รับคำท้า!! ศรีสุวรรณ จ่อร้อง ป.ป.ช. กรณีลูก มท.1 บุกพบผู้ว่าฯ ภูเก็ต

หลังจากกรณีที่มีชื่อ นายยุทธพงษ์ เผ่าจินดา บุตรชายของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะ รวมถึงบุกเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เมื่อ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา และมท.1 ได้ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่าบุตรชายของตนไม่เคยไปทำธุรกิจดังกล่าว รวมถึงไม่เคยเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ทั้งแนะให้นำเรื่องบอกหน่วยงานที่มีอำนาจในการตรวจสอบ

ล่าสุด นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยเตรียมร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว โดยได้ออกแถลงการณ์ที่มีเนื้อความดังนี้…

ตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนทั่วไปว่า บุตรชาย รมว.มหาดไทยบุกพบผู้ว่าฯภูเก็ตเมื่อ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา ปรากฏชื่อหราในวาระงานผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วว่า มท.1 มีเอี่ยวกับโครงการบริหารจัดการขยะหรือไม่ เนื่องจากมีการออกกฎหมายลักษณะรวบอำนาจดึงการแก้ไขปัญหาขยะมาดูแล และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาขยะโดยการให้ท้องถิ่นรวมตัวกัน(Clusters)เพื่อกำจัดขยะ แต่ทว่าท้องถิ่นส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นสร้างโรงเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้า แทนที่จะใช้วิธีการฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล(Sanitary Landfilled) ซึ่งจะใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก จนกลายเป็นการขัดแย้งกับประชาชนทั่วประเทศในขณะนี้นั้น

กรณีดังกล่าวยังไม่มีใครหรือหน่วยงานใด จะสามารถให้คำตอบต่อสังคมไทยได้ว่า มท.1 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เพราะการให้สัมภาษณ์ของ มท.1 ก็ปฏิเสธมาโดยตลอดว่า “กรณีที่มีการโจมตีบุคคลในครอบครัวของผม เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างโรงไฟฟ้ากำจัดขยะนั้น ยืนยันว่าครอบครัวไม่ได้ยุ่งเกี่ยวแน่นอน ลูกชายบอกว่าไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว หรือร่วมทุนกับใคร เรื่องนี้ไม่ใช่จะมากล่าวหากันบ่อยๆได้ ถ้าคิดว่ามีข้อมูล ก็ไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ ประเทศชาติถ้ามีใครโกง ต้องจับเข้าคุก ไม่ใช่มาด่าทอส่งเดช ขอแนะนำว่า อย่ามาโจมตี ควรจะไปบอกหน่วยงานที่เขามีอำนาจในการตรวจสอบ และลงโทษ”

เมื่อท้าทายเช่นนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบ ตามที่ท่านท้าทาย เพราะวันนี้มีท้องถิ่นมีถึง 7,852 แห่ง ขณะที่กองขยะจากการสำรวจ พบว่ามี 2,810 กอง มีการสั่งการให้รวมตัวกันเป็นเป็นกลุ่มถึง 324 คลัสเตอร์ การลงทุนสร้างโรงเผาขยะผลิตไฟฟ้าแต่ละแห่งจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในเรื่องนี้มากกว่า 324,000 ล้านบาท ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัญหาขยะกำลังจะกลายเป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาลของผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเลยทีเดียว และกรณีที่ มท.1 ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การจัดการมูลฝอย 2560 และ พรบ.รักษาความสะอาด (ฉบับที่ 2) 2560 และหนังสือสั่งการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น อาจเข้าข่าย “การขัดกันแห่งผลประโยชน” ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา184(2)ประกอบมาตรา186 ห้ามไว้ และเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม ตามมาตรา 126 แห่ง พรบ.ป.ป.ช.2561 หรือไม่ด้วย

keyboard_arrow_up