ตะเพิด “จ๊อด” ไม่ต้องบวชให้ลุงซาเล้ง ญาติฉะทำคนตาย แต่ไม่จ่ายค่ารักษา (คลิป)

จากกรณีการเสียชีวิตของ นายจรูญ มีพันธ์ อายุ 82 ปี หรือ “ตาซาเล้ง” ที่ถูก นายนราธร โสดติยัง หรือ “จ๊อด” อายุ 21 ปี ซึ่งขี่รถจักรยานยนต์เล่นโทรศัพท์มือถือ แล้วไปเฉี่ยวชนรถซาเล้งของตาจรูญ ก่อนจะล้มคว่ำลงไปเอง จากนั้นได้เข้าทำร้าย ตาจรุญ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และต่อมาเสียชีวิตลงอย่างสงบ ซึ่งญาติได้นำศพของตาจรูญ มาบำเพ็ญกุศลที่วัดสุนทราราม หรือ “วัดห่อหมก” จ.พระนครศรีอยุธยา ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้ (31 มี.ค.) เวลา 13.40 น. นายนราธร โสติยัง หรือ “จ๊อด” ได้เดินทางมาที่วัดสุนทราราม ด้วยชุดขาว โกนผม เตรียมบวชหน้าไฟ พร้อมกับ นายรพีพงศ์ โสติยัง หรือ “โจ้” พี่ชาย ภรรยาและเพื่อนสนิท

นายจ๊อด ไหว้ขอขมาศพ ตาจรูญ

เมื่อเดินทางมาถึงนายจ๊อด ได้เดินเข้าไป กราบขอขมาศพตาจรูญ ที่หน้าโลงศพ จากนั้นได้เข้ามาขอขมาน้องสาวของตาจรูญ และขออนุญาตบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับตาจรูญ และสำนึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำลงไป ทันทีที่ขอขมาเสร็จ เพื่อนสนิทของนายจ๊อด ได้พาตัวนายจ๊อดกลับขึ้นรถทันที ซึ่งทีมข่าวพยายามถามนายจ๊อด ว่าอยากพูดอะไรกับสังคมหรือไม่ แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆกลับมา ขณะที่เพื่อนสนิทจ๊อด กลับต่อว่าผู้สื่อข่าวว่า “ถามไม่สร้างสรรค์” เนื่องจากที่มาวันนี้เพราะตั้งใจมาขอโทษ

นายรพีพงศ์ โสติยัง หรือ “โจ้” ให้สัมภาษณ์สื่อฯ

ด้าน นายรพีพงศ์ โสติยัง หรือ “โจ้” พี่ชายของนายจ๊อด กล่าวว่า วันนี้นายจ๊อดมาเพราะอยากมาบวชให้กับตาจรูญ อยากมาขอโทษแต่ยังติดเรื่องของคดี และต้องมีการยินยอมจากครอบครัวก่อน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นายจ๊อดเครียด เก็บตัวไม่คุยกับใคร และในตอนนี้ได้สำนึกผิดแล้ว

ส่วนการช่วยเหลือเยียวยา เมื่อวานนี้ได้โอนเงินให้กับครอบครัวตาจรูญเพิ่มอีก 1 หมื่นบาท เป็นค่าทำศพ และยืนยันว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องก็ติดต่อครอบครัวตาจรูญอยู่ตลอดไม่ได้หายไปไหน

นายรพีพงศ์ โสติยัง หรือ “โจ้” พูดคุยกับผู้สื่อข่าว

นายโจ้ กล่าวว่า อยากขอโทษแทนน้องชาย ที่ทำลงไปเพราะใจร้อน ซึ่งตนพยายามเตือนนายจ๊อดมาตลอด หลังเกิดเรื่องแม่ไล่นายจ๊อดออกจากบ้าน มีเพียงตนที่คอยปลอบนายจ๊อด เพราะกลัวว่าจะคิดสั้น

