอง แต่หากมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย ก็อาจส่งผลถึงขั้นคิดสั้น อยากฆ่าตัวตาย ซึ่งจากการประเมินดูแล้ว เชื่อว่าผู้ป่วยกรณีนี้น่าจะมีอาการของ 2 โรคร่วมกัน และไม่รู้ว่าจะระบายกับใคร จนทำให้เกิดความเครียด ส่งผลไปสู่การฆ่าตัวตาย สิ่งสำคัญคือคนใกล้ชิดและครอบครัว จะต้องคอยช่วยสังเกต และตัวผู้ป่วยเองต้องหาที่ปรึกษาพูดคุยกับคนใกล้ชิด หากไปพบแพทย์มากกว่า 1 คน และวินิจฉัยตรงกันว่าไม่เป็นอะไร ก็อย่ากังวล ควรทำตัวเองให้คลายเครียดออกกำลังกาย ผ่อนคลาย เพราะเมื่อร่างกายคลายเครียดแล้ว ภูมิคุ้มกันก็จะดีขึ้น อาการโรคต่าง ๆ ที่เป็น ก็อาจจะเบาลงได้

นพ.สิทธา ฝากแนะนำการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตว่า อาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เท่ากับการพบแพทย์โดยตรง หากไม่แน่ใจการวินิจฉัยของแพทย์ที่แรก ก็ยังสามารถไปตรวจใหม่ที่สอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ ซึ่งหากตรวจจากแพทย์สองที่แล้วยังไม่พบว่าป่วยหรือเป็นโรค ก็ไม่ควรจะกังวลมากเกินไป

keyboard_arrow_up