หนุ่มหัวร้อน ตบสาวร้านไอโฟนไหว้ขอขมา อ้างป่วยถูกคนรักทิ้ง ควัก 5 หมื่นชดเชย (คลิป)

จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก อยากดังเดี๋ยวจัดให้ V5 โพสต์คลิปชายรายหนึ่งเข้าไปโวยวายในร้านขายโทรศัพท์มือถือ ก่อนทำร้ายร่างกายพนักงาน พร้อมระบุข้อความว่า “ช่วยกันตามหาลูกค้าในคลิป ลูกค้าคนนี้ซื้อ โทรศัพท์มือถือ แล้วเหมือนจะมีปัญหา​แต่เขาเอาเครื่องไปทำอะไรไม่รู้ที่ร้านตู้มา (ฟังจากคลิป) แล้วบอกเครื่องมีปัญหาจะขอเปลี่ยนทันที ลูกค้าจะบุกเข้าในสต็อกแต่พนักงานไม่ให้เข้า จึงต่อยหน้าของพนักงานน้องผู้หญิง แล้วก็ตามคลิปเลย” ทั้งระบุทิ้งท้ายว่า “พิกัดปิ่นเกล้านะ”

ภาพจากคลิปขณะเกิดเหตุ
ภาพจากคลิปขณะเกิดเหตุ

วันที่ 20 ส.ค. 61 ทีมข่าวอมรินทร์เดินทางไปที่บ้านของนายอาร์ม (นามสมมติ) ผู้ก่อเหตุ พบว่าเป็นบ้านหลังใหญ่หลายหลังอยู่ในรั้วสูง มีผู้หญิงรายหนึ่งเดินออกมาที่บริเวณรั้ว คาดว่าเป็นญาติ กล่าวว่า นายอาร์มไม่พร้อมให้สัมภาษณ์ โดยยืนยันว่านายอาร์มป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ ขณะนี้กำลังรักษาตัวด้วยการกินยาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวานนี้นายอาร์มเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าเพียงคนเดียว ซึ่งเรื่องคดีจะต้องเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง ส่วนของการชดเชยเยียวยาผู้เสียหายก็ต้องรอพูดคุยกับอีกฝ่ายก่อน

ทีมข่าวเดินทางไปที่บ้านของนายอาร์ม (นามสมมติ) ผู้ก่อเหตุ

นอกจากนี้ เพื่อนบ้านรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนเองเห็นนายอาร์มมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยช่วงโตพฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นเด็กที่อารมณ์ร้อนและหงุดหงิดง่าย เคยทุบรถของผู้อื่นเพราะไม่พอใจ รวมถึงชอบขับขี่รถจักรยานยนต์เสียงดังออกจากบ้าน ทำให้ไม่มีใครชอบและอยากพูดคุยด้วย บางคนถึงกับสาปแช่ง แต่ไม่เคยเห็นเจ้าตัวทำร้ายใคร ทั้งนี้ ญาตินายอาร์มก็เคยบอกว่าเจ้าตัวป่วยเป็นโรคทางจิต แต่ตนก็ไม่มั่นใจว่าป่วยจริงหรือไม่ เพราะยังเห็นว่าสามารถใช้ชีวิตปกติได้ โดยพ่อแม่ของอาร์มมีหน้าที่การงานดี แต่ส่วนตัวนายอาร์มยังเรียนไม่จบ

สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน
น.ส.สายใจ ตรีเนตร ผู้เสียหาย (ซ้าย) พร้อมทนายความ เคลียร์คู่กรณี

เวลา 18.30 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน น.ส.สายใจ ตรีเนตร อายุ 30 ปี พนักงานขายโทรศัพท์มือถือ ผู้เสียหาย เดินทางมาพร้อมทนายความ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมมอบใบตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้น เวลาประมาณ 18.45 น. นายกฤตพันธ์ คิดจิตต์ ผู้ก่อเหตุเดินทางมาพร้อมทนายความ

นายกฤตพันธ์ คิดจิตต์ ผู้ก่อเหตุ เดินทางมาที่สถานีตำรวจ

โดยนายกฤตพันธ์ ผู้ก่อเหตุ มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนยกมือไหว้คู่กรณี ซึ่งน.ส.สายใจ ผู้เสียหายรับไหว้แต่ไม่ได้มองหน้ากัน ก่อนที่ทนายความทั้ง 2 ฝ่ายจะพูดคุยไกล่เกลี่ยกัน และมีการจ่ายค่าปรับ รวมถึงค่าเสียหายแก่คู่กรณี ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ก่อนที่ผู้เสียหายจะเดินทางกลับโดยไม่ขอให้สัมภาษณ์ใด ๆ

