แบบนี้ก็ได้หรอ! นักข่าวแฉสายการบินดังนิ่ง หลังถูกรื้อกระเป๋า ‘ทอง-เงินสด’ หายเกลี้ยง

สายการบินดังยังนิ่ง หลังนักข่าวช่องดังร้องถูกเจ้าหน้าที่ขโมยทรัพย์สินจากเที่ยวบินสมุยเดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิวานนี้ โดยเจ้าหน้าที่เผยว่าทุกอย่างมีขั้นตอนไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้ได้ ขณะที่ตำรวจเร่งสอบปากคำผู้ต้องสงสัยที่ทำหน้าที่ขนถ่ายสัมภาระ พร้อมเก็บดีเอ็นเอส่งตรวจพิสูจน์

วันที่ 26 ม.ค.61 พันตำรวจเอกชูตระกูล ยศมาดี ผู้กำกับการตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยความคืบหน้าในคดีที่เจ้าหน้าที่สายการบินชื่อดังขโมยทรัพย์สินของผู้สื่อข่าวช่องดังคนหนึ่ง ที่โหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน โดยเดินทางจากสนามบินสมุยปลายทางสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยวบินที่ PG 104 เมื่อวานนี้(25 ม.ค.) ว่าขณะนี้ตำรวจนำวัตถุพยานจากซองเอกสารเเละกระเป๋าทองคำของผู้เสียหายไปตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือเเล้ว พร้อมทั้งเก็บลายนิ้วมือของพนักงานและผู้ต้องสงสัย รวมถึงเก็บดีเอ็นเอไปเเล้วทั้งหมด 11 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนที่เกี่ยวข้องเเละทำหน้าที่ขนถ่ายสัมภาระผู้โดยสารในเที่ยวบินนั้น พร้อมเร่งรัดให้พนักงานสอบสวนเก็บหลักฐานเพื่อส่งตรวจไปเปรียบเทียบลายนิ้วมือโดยเร็ว (อ่านข่าว : ความปลอดภัยของทรัพย์สินอยู่ตรงไหน!? นักข่าวโร่แจ้งความ กระเป๋าฝากโหลดถูกรื้อ ทอง-เงินสด หาย)

ขณะที่วานนี้ตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกขั้นตอนของการเคลื่อนย้ายกระเป๋า ทั้งจากสายพานลำเลียงในประเทศเเละสายพานลำเลียงต่างประเทศและให้พนักงานสอบสวนบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ขณะที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าสาเหตุที่กระเป๋าของผู้เสียหายมาถึงล่าช้าเนื่องจากเจ้าหน้าที่หยิบไปผิดเทอร์มินอลนั้น พร้อมระบุว่ายังไม่สามารถให้ข้อมูลส่วนนี้ได้เนื่องจากยังคงอยู่ระหว่างการสอบปากคำประเด็นนี้ เพราะเป็นประเด็นสงสัยเนื่องจากขั้นตอนการเคลื่อนย้ายกระเป๋าในประเทศเเละต่างประเทศเป็นคนละส่วนกัน เเต่เหตุใดกระเป๋าใบดังกล่าวจึงสามารถไปผิดได้ เเละทำให้ทรัพย์สินของผู้เสียหายสูญหายไป

โดยหลังเกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ผู้เสียหายยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจากสายการบินดังกล่าวเเต่อย่างใด ซึ่งผู้เสียหายต้องเป็นฝ่ายที่โทรไปเร่งรัดติดตามกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสายการบินเองเท่านั้น เเต่เจ้าหน้าที่ก็ใช้นำเสียงลักษณะไม่พอใจเเละบอกว่าทุกอย่างมีขั้นตอนการทำงานไม่สามารถไปเร่งรัดหรืออำนวยความสะดวกได้ก่อนจะวางสายไป

ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลว่าขั้นตอนของขบวนการขโมยสัมภาระของผู้โดยสาร พบว่าขบวนการนี้จะเริ่มตั้งเเต่การสเเกนกระเป๋าที่เจ้าหน้าที่จะพบเห็นทรัพย์สินของผู้โดยสารทุกคน ก่อนจะส่งสัญญาณให้กับเจ้าหน้าที่สายพานที่ลำเลียง ว่ามีทรัพย์สินอยู่ภายในจุดใหนบ้าง หลังจากนั้นเจ้าหน้าทีลำเลียงสัมภาระหรือโหลดเดอร์ จะทำการรื้อกระเป๋าของผู้โดยสาร โดยใช้วิธีทั้งเปิดซิป ใช้ไขควงงัดกุญเเจ ใช้คัตเตอร์กรีดกระเป๋า เเละอีกหลายวิธีโดยทั้งหมดจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเนื่องจากเจ้าหน้าที่มีความชำนาญ ถึงเเม้การท่าอากาศยานเเห่งประเทศไทยจะมีกล้องวงจรปิด เเต่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ที่ทำงานบริเวณนั้นทุกวัน จะรู้มุมกล้องว่าหากรื้อของผู้โดยสารบริเวณกล้องจะสามารถจับภาพได้ และอีกวิธีหนึ่งคือทำให้กระเป๋าดูล่าช้าที่สุด โดยใช้เหตุผลว่าขนส่งผิดเทอร์มินอลเพื่อที่จะสามารถมีเวลารื้อค้นสัมภาระได้นานที่สุด ขณะที่ภายหลังจากได้ทรัพย์สินเเล้วก็จะมีวิธีการส่งต่อทรัพย์สินอีกขั้นตอนหนึ่งเพื่อที่ให้สามารถนำออกไปได้ ซึ่งถึงเเม้มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจค้นอย่างรัดกุมเเต่ก็ยังสามารถเล็ดลอดออกไปได้

ขณะที่ขั้นตอนการโหลดสัมภาระผู้โดยสาร การท่าอากาศยานเเห่งประเทศไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของ ทอท.ทุกคนไม่มีสิทธิ์ในการไปจับหรือเเตะสัมภาระของผู้โดยสาร เเต่เป็นสายการบินเองที่จ้างเจ้าหน้าที่จากส่วนนอกเข้ามาปฎิบัติหน้าที่และไม่มีการกำกับติดตามดูแลอย่างเข้มงวด ทำให้เกิดการขโมยในลักษณะนี้ได้บ่อยมากขึ้น ถึงเเม้จะมีการจับกุมก็ยังหลงเหลืออยู่ เพราะรายที่จับได้เป็นเพียงส่วนน้อยเเต่รายใหญ่นั้นยังคงทำงานอยู่ในสนามบิน

ขณะที่พลตำรวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจเเห่งชาติ มีความเป็นห่วงที่มีการลักขโมยทรัพย์สินของผู้เสียหายอย่างบ่อยครั้งเเละส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหาย จึงเตรียมลงพื้นที่กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูเเลทรัพย์สินของผู้โดยสาร เเละเร่งรัดคดีทั้งหมดในวันอาทิตย์นี้

keyboard_arrow_up