ผู้ชายเหยื่อน้องพร เผยหลงเสน่ห์ ถูกแหกตา อ้างตั้งท้องจ่ายสินสอดดูแลก่อนเชิดหนี (คลิป)

จากกรณีที่นางสาวจริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือน้ำมนต์ หรือพร สาวหลอกหนุ่มแต่งงาน ที่ได้หลอกชายหนุ่มแต่งงานแล้วเชิดสินสอดมูลค่าหลายแสนหนีไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีผู้เสียหายจำนวนหลายรายมาก โดยล่าสุดมีผู้เสียหายมาแสดงตนจำนวนหลายราย แล้วขณะนี้ก็ถูกออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

ล่าสุด วันนี้ (4 ก.ย. 2560) คุณวิพล โพธิ์สุวรรณ ผู้เสียหาย ได้เปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผ่านรายการต่างคน ต่างคิด ออกอากาศเวลา 18.45 น. ว่า ตนรู้จักกับนางสาวจริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ ผ่านทางเฟซบุ๊ก ก่อนที่ฝ่ายหญิงชวนแต่งงาน เรียกค่าสินสอด 200,000 บาท แล้วชักชวนให้ทำธุรกิจไร่ส้ม ก่อนแต่งฝ่ายหญิงก็ได้มีการนำรูปภาพที่เป็นแผ่นอัลตราซาวด์ให้ดู ตนก็ดีใจที่ฝ่ายหญิงท้อง แล้วบอกฤกษ์แต่งงาน พอถึงวันแต่งสินสอดของตนไม่ครบ ฝ่ายหญิงจึงเลื่อนงานแต่ง ตนจึงโอนเงินค่าสินสอดให้ ฝ่ายหญิงกลับบอกว่าพ่อแม่ไม่อนุญาต ก่อนบอกว่าแท้งลูก สุดท้ายสูญเงินไปประมาณ 520,000 บาท

แผ่นอัลตร้าซาวด์ที่น้องพรให้คุณวิพลดู

โดยคุณวิพล ยอมรับว่า หากจับกุมตัวนางสาวจริยาภรณ์ได้ก็อยากที่จะไปดูหน้า เพราะอยากจะไปสอบถามว่าความจริงเป็นอย่างไร เนื่องจาก พ่อตนก็ต้องมาตรอมใจตายเพราะหนี้สินที่มี ส่วนที่ตนคิดจะแต่งงานกับฝ่ายหญิงเพราะอยากทำธุรกิจและสร้างฐานะด้วยกัน ไม่ได้คิดที่จะหลอกเอาทรัพย์สินแต่อย่างใด อีกทั้งฝ่ายหญิงก็มีเสน่ห์

ขณะที่ คุณไพรัตน์ พึ่งสุข ผู้เสียหาย บอกว่า ตนก็รู้จักกับนางสาวจริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ ทางเฟซบุ๊กเช่นเดียวกัน โดยพูดคุยได้ประมาณ 2 สัปดาห์จึงตกลงเป็นแฟนกัน จากนั้นผ่านไปอีก 2 สัปดาห์ น้ำมนต์ก็ได้ชวนตนแต่งงาน พร้อมกับชวนให้มาทำธุรกิจผลไม้ แล้วแต่งงานกันที่บ้านของฝ่ายหญิงย่านปทุมธานี ซึ่งพ่อแม่ของน้ำมนต์ก็มาร่วมงาน พร้อมแต่งกายแบบภูมิฐาน ซึ่งฝ่ายหญิงเรียกเงินค่าสินสอด 180,000 บาท หลังจากแต่งงานได้เพียง 1 วัน ฝ่ายหญิงอ้างว่าต้องไปติดต่อซื้อผลไม้ที่จันทบุรี

พอผ่านไป 1 สัปดาห์ น้ำมนต์ก็กลับมาแล้วนำรถของตนไป โดยค่ารถก็สูญไป 920,000 บาท ส่วนที่ตนคิดว่าที่ถูกหลอกเพราะว่า ถ้าเขาไม่หลอกเขาก็ต้องกลับมา และอยากบอกน้ำมนต์ว่าอย่าไปหลอกผู้ชายจนๆอีกเลย และจะต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ส่วนที่ตนตัดสินใจคบหานั้นก็ไม่ได้หวังเรื่องเงินทองหรือธุรกิจ แค่คิดอยากจะทำธุรกิจ

