แม่ “น้องสโนว์” ร่ำไห้ ขอบคุณศาล ยืนคำตัดสินประหาร ผู้ใหญ่บ้านหื่น ข่มขืนฆ่าลูกสาว

วันที่ 17 ก.ค. 61 ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีที่นายกฤติเดช ระเวงวรรณ อดีตผู้ใหญ่บ้านสีถาน ต.ดงลิง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ เป็นจำเลยข่มขืนฆ่า “น้องสโนว์” โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2558 หลังจากที่น้องสโนว์ขี่รถจักรยานยนต์ไปเรียนตามปกติ จนในช่วงเย็น เวลากลับบ้านถึงที่เกิดเหตุถูกคนร้ายสะกดรอยขี่จักรยานยนต์ประกบและใช้เท้าถีบ โดยคนร้ายพยามจะข่มขืนแต่น้องสโนว์ขัดขืน และได้กัดและบีบลูกอัณฑะ จนสามารถหลีกหนีการข่มขืนได้ แต่เนื่องจากถูกทำร้ายมีอาการสาหัสจึงได้เสียชีวิต และที่ผ่านมาศาลชั้นต้นจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ตัดสินประหารชีวิตนายกฤติเดช และให้ชดใช้ค่าสินไหม 2,390,000 บาท แต่จำเลยได้ใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์ปฏิเสธ

พ่อและแม่น้องสโนว์ พร้อมครอบครัว และเพื่อนบ้านได้เดินทางไปศาล

โดยบรรยากาศตั้งแต่ในช่วงเช้า นายกฤษณ์ นางลำใย พลประสิทธิ์ พ่อและแม่น้องสโนว์ พร้อมครอบครัว และเพื่อนบ้านได้เดินทางมาถึงตั้งแต่เวลา 08.45 น. โดยได้กอดภาพถ่ายของน้องสโนว์ แนบตัวตลอดเวลา ท่ามกลางความสลดใจของประชาชนที่มาติดต่อราชการที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ด้านนายกฤติเดช ถูกนำตัวฝากขังที่เรือนจำคลองไผ่ จึงไม่ได้นำตัวมาแต่ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปแล้ว โดยศาลอุทธรณ์จึงตัดสินยืนโทษประหารชีวิต นายกฤติเดช ระเวงวรรณ จำเลย และให้ชดใช้ค่าสินไหม ตามศาลชั้นต้น

นายกฤติเดช ระเวงวรรณ จำเลย

ภายหลังคำตัดสิน นางลำใย พลประสิทธิ์ แม่น้องสโนว์ และญาติต่างพากันหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ โดยกล่าวของคุณกระบวนการยุติธรรม ตำรวจ และสื่อมวลชน ที่ติดตามตามคดีนี้และคนไทยทั่วประเทศที่รู้เรื่องราวของครอบครัวต่อการสูญเสียบุตรสาวอย่างไม่มีวันกลับ

นางลำใย กล่าวว่า ภายหลังทราบคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 4 รู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมามาก เพราะตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี 7 เดือน หรือกว่า 935 วัน หลังเกิดเหตุที่ต้องสู้มาถึงวันนี้ เพื่อลูกสาว ซึ่งต้องขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ตลอดจนญาติๆ และประชาชนชาวไทยทุกคนที่คอยให้กำลังใจเสมอมา แม้หลังเกิดเหตุตนและครอบครัวทุกคนยังจดจำและภาพยังคงติดตามาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อขับรถไปขายของผ่านจุดเกิดเหตุบริเวณริมถนนทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งจำเป็นต้องผ่านทุกวันเห็นทีไรก็ต้องปวดใจทุกครั้ง ปัจจุบันหากคิดถึงลูกทำได้เพียงดูรูปภาพที่ติดไว้ข้างผนังบ้านและเข้าไปดูภาพเก่าๆในเฟซบุ๊กของลูกสาว พร้อมกับเล่นเฟซบุ๊กแทนลูกสาวคอยโต้ตอบญาติ เพื่อนและประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวและคอยให้กำลังใจน้องสโนว์

นางลำใย พลประสิทธิ์ แม่น้องสโนว์

นางลำใย กล่าวอีกว่า เรื่องราวดังกล่าวถือเป็นเคราะห์ร้ายและความโชคร้ายของครอบครัวพลประสิทธิ์ เพราะนอกจากจะสูญเสียน้องสโนว์ไปโดยไม่มีวันหวนกลับแล้ว ยังต้องสูญเสียเงินทองที่เก็บสะสมมาตลอดทั้งชีวิต เพราะต้องนำมาใช้จ่ายตั้งแต่งานศพและในเรื่องของคดีจนหมด จำเป็นต้องนำที่นาไปขายและที่ทำกินไปจองนองกู้เงินจากธ.ก.ส.ไปแล้วเกือบ 1 ล้านบาทมาเป็นค่าใช่จ่ายและนำมาเป็นทุนในการขายของ เนื่องจากช่วงเกิดเหตุครอบครัวยุ่งอยู่กับคดีไม่มีเวลาขายของทำให้ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว

ทุกๆ วันเวลาคิดถึงลูกก็จะเอาภาพเก่าๆ มาดู บางคืนก็สะดุ้งตื่นมานั่งร้องไห้ เพราะคิดถึง ฝันเห็น ตลอด ซึ่งหากลูกสาวไม่เสียชีวิต ขณะนี้ก็น่าจะกำลังเรียนพยาบาลตามความฝัน ที่อยากจะช่วยเหลือผู้คน แต่ก็ได้บอกกับตัวเองเพียงว่าลูกสาวไปสู่สุขคติแล้ว แม่ก็ได้ไว้ทุกข์นุ่งขาว ห่มขาวตลอดชีวิต และทางครอบครัวจะสู้ถึงที่สุด เพื่อให้ผู้ที่ทำผิดรับโทษทางกฎหมายอย่างสูงสุด โดยเฉพาะโทษประหารชีวิต เพราะจะได้เป็นบทเรียนและไม่อยากให้เรื่องแบบนี่เกิดขึ้นอีกในสังคมไทย” นางลำใยกล่าว

 

keyboard_arrow_up