หัวหน้า คสช. งัด ม.44 เร่งโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง การดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยมีรายละเอียดดังนี้…

โดยที่ปัจจุบันการจัดการบริการขนส่งสาธารณะโดยรถไฟฟ้าในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต – แบริ่งช่วงบางหว้า – สนามกีฬาแห่งชาติช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการและช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคตยังมีปัญหาในการบูรณาการ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการโครงการและการบริหารจัดการสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถไฟฟ้า ที่ยังไม่มีความเป็นเอกภาพจําเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินรถเป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน (Through Operation) อํานวยความสะดวกสบายในการเดินทางของประชาชนผู้โดยสาร และมีการกําหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรมและไม่เป็นภาระแก่ประชาชน เพื่อให้การเข้าถึงการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนเป็นไปอย่างเท่าเทียม และทั่วถึงอันจะเป็นประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพต่อระบบคมนาคมขนส่งและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา๒๖๕ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช๒๕๕๗หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ๑ในคําสั่งนี้“โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว” หมายความว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต – อ่อนนุชและช่วงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ – สะพานตากสิน“โครงการส่วนต่อขยายที่๑” หมายความว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงสถานีสะพานตากสิน – สถานีบางหว้าและช่วงสถานีอ่อนนุช – สถานีแบริ่ง“โครงการส่วนต่อขยายที่๒” หมายความว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการและช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต“สัญญาสัมปทาน” หมายความว่าสัญญาสัมปทานระบบขนส่งมวลชนกทม. ระหว่างกรุงเทพมหานครกับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจํากัดและที่แก้ไขเพิ่มเติม

ข้อ๒ให้กรุงเทพมหานครดําเนินการจ้างผู้ประกอบการเอกชนเพื่อติดตั้งระบบรถไฟฟ้าจัดการเดินรถไฟฟ้าและบริหารการเดินรถไฟฟ้าโครงการส่วนต่อขยายที่๒ให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อแก้ปัญหาการจราจรและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยคํานึงถึงการให้ประชาชนได้ใช้บริการรถไฟฟ้าโดยเร็วสะดวกและประหยัดค่าโดยสารรวมทั้งเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเดินรถเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้ากับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและโครงการส่วนต่อขยายที่๑การจ้างตามวรรคหนึ่งไม่ถือเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน

ข้อ๓เพื่อให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวโครงการส่วนต่อขยายที่๑และโครงการส่วนต่อขยายที่๒สามารถเดินรถแบบต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน (Through Operation) รวมทั้งอัตราค่าโดยสารเป็นไปอย่างเหมาะสมให้กระทรวงมหาดไทยดําเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานปลัดกระทรวงการคลังผู้อํานวยการสํานักงบประมาณเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอัยการสูงสุดผู้อํานวยการสํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินและด้านระบบรถไฟฟ้าซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งด้านละหนึ่งคนเป็นกรรมการและปลัดกรุงเทพมหานครเป็นกรรมการและเลขานุการให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่กําหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์จากค่าโดยสารรวมถึงหลักเกณฑ์อื่นเพื่อประโยชน์ในการรวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวโครงการส่วนต่อขยายที่๑และโครงการส่วนต่อขยายที่๒และดําเนินการเจรจาร่วมกับผู้รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเมื่อคณะกรรมการดําเนินการจนได้ข้อยุติตามวรรคสองแล้วให้ดําเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานกับผู้รับสัมปทานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันในการดําเนินการตามวรรคสองและวรรคสามต้องคํานึงถึงประโยชน์ของรัฐและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนหรือผู้ใช้บริการความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้บริการการประหยัดค่าโดยสารและการแบ่งปันผลประโยชน์ต่อภาครัฐอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

ข้อ๔ในกรณีที่คณะกรรมการไม่อาจดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามข้อ๓ให้กระทรวงมหาดไทยรายงานสาเหตุและผลการดําเนินการไปยังนายกรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้

ข้อ๕ในกรณีที่คณะกรรมการไม่สามารถหาข้อยุติได้ตามข้อ๓หรือตามระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีขยายให้ตามข้อ๔ให้ยุติการดําเนินการดังกล่าวและให้กระทรวงมหาดไทยรายงานผลการดําเนินการและเสนอแนวทางอื่นในการดําเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

ข้อ๖ในกรณีที่มีการดําเนินการตามข้อ๓หรือข้อ๕แล้วแต่กรณีจนได้ผลการเจรจาเป็นที่ยุติและร่างสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขแล้วให้ถือว่าเป็นการดําเนินการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนพ.ศ. ๒๕๖๒ในส่วนของการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนแล้วให้กรุงเทพมหานครเสนอร่างสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งสํานักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างสัญญาดังกล่าวและเมื่อสํานักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาเสร็จแล้วให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนําเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีไม่เห็นชอบกับร่างสัญญาร่วมลงทุนตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องคืนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาทบทวนแ ละเสนอความเห็นประกอบเรื่องทั้งหมดต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอีกครั้งทั้งนี้หากต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างสัญญาร่วมลงทุน ให้ส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนให้สํานักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยโดยให้นําความในวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามวรรคสองหรือวรรคสามแล้วแต่กรณี ให้กรุงเทพมหานครลงนามในสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขต่อไป

เมื่อได้มีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนแล้วให้ดําเนินการตามขั้นตอนตามบทบัญญัติในส่วนที่๓การกํากับดูแลโครงการร่วมลงทุนหมวด๔การจัดทําและดําเนินโครงการแห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนพ.ศ. ๒๕๖๒ต่อไป

ข้อ๗ให้นําประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตเรื่องแนวทางและวิธีการในการดําเนินงานโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบของข้อตกลงคุณธรรมการคัดเลือกผู้สังเกตการณ์และการจัดทํารายงานตามมาตรา๑๗และมาตรา๑๘แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐพ.ศ. ๒๕๖๐มาใช้กับการดําเนินการตามคําสั่งนี้

ข้อ๘ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

ข้อ๙คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 11 เมษายนพุทธศักราช ๒๕๖2
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

keyboard_arrow_up