ทางด้าน คุณขนิษฐา หอมหวล น้องสาวผู้เสียหาย บอกว่า พี่ชายของตนรู้จักกับน้ำมนต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก และบอกว่าจะไปขอผู้หญิงที่ชื่อน้ำมนต์แต่งงานด้วย แล้วตกลงค่าสินสอดกันที่ 200,000 บาท โดยก่อนแต่งงานก็จะมีการดูดวง แต่พี่ชายตนก็ไม่ทราบชื่อจริงฝ่ายหญิง ซึ่งตนก็ว่าแปลกที่ว่าคนเป็นแฟนกันแต่ไม่ทราบชื่อ สุดท้ายน้ำมนต์ก็ยอมบอกว่าชื่อ “สร้อยเพ็ชร์ พาลีวัลย์” พอตนไปตรวจสอบก็เห็นว่าชื่อและหน้ากลับไม่ตรงกัน สุดท้ายพี่ชายตนก็ได้จัดงานแต่งที่บ้านฝ่ายหญิงย่านปทุมธานี ในงานพ่อแม่ของน้ำมนต์ก็มาร่วมงาน โดยพ่อแม่ของน้ำมนต์เป็นข้าราชการแต่งตัวดี

หลังจากแต่งงานได้เพียง 1 วัน น้ำมนต์ก็ได้ไล่พี่ชายตนกลับบ้าน เพื่อให้ขยายธุรกิจผลไม้ ซึ่งตนเองก็เป็นห่วงพี่ชายและคิดว่าพี่ชายถูกหลอก พร้อมยืนยันว่าพี่ชายตนไม่ได้แต่งงานกับน้ำมนต์เพื่อหวังผลประโยชน์อย่างแน่นอน

ส่วนผู้เสียหายอีกรายคือคุณประสาร เทียมแย้ม อายุ 32 ปี ซึ่งถูกน.ส.พร หลอกเช่นกัน โดยเผยว่า ตนเริ่มรู้จักหญิงรายนี้จากทางเฟซบุ๊กโดยต่างคนต่างกดไลค์กันไปมา จนคุยประมาณ 4-5 เดือน เริ่มสนิทกันมากขึ้น จนชวนกันร่วมลงทุนธุรกิจ ซึ่งตนไปกู้เงินมา 2 แสนบาท หลังจากนั้นไม่นานฝ่ายหญิงบอกตนว่าตั้งครรภ์ ด้วยความเห็นใจ ฝ่ายหญิงบอกตนให้เตรียมเงินเรื่องแต่งงาน ซึ่งงานแต่งจัดขึ้นช่วงวันที่ 1 พ.ย.2558 ตนเตรียมสินสอดไว้รวม 2 แสนบาท โดยแต่งงานที่รีสอร์ทในพื้นที่แถวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นแต่งงานอยู่กันได้ 4 วัน ฝ่ายหญิงขอกลับบ้าน จากนั้นฝ่ายหญิงให้หลานสาวโทรมาหาแล้วบอกว่า น.ส.พร แท้ง เนื่องจากครรภ์เป็นพิษ 

ขณะที่ สุวิมล กล้าหาญ ภรรยาของคุณประสาร บอกว่า ตนน้อยใจแฟนเพราะทำไมเขาหาเงินมาแต่งเราไม่ได้ แต่เขากลับต้องหาเงินมาใช้หนี้สินที่ถูกฝ่ายหญิงหลอกไป ตนเลยลงเรื่องราวของผู้หญิงคนดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กเพราะคิดว่าผู้หญิงคนดังกล่าวต้องมาหลอกอย่างแน่นอน และพบว่ามีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก

ทางด้าน ทค.สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ถ้าผู้ใดกระทำความผิดฐานฉ้อโกงด้วยการแสดงตนเป็นคนอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีความผิดฐานปลอมเเปลงเอกสาร เนื่องจาก ชื่อที่นางสาวจริยาภรณ์ใช้หลอกประชาชนนั้นคือชื่อ “สร้อยเพ็ชร์ พาลีวัลย์” ที่มีตัวตนอยู่จริงและหากผู้ที่ใช้ชื่อดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องก็ต้องรีบมาแสดงความบริสุทธิ์ ส่วนพ่อแม่ของนางสาวจริยาภรณ์จะเกี่ยวข้องหรือไม่นั้นก็ต้องมีการตรวจสอบว่าได้มีการโอนเงินให้พ่อแม่ใช้หรือไม่ โดยพรุ่งนี้ตนจะเดินทางไปที่กองบังคับการปราบปราม

น.ส.ปุน นะโส พี่สาวของผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ที่ สภ.เสม็ด น.ส.ปุน นะโส อายุ 40 ปี สาวโรงงาน ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบกรณีที่น้องชายคือนายปัญญากร นะโส อายุ 37 ปี ได้ถูกสาวที่ชื่อว่าน้ำมนต์หรือพร หลอกว่าจะแต่งงานด้วย จึงได้โอนเงินไปให้ 30,000 บาทเพื่อเตรียมจัดงาน รอจนกระทั่งพบข่าวออกทางสื่อต่างๆ ว่าสาวน้ำมนต์ได้หลอกหนุ่มๆหลายคน โดยทำทีว่าจะแต่งงานด้วยหลังจากนั้นได้เชิดเงินหนีไปแล้วหลายราย จึงได้เดินทางมาแจ้งความที่ สภ.เสม็ด

