แม่ “น้องแก้ม” หนุนประหาร เผยชีวิตพัง แค้นฆาตกรสบายในคุก – “โคทม” เตือนสติ ใช้การอภัย (คลิป)

กรณีกรมราชทัณฑ์ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 61 เกี่ยวกับการประหารชีวิตนักโทษชาย ธีรศักดิ์ หลงจิ ก่อเหตุฆาตกรรมชิงทรัพย์ในพื้นที่ จ.ตรัง เมื่อปีพ.ศ. 2555 ทำให้สังคมเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการตัดสินโทษประหารชีวิตในประเทศไทยว่าสมควรจะให้มีโทษดังกล่าวต่อไปหรือไม่

นางลักขณา ทองพัฒน์ แม่ของน้องแก้ม

วันที่ (22 มิ.ย.61) นางลักขณา ทองพัฒน์ แม่ของน้องแก้มที่ถูกนายวันชัย แสงขาว หรือ เกม พนักงานบริการบนรถไฟข่มขืนกระทำชำเราแล้วโยนศพทิ้งจากหน้าต่างของขบวนรถไฟ เมื่อปี พ.ศ. 2557  เปิดเผยว่า ตอนนี้ใกล้ครบรอบ 4 ปีที่ลูกจากไป ตนเริ่มทำใจได้บ้างแล้ว จึงตนไม่ได้ฝันถึงน้องแก้มเหมือนเมื่อก่อน เชื่อว่าน้องแก้มน่าจะไปสู่สุคติ ประกอบกับเพื่อนบ้านเล่าให้ฟังว่า ฝันเห็นน้องแก้มแต่งตัวสวยงาม มีบ้านเป็นของตัวเอง เลยคิดว่าอาจเป็นเพราะตนสร้างพระ สร้างโบสถ์ ส่งผลให้บุญกุศลจึงช่วยให้น้องแก้มมีวิมานของตัวเอง นางลักขณา ยอมรับว่าคิดถึงน้องแก้มตลอดเวลา ทุกเดือนต้องไปถวายผ้าไตรที่วัด เพราะเชื่อว่าจะเป็นทานทุกอย่างที่ส่งผลบุญกุศลให้

นอกจากนี้ ตนทราบมาว่านายวันชัย หรือ เกม ผู้ต้องหาในคดีนี้ อยู่ในเรือนจำก็สบายดี รูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ ทำให้ตนคิดว่าชีวิตนายเกมแตกต่างจากตนที่ต้องทนทุกข์ใจมานานถึง 4 ปีกว่าที่ผ่านมาได้

ส่วนกรณีที่สังคมได้มีการพูดถึงเรื่องตัดสินโทษประหารชีวิต ตนก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ส่วนตัวมองว่าโทษประหารชีวิตมีข้อดี และคิดว่าถ้าคนที่ไม่ประสบกับตัวก็คงไม่รู้สึกเจ็บ หรือทรมานแบบคนที่สูญเสีย ซึ่งภายหลังที่ครอบครัวสูญเสียน้องแก้ม ครอบครัวตนก็พัง เนื่องจาก ช่วงที่น้องแก้มเสียชีวิต ตนเดินทางไปอยู่แต่ที่วัด ไม่มีเวลาให้พี่สาวของแก้ม ทำให้ลูกไปคบหาเพื่อนที่ไม่ดีแล้วติดสารเสพติดอยู่ช่วงหนึ่ง ครอบครัวจึงต้องคุยกับลูกจนทราบว่า สาเหตุที่กระทำเช่นนั้นเพราะรู้สึกเหงา ไม่มีน้องแก้มเป็นเพื่อนเล่นเหมือนแต่ก่อน และรู้สึกเศร้าใจที่ตนไปแต่วัด ไม่มีเวลาให้ลูก จึงทำให้ขาดที่พึ่งและไม่มีคนคอยให้คำปรึกษา แต่โชคดีที่ตอนนี้ลูกกลับตัวได้

นายวันชัย แสงขาว หรือ เกม พนักงานบริการบนรถไฟ ผู้ต้องหาที่กระทำชำเราแล้วโยนศพทิ้ง

นางลักขณา กล่าวทั้งน้ำตาว่า พอย้อนกลับไปคิดเรื่องตรงนั้น ตนก็ยังรู้สึกแค้นใจ หากมีโทษประหารชีวิต อย่างน้อยก็ทำให้คนร้ายไม่ต้องออกมาทำผิดซ้ำ ที่ผ่านมาตนก็เห็นกรณีที่ออกจากคุกมาแล้วไปฆ่าคนอื่นก็มี แล้วเมื่ออยู่ในคุกก็มีชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องหุงข้าวเอง ถึงเวลาบ่ายสามก็เข้านอน แม้ว่าชีวิตจะขาดอิสระแต่คนที่อยู่ข้างนอกยังคงต้องทุกข์ใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไปตลอดชีวิต ซึ่งในใจลึก ๆ ตนยังรู้สึกโกรธนายเกมเหมือนกัน แต่กลัวว่าหากยังโกรธ จะกลายเป็นการสร้างเจ้ากรรมนายเวร จึงต้องอโหสิกรรมให้

นอกจากนี้ การตัดสินโทษประหารกับนายเกม ตนคิดว่าอยากให้มี เพราะนายเกมสมควรที่จะได้รับโทษในลักษณะเช่นนