หนุ่มอยุธยาร้องสื่อ ตกเป็นแพะคดีเชิด 4 แสนค่าที่ดิน งัดหลักฐานยันรถโดนสวมทะเบียน (คลิป)

วันที่ 5 ก.ค. 62 นายนันทิพัฒน์ พุทธศร อายุ 30 ปี ชาวบ้าน ต.สำพะเนียง อ.บ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่าตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกง 4 แสนบาท ซึ่งคาดว่าถูกโจรสวมทะเบียนรถไปก่อเหตุ โดยนายนันทิพัฒน์เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้รับหมายเรียกส่งมาที่บ้าน จึงโทรศัพท์สอบถามร้อยเวรเจ้าของคดี สภ.มาบตาพุด แต่ร้อยเวรบอกเพียงว่าให้เข้ามาพบพนักงานตำรวจที่สภ.มาบตาพุด เนื่องจากมีคดีร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ยอมรับว่าตกใจมาก

นายนันทิพัฒน์ พุทธศร ผู้ถูกกล่าวหา

จนกระทั่งวันที่ 24 มิ.ย. ตนเข้าพบตำรวจ สภ.มาบตาพุด และทราบว่าจะมีเจ้าทุกข์มาชี้ตัวผู้ก่อเหตุ โดยชายที่อ้างว่าเป็นเจ้าทุกข์ก็ได้มาชี้ตัวและบอกว่าตนคือผู้ก่อเหตุ ซึ่งหลังจากนั้นตำรวจจึงสอบปากคำ โดยเล่าเหตุการณ์ให้ตนฟังว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค. มีชายคนหนึ่งได้เดินทางเข้าติดต่อทำทีจะขอเช่าบ้านพักกับเจ้าทุกข์ โดยอ้างว่าจะเช่าให้ลูกน้องที่มารับเหมาก่อสร้างแถวนี้ จนกระทั่งวันที่ 29 พ.ค. เวลาประมาณ 09.00 น. ชายคนดังกล่าวได้กลับเข้ามาหาเจ้าทุกข์อีกครั้ง และทำทีมาพุดคุยข้อมูลเพิ่มเติม จนมีการพูดจาหลอกล่อเรื่องซื้อขายที่ดิน ชายเจ้าทุกข์ได้พาไปดูที่ดินแห่งหนึ่งและตกลงที่จะซื้อที่ดินตรงนั้น และได้กลับไปที่บ้าน เพื่อเอาเงินจำนวน 400,000 บาท ให้กับชายคนดังกล่าว ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะเชิดเงินหนีไป โดยรถที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุ คือ รถโตโยต้า สีดำ ทะเบียน ญง 3209 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตนยอมรับว่าทะเบียนที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเป็นตรงกับตน แต่ว่าตัวรถคนละยี่ห้อและมีสีขาว

รถของนายนันทิพัฒน์

ซึ่งตำรวจได้ยืนยันว่า ได้ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เห็นหน้ารถที่เป็นรุ่นรถโตโยต้า สีดำ แต่เลขทะเบียนเดียวกันจริง วันดังกล่าวตำรวจจะให้ตนเซ็นยอมรับข้อกล่าวหา แต่ตนขอให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกอย่าง เพราะไม่ได้ทำ และไม่เคยไปที่เกิดเหตุและแถวมาบตาพุดเลยสักครั้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ตนได้เดินทางพบเข้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง เพื่อยื่นหลักฐานที่ยืนยันว่าวันเกิดเหตุ ตนไปทำอะไรที่ไหน อย่างไรบ้าง แต่ตำรวจก็ได้ให้ตนเข้าไปในห้องชี้ตัว ซึ่งก็มีผู้เสียหายทั้งหมด 3 คนได้ชี้มาที่ตน และหาว่าตนเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุฉ้อโกงทรัพย์ ซึ่งตนได้ถามตำรวจว่า ทำไมผู้เสียหายถึงมั่นใจว่าเป็นตน แต่ตำรวจก็ไม่ได้ชี้แจงใด ๆ เพียงแค่บอกว่า “เขาชี้เป็นคุณ มันก็ต้องเป็นคุณ”

ทั้งนี้ ยืนยันว่าตนไม่ใช่คนก่อเหตุ และมีพยาหลักฐานต่าง ๆ ที่ระบุว่า วันเกิดเหตุตนไปทำอะไรที่ไหน อย่างไร ยอมรับว่ากังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก เพราะตนมีครอบครัวที่จะต้องดูแล ลูกคนเล็กตนก็เพิ่งจะ 1 เดือน ส่วนคนโตก็เพิ่งจะ 1 ขวบ และตอนนี้ตนก็เสียเวลา เสียรายได้ที่ต้องเดินทางดำเนินเรื่อง เพื่อให้ตนเองและครอบครัวหลุดออกจากสถานการณ์เช่นนี้

keyboard_arrow_up