ส่วนเรื่องทีี่มีการตั้งข้อสงสัย เรื่องการรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตาจรูญ จำนวน 80,000 บาท ที่ตกลงไว้ว่าจะผ่อนจ่าย แต่กลับมีเงินจ่ายไปประกันตัวนายจ๊อดที่ศาล จำนวน 180,000 บาท นั้น นายโจ้ กล่าวว่า เป็นเงินที่ยืมเพื่อนมา ตอนนี้นายจ๊อดลำบากมาก ขนาดลูกสาวของนายจ๊อดตนยังต้องนำมาเลี้ยง จากนั้นเพื่อนสนิทของนายจ๊อด ได้เดิินเข้ามาเตือนนายโจ้ว่า พูดเยอะแล้ว ก่อนที่นายโจ้จะหยุดให้สัมภาษณ์

นายโจ้ พี่ชายนายจ๊อด พูดคุยเจรจา กับครอบครัว ตาจรูญ

จากนั้นนางสาววนิดา มณีพันธ์ ได้เดินมาตามสื่อ ให้ไปเป็นพยานในการเจรจาเรื่องค่าชดใช้ และการบวช แต่ นายโจ้ พี่ชาย นายจ๊อด ไม่ยินยอมและพยายามจะขอตกลงกันเป็นการส่วนตัวแต่ไม่สำเร็จ ทั้งหมดจึงกลับขึ้นรถและขับรถออกจากวัดไปทันที

นายประพจน์ มณีพันธ์ หรือ “ไก่” ลูกชายลุงจรูญ

ด้าน นายประพจน์ มณีพันธ์ หรือ “ไก่” ลูกชายลุงจรูญ กล่าวถึง ข้อสรุปการเจรจา ระหว่างครอบครัวตนกับคู่กรณี “นายโจ้” พี่ชาย ของ “นายจ๊อด” ว่า หลังจากที่นายจ๊อดเข้ามาขอโทษ และไหว้เคารพศพ ก็ยังไม่ได้มีการเจรจากันอีก ส่วนที่นายโจ้ บอกว่า นายจ๊อดอยากบวชให้ลุงจรูญ แต่กลัวไม่ปลอดภัย กลัวคนมาฆ่ามาทำร้ายน้อง จึงจะให้บวชในวันเผาศพ คือวันพุธที่ 4 เม.ย.นี้ และหลังจากพิธีฌาปนกิจเสร็จก็จะสึกทันที

ส่วนเรื่องเงินช่วยเหลือที่มีการตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ว่า นายจ๊อดยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่บอกว่า ขอกลับไปปรึกษากันก่อน ซึ่งจนถึงตอนนี้ตนได้รับเงินมาเพียง 13,000 บาทเท่านั้น ส่วนตนเองก็เริ่มไม่อยากจะคุยอะไรแล้ว เพราะตอนแรกที่คุย นายโจ้ บอกว่านายจ๊อดอยากจะบวช แต่เมื่อพระที่วัดจะบวชให้ กลับไม่บวช ฟังแล้วเวียนหัว กลับไปกลับมา

นายประพจน์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้ว เริ่มไม่เหลือความเชื่อใจให้กับนายจ๊อด เพราะเจ้าตัวไม่เคยทำได้อย่างที่พูดเลยสักครั้ง ใจจริงก็ไม่อยากยอมความ แต่แม่กับน้องสาวไม่อยากเอาเรื่อง ตนก็ไม่อยากขัดใจกับที่บ้าน แต่ก็จะรอคุยกันกับครอบครัวอีกครั้งว่า “ถ้าจ๊อดลำบากมาก ก็ไม่ต้องมา ไปบวชที่วัดอื่น” ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าไม่พอใจ ที่นายจ๊อดมาถึงแต่ไม่อยู่ฟังสวด แล้วรีบกลับ โดยตนรู้สึกว่านายจ๊อดไม่ใช่ลูกผู้ชาย

ส่วนเรื่องเงินชดเชย ที่นายจ๊อดตกลงจะผ่อนจ่ายให้งวดละ 3,000 บาท แต่ไม่ได้มีการทำสัญญากันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งตอนที่พี่ชายนายจ๊อดเข้ามาขอเจรจา ตนได้เรียกให้มาตกลงกันต่อหน้าสื่อฯ แต่ฝั่งนายจ๊อดไม่ยอม มา อ้างว่ากลัวมีคนจะมารุมทำร้าย ไม่กล้าอยู่ฟังสวด ทำให้จากเดิมที่ตนเริ่มรู้สึกใจอ่อนอยากอโหสิกรรมให้ ยิ่งกลับรู้สึกโกรธเพิ่มขึ้น ตนคิดว่าจะบอกแม่ตนว่า ไม่ต้องให้จ๊อดมาบวชแล้ว และเงินก็ไม่ต้องเอา

