ครอบครัวดีใจทั้งน้ำตา! ศาลยกฟ้อง ‘หนุ่มแพะ’ คดีชิงเพชร 15 ล้าน เจ้าตัวก้มกราบเท้าแม่-ปล่อยตัวเย็นนี้

ศาลพิพากษายกฟ้อง นายพิสิษฐ์ พ่อค้าไก่ย่าง ที่ตกเป็นแพะในคดีชิงเพชร 15 ล้านบาท เตรียมปล่อยตัว 17.30 น. ที่เรือนจำธนบุรี ด้านครอบครัวเผยทั้งน้ำตาดีใจจนพูดไม่ออก

วันนี้ เมื่อเวลา 9.00 น. ศาลอาญา ธนบุรี นัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาธนบุรี เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ ในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ในกรณีการชิงทรัพย์เป็นเพชรมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท เมื่อ 28 ธันวาคม 2559

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าให้ ยกฟ้อง จำเลย เนื่องจากไม่มีเหตุให้สงสัย ตามด้วยหลักฐานที่จำเลยได้นำมาต่อสู้ อีกทั้งผู้เสียหายร่วม ได้ให้การถึงรูปพรรณของคนร้ายที่ไม่สอดคล้อง ซึ่งระบุว่า คนร้ายขณะนั้นมีรูปร่างท้วม ผิวดำแดง ลงพุง หัวเถิก และมีแผลเป็นที่ปาก ซึ่งไม่ตรงกับลักษณะของจำเลย อีกทั้ง เบอร์โทรศัพท์ที่ถูกอ้างว่าจำเลยที่นำไปใช้ติดต่อกับผู้เสียหายนั้น ทางพนักงานสอบสวนไม่ได้นำสืบต่อ รวมถึงในช่วงนั้นมีเบอร์ที่ติดต่อกับเบอร์ของคนร้ายหลายเบอร์ด้วย มีเพียงการใช้สำเนาบัตรประชาชนนำไปยื่นเปิดเบอร์ จึงไม่เพียงพอในการสนับสนุนว่าเบอร์ดังกล่าวเป็นของจำเลย รวมถึงบ้านที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีการนำเพชรมาให้ดูนั้น มีโต๊ะทำงานที่ผู้เสียหายให้การว่าจำเลย นั่งและใช้โต๊ะทำงานดูเพชร พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการตรวจสอบลายนิ้วมือหรือดีเอ็นเอแฝง จึงไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนว่าคนร้ายคือนายพิสิษฐ์

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสเข้าไปร่วมรับฟังการพิจารณาคดีด้วย โดยไม่สามารถบันทึกภาพได้ เนื่องจากเป็นการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งหลังจากผู้พิพากษา ได้อ่านคำตัดสินเสร็จสิ้น ภรรยาและแม่ของนายพิสิษฐ์ ต่างร้องไห้ และกอดกันด้วยความดีใจ โดยนายพิสิษฐ์ได้ก้มลงกราบเท้าคุณแม่ด้วย

หลังจากนั้น พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยทีมงานเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เดินลงมา พร้อมกับนางสาวดารีวรรณ พ่อวงศ์ ภรรยา และนางนวล สุวรรณพิมพ์ แม่ของจำเลย เพื่อให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หลังจากที่ภรรยาของนายพิสิษฐ์ได้เข้ามาร้องเรียนและขอความช่วยเหลือกับทางกระทรวงยุติธรรม ก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบหาหลักฐาน จนเชื่อได้ว่านายพิสิษฐ์เป็นผู้บริสุทธ์ จึงได้ทำการช่วยเหลือทางด้านคดี

คดีนี้ทีมทำงานได้เคยไปตรวจสอบถึงสาเหตุที่มีการออกหมายจับนายพิสิษฐ์ โดยพนักงานสอบสวนอ้างว่า เบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อกับผู้เสียหายเป็นชื่อของนายพิสิษฐ์ ซึ่งทีมกระทรวงยุติธรรมได้ตรวจสอบพบว่า สำเนาบัตรประชาชนของนายพิสิษฐ์ ถูกนำไปใช้ เพราะในสำเนาบัตรนั้นมีรอยขีดคร่อม อีกทั้งขณะที่นายพิสิษฐ์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ยังมีการนำชื่อของนายพิสิษฐ์ไปเปิดเบอร์โทรศัพท์อีก 1 เบอร์ จึงเชื่อได้ว่ามีผู้ที่แอบอ้าง

คดีนี้ถือว่าจะเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคม โดยเฉพาะพนักงานสอบสวน ถึงแม้จะมีงานยุ่ง แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหา นำหลักฐานหรือกล่าวอ้างพยานใดๆ พนักงานสอบสวนก็ควรจะตรวจสอบให้ชัดเจนและหาหลักฐานให้รัดกุม ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำร้ายสังคม ทั้ง 2 ด้าน คือ เอาผู้บริสุทธ์เข้าคุก ส่วนคนร้ายตัวจริงยังอยู่ในสังคม

ทางด้านนางสาวดารีวรรณ พ่อวงศ์ ภรรยาของนายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนดีใจมาก ที่ความยุติธรรมยังมีจริง ตลอดเวลา 7 เดือน 10 วันที่สามีต้องถูกคุมขังนั้น ตนทรมานใจ และลำบากมาก ต้องให้ลูกอยู่ที่ จ.นครพนม โดยฝากญาติๆดูแล ส่วนตนต้องมาอยู่บ้านญาติที่กรุงเทพ เนื่องจากต้องเดินเรื่อง และมาเยี่ยมนายพิสิษฐ์ทุกวัน ซึ่งนายพิสิษฐ์เครียดมาก และเคยบอกว่าอยากจะฆ่าตัวตาย แต่ตนก็คอยให้กำลังใจตลอด และบอกให้รอ จนในวันนี้สิ่งที่ตนรอคอยก็ประสบความสำเร็จ ส่วนจะฟ้องตำรวจหรือไม่นั้น ตนยังไม่แน่ใจ

โดยในวันนี้จะมีการปล่อยตัวนายพิสิษฐ์ ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ในเวลา 17.30 น. ซึ่งทางญาติได้ไปเตรียมซื้อเสื้อผ้าที่จะให้นายพิสิษฐ์ใส่กลับบ้าน โดยบอกว่าจะให้ทิ้งเสื้อผ้าเก่าไว้ในเรือนจำให้หมด เพราะเป็นเคล็ดที่ว่าจะได้ไม่ต้องกลับเข้ามาที่นี่อีก.

keyboard_arrow_up