ด่วน! ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก ‘ตายายเก็บเห็ด’ คนละ5ปี ฐานบุกรุกป่า

วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน สามีภรรยา ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ในความผิดฐานบุกรุก แผ้วถาง ก่อสร้าง ทำไม้ ยึดถือครอบครอง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการกระทำให้เสื่อมสภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต, ทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตรารัฐบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกทั้งสองคนละ 15 ปี ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำคุก 14 ปี 12 เดือน ทั้งสองยื่นฎีกาสู้คดีต่อ

ล่าสุด ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ทั้งสองคนกระทำความผิดฐานบุกรุกป่าเท่านั้น จึงพิพากษแก้จำคุกคนละ 5 ปี

นายอุดม – นางแดง ศิริสอน เดินทางไปที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ด้าน ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมีเมตตาลดโทษให้เป็นหนึ่งในสาม แต่คดีนี้คงจะรื้อฟื้นใหม่ เพราะตนมั่นใจในพยานหลักฐานเพราะจะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งก็จะมีการรื้อฟื้นคดีต่อไป ส่วนรายละเอียดที่นำมารื้อฟื้นคดีใหม่เป็นอย่างไรนั้นจะมาอธิบายให้ฟังในวันที่มายืนรื้อฟื้นคดี ยืนยันว่าจะเป็นหลักฐานใหม่โดยเฉพาะพยานบุคคล

ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ถึงแม้จะมีสำนักยุติธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่พร้อมจะให้วางเงินประกันนั้น ทนายความก็ยังไม่ได้ทำการยื่นประกันแต่อย่างใดเพราะจะต้องรอการตรวจคำพิพากษาอย่างละเอียดเพื่อทำการรื้อฟื้นคดีใหม่

 

สำหรับ นายอุดม ศิริสอน อายุ 53 ปี และนางแดง ศิริสอน สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 73 หมู่ 4 ต.โนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ จำเลยในคดีบุกรุกแผ้วถางป่าไม้ ยึดถือ ครอบครอง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียสภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต, ทำไม้หวงห้ามและมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูป ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 นายอุดม และนางแดง ชาวบ้านที่เข้าไปเก็บเห็ดในพื้นที่ป่าดังกล่าวและได้จอดจักรยานยนต์ทิ้งไว้ในพื้นที่ด้วย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ยกรถคันดังกล่าวไปตรวจสอบทะเบียนจนทราบว่ามีนายอุดมเป็นผู้ครอบครอง จึงมีการตั้งข้อกล่าวหาว่าทั้งสอง บุกรุกและตัดไม้ในพื้นที่ป่าแห่งนี้รวม 72 ไร่ โดยมีตอไม้ถึง 700 ตอ และมีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.ยางตลาด แต่ระบุว่าทั้งสองได้บุกรุกป่าเข้าไปกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 12-19 กรกฎาคม 2553 รวม 8 วัน

คดีนี้ได้มีการส่งฟ้องถึงชั้นศาล จนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งจำคุกจำเลย 30 ปี จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงพิจารณาลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ก่อนที่จะมีการยื่นฎีกา และมีการขอความช่วยเหลือกับทางเครือข่ายฯ เนื่องจากนายอุดม จำเลยในคดีนี้ เข้าใจว่าถูกจับกุมในกรณีที่เข้าไปเก็บเห็ด ประกอบกับเป็นคนหูตึง อ่านหนังสือไม่ออก จึงจำต้องรับสารภาพในคดีจนถูกศาลพิพากษาลงโทษ

keyboard_arrow_up