นายประพจน์ ยังฝากถึงนายจ๊อดว่า “พูดอะไรแล้วต้องทำได้ พูดแล้วทำไม่ได้อย่าพูด บอกว่าจะมารับพ่อตนกลับจาก รพ. ก็ไม่มา บอกจะบวชให้ 4 วัน แต่มาแล้วก็กลับบ้าน งั้นก็โกนหัวแล้วนอนอยู่บ้านไป หากจะให้ยืนยันว่านายจ๊อด จะไม่ถูกทำร้ายถ้ามาร่วมงานคงยืนยันให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ แต่ยืนยันได้ว่าชาวบ้านที่นี่มีศีลมีธรรม ไม่ทำร้ายใครเพราะที่นี่คือวัด”

นางฉลวย จริตเอก หรือ “ป้าฉลวย” ภรรยาของลุงจรุญ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

ด้าน นางฉลวย จริตเอก หรือ ป้าฉลวย ภรรยาของลุงจรุญ เปิดเผยว่า ตนทราบว่าวันนี้ นายจ๊อด ได้นุ่งขาวห่มขาวมาเพื่อที่จะบวช แต่บอกว่าจะบวชในวันเผาศพ คือวันที่ 4 เม.ย. ซึ่งตนไม่อยากให้นายจ๊อดบวชแล้ว แต่การที่ไม่ให้บวชนั้น ไม่ได้เกิดจากความอคติแต่อย่างใด

สำหรับเรื่องเงินช่วยเหลือที่มีการตกลงกัน นางฉลวย บอกเพียงว่า ตนก็สงสัยว่าทำไมถึงมีเงินประกันตัวออกมา แต่ไม่มีเงินจ่ายให้กับครอบครัวตน ซึ่งอยากบอกนายจ๊อดว่า เงินถวายพระยังไม่พอเลย ไม่สงสารยายหรือ เพราะตนก็ต้องเสียเงินไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน

นางสาววนิดา มณีพันธ์ ลูกสาวลุงจรูญ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

ขณะที่ นางสาววนิดา มณีพันธ์ ลูกสาวลุงจรูญ เปิดเผยว่า ตนทราบว่านายจ๊อด ได้เดินทางมาที่วัด ส่วนเรื่องงานบวชหน้าไฟ ที่จะบวชให้กับพ่อของตนวันที่ 4 เม.ย.ตนไม่อยากให้บวช เพราะรู้สึกว่านายจ๊อด เป็นคนพูดจากลับไปกลับมา และไม่สามารถเชื่อถือคำพูดได้ โดยเชื่อว่าการบวชของนายจ๊อดครั้งนี้ ต้องมีผู้สั่งให้บวชไม่ได้เกิดจากความรู้สึกผิดจริง และไม่ได้มีสำนึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ส่วนเรื่องที่พี่ชายของนายจ๊อด บอกว่า นายจ๊อดโดนไล่ออกจากบ้านนั้น ตนไม่เชื่อเพราะคิดว่าคู่กรณีใช้คำพูดเหล่านี้เพื่อมาต่อรอง เนื่องจากทราบว่าตนมีจุดอ่อนที่เป็นคนขี้สงสาร และสำหรับเรื่องเงินนั้น ตนอยากบอกเพียงว่า ถ้านาย  จ๊อดเป็นลูกผู้ชาย ก็ควรที่จะรักษาคำพูดและตนอยากทราบว่าเงิน 180,000 บาท ที่ใช้ประกันตัว นายจ๊อดไปเอาเงินมาจากไหน แล้วทำไมเงินที่จะให้กับทางตน 80,000 บาท จึงไม่มีให้

บรรยากาศพิธีสวดอภิธรรมศพ “ตาจรูญ”

สำหรับบรรยากาศพิธีสวดอภิธรรมศพ ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.45 น. โดยมีพระสงฆ์จำนวน 9 รูป สวดบำเพ็ญกุศลศพ เป็นคืนที่ 2 มี น.ส.วนิดา ลูกสาวของนายจรูญ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งได้มีญาติ และชาวบ้านมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งบรรยากาศภายในงานศพเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

keyboard_arrow_up