น.ส.ปุน นะโส

น.ส.ปุน นะโส ผู้เสียหาย กล่าวว่า สาวน้ำมนต์ได้มีการติดต่อทางไลน์ทางเฟซบุ๊กกับน้องชาย และยังเคยเดินทางมาที่บ้าน จำหน้า จำมือได้ ช่วงที่เจอกันครั้งแรกก็ยังสงสัย เพราะตนเองใส่ทองสองสลึงยังมองแบบตาลุกวาว ผู้หญิงคนนั้นรู้แต่เพียงว่าน่าจะอยู่ จ.ระยอง เพราะช่วงแรกมาชักชวนว่าจะไปขายผลไม้ แต่ยังไม่ได้ลงทุน พอดีน้องชายไปชอบเสียก่อน และขอให้โอนเงิน 30,000 บาทเพื่อเตรียมแต่งงาน น้องชายจึงได้มาขอยืม จึงได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวให้ไป หลังจากสาวคนดังกล่าวได้ปิดเฟซบุ๊กปิดไลน์ติดต่อไม่ได้ จะมาแจ้งความ 3 วันแล้ว แต่น้องชายห้ามไว้ จนกระทั่งมาพบข่าวตามสื่อ พบว่าเป็นคนๆเดียวกัน จึงได้เดินทางมาแจ้งความดังกล่าว

คุณหนึ่ง (นามสมมติ)

ส่วน คุณหนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 38 ปี เปิดเผยว่า รู้จักกับน้องพรเมื่อปี 2558 โดยตัวเองเป็นคนทักเฟซบุ๊กไปหาน้องพร เพราะเห็นโปรไฟล์ว่าทำธุรกิจค้าขายผลไม้ จึงสนใจอยากทำธุรกิจด้วย หลังพูดคุยกันได้เพียง 3 วัน น้องพรก็เดินทางมาหาที่บ้าน อ.แกลง และค้างคืนด้วย 1 คืน ตอนนั้นคุณหนึ่งบอกว่าไม่มีเงินร่วมทำการค้า จึงยอมให้ทองที่มีติดตัว 1 บาทไป ก่อนที่น้องพรจะหายไป 3-4 วัน และติดต่อกลับมาหาอีกครั้ง เพื่อชวนทำฟาร์มเห็ด

คุณหนึ่ง เล่าต่อว่า หลังรู้จักได้ประมาณ 1 เดือน เริ่มมีการพูดคุยเรื่องแต่งงาน ซึ่งน้องพรอ้างว่าท้อง จึงทำให้อยากแต่งงาน และพยายามหาเงินค่าสินสอด 4 แสนบาท แต่ว่าตนไม่มีเงินมาเป็นค่าสินสอด แล้วแม่ตนก็ไม่ชอบน้องพรตั้งแต่แรก คิดว่าโกหกและตั้งใจมาหลอก ตนจึงไปกู้เงินมาเป็นค่าสินสอด ส่วนทองก็เอาเงินเก็บออกไปซื้อ

ภาพงานแต่งงานของคุณหนึ่ง กับน้องพร

เมื่อถึงวันแต่งงาน น้องพรเลือกจัดงานแต่งที่บ้านย่าของเธอที่ จ.อุดรธานี คุณหนึ่งเดินทางไปงานแต่งเพียงคนเดียว พ่อแม่ไม่ได้ไปด้วย เพราะไม่ยอมรับลูกสะใภ้คนนี้ ขณะที่น้องพรเริ่มออกห่าง หลังจากเสร็จสิ้นงานแต่งน้องพรขอแยกไปส่งคุณพ่อคุณแม่ขึ้นเครื่องบินกลับที่จังหวัดเลย โดยตนยอมรับว่าเชื่อน้องพรทุกอย่าง แล้วพอตนโทรศัพท์หาน้องพร แต่กลับมีชายหนุ่มคนหนึ่ง ระบุสถานะว่า เป็นสามีของน้องพรรับสายแทน ยอมรับว่าตกใจมาก เพราะตัวเองก็เป็นสามีของน้องพรเหมือนกัน จึงตัดสินใจวิดีโอคอลหาผู้ชายคนนั้นและพบว่าน้องพรอยู่กับผู้ชายคนนั้นจริง

ขณะที่ คุณหนึ่ง ยอมรับว่าน้ำตาของลูกผู้ชายไหลออกมาอย่างไม่อาย เสียใจอยู่หลายวัน ซึ่งครอบครัวและคนรอบข้างก็ให้กำลังใจ พอมาทราบข่าวว่าลงมือก่อเหตุเป็นมิจฉาชีพมีผู้เสียหายหลายรายก็ตกใจ เพราะแต่ละรายสูญเสียเงินทองให้กับน้องพรจำนวนมาก ที่สำคัญตอนนี้แม้จะแต่งงานมีครอบครัวใหม่แล้ว แต่เงินที่กู้มาเพื่อน้องพรก็ยังต้องใช้หนี้เดือนละ 20,000 บาทซึ่งเป็นรายจ่ายที่ค่อนข้างสูง

 

keyboard_arrow_up