นายกฤตพันธ์ คิดจิตต์ ผู้ก่อเหตุ ไหว้ขอโทษคู่กรณีและสังคม

นายกฤตพันธ์ หรือ อาร์ม ผู้ก่อเหตุ ได้ยกมือไหว้พร้อมกล่าวว่า ตนขอโทษสังคมที่ได้ก่อเหตุลงไป ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ในวันนี้ได้ขอโทษคู่กรณีแล้ว ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ติดใจเอาความ ตนขอโทษที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคม ในการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ตัวเองไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย ยืนยันว่าพ่อแม่ตนเลี้ยงดูมาดี แต่ตนไม่เชื่อฟัง

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าตนมีอาการป่วยนั้น เป็นเรื่องจริง สาเหตุเกิดจากเมื่อ 6 ปีก่อน ตนเลิกกับแฟน ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า ต้องกินยาจนทุกวันนี้ ส่วนที่มีข่าวว่าตนประสบอุบัติเหตุก็เป็นเรื่องจริง แต่ตนไม่ได้รับบาดเจ็บกระทบถึงสมองตามที่เป็นข่าว โดยยอมรับว่าตัวเองใจร้อนเอง ทั้งนี้ ขอให้สังคมเลิกเผยแพร่คลิป เพราะสร้างความเสียหายให้กับตน และคนรอบข้างเป็นอย่างมาก

นายเดช บุพผาวัลย์ ทนายความของนายกฤตพันธ์ (ขวา)

ขณะที่ นายเดช บุพผาวัลย์ ทนายความของนายกฤตพันธ์ เปิดเผยว่า นายกฤตพันธ์ได้รับโทษตามกฎหมายจ่ายค่าปรับ รวมถึงได้ชดใช้เยียวยาให้อีกฝ่ายแล้ว โดยผู้เสียหายเข้าใจและให้อภัย รวมถึงได้กล่าวตักเตือนว่าครั้งหน้าขอให้ระมัดระวังและใช้สติให้มากขึ้น

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นแก่ผู้ก่อเหตุ และเรียกเปรียบเทียบปรับไปจำนวน 5,000 บาท นอกจากนี้ผู้ก่อเหตุได้จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายจำนวน 50,000 บาท

น.ส.สายใจ ตรีเนตร ผู้เสียหาย

น.ส.สายใจ ตรีเนตร ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนเป็นพนักงานแนะนำสินค้า โดยเมื่อวานนี้ (19 ส.ค.) ช่วงบ่าย มีลูกค้าชายเข้ามาในร้านขอเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ ได้คุยกับพนักงานอีกราย ซึ่งลูกค้าระบุว่า โทรศัพท์มีปัญหาสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกหน้าจอไม่ได้ ร้านจึงได้ตรวจเช็ก จนพบว่าโทรศัพท์ไม่ได้มีปัญหา จึงแจ้งลูกค้าไปว่าไม่สามารถเปลี่ยนเครื่องได้ แต่หากลูกค้าไม่สบายใจ ร้านก็จะส่งโทรศัพท์ไปที่บริษัทใหญ่ให้ตรวจสอบ แต่ต้องใช้เวลา แต่ลูกค้ารายดังกล่าวไม่ยอมและโวยวายเสียงดัง ก่อนเดินออกจากร้านไป ซึ่งตนได้ยินพนักงานอีกรายบอกว่าลูกค้าเดินไปขายโทรศัพท์ที่ร้านข้างนอกแล้ว

จากนั้นอีกพักใหญ่ ลูกค้ารายเดิมเดินเข้ามาที่ร้าน แล้วขอถ่ายรูปผู้จัดการ ซึ่งผู้จัดการไม่ยอมและได้เดินหนีเข้าห้องเก็บสต็อก เป็นจังหวะเดียวกับตอนที่ตนเดินออกมาจากห้องสต็อกพอดี ตนจึงพูดคุยและห้ามไม่ให้เข้าไปด้านใน ซึ่งลูกค้าอ้างว่าตัวเป็นเจ้าหน้าที่ สคบ. ตนจึงขอดูบัตร แต่อีกฝ่ายอ้างว่าไม่มี ทั้งยังกล่าวว่า ปู่เป็นรองเลขาธิการที่สำนักงานแห่งหนึ่ง จะขอถ่ายรูปผู้จัดการไปร้องเรียน เมื่อตนไม่ยอมอีกฝ่ายก็จะเข้าไปในห้อง ตนจึงใช้มือจับประตูไว้ โดยลูกค้าก็พยายามผลักประตู ก่อนจะยื้อกัน

จากนั้นลูกค้ารายดังกล่าวก็ใช้มือด้านขวาตบหน้าตน 1 ครั้งที่บริเวณกรามด้านซ้าย จนตนเซติดกำแพง และมีอาการมึน หลังจากนั้นพนักงานในร้านได้เข้ามาช่วยกันห้าม โดยอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมหยุด อ้างว่าพ่อเป็นผู้ทำงานด้านกฎหมาย และโวยวายเสียงดังในร้าน ส่วนที่อีกฝ่ายกล่าวหาว่า ตนใช้มือจิก น่าจะเป็นช่วงที่ยื้อกันซึ่งมือตนไปโดนอีกฝ่าย ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายแต่อย่างใด

keyboard_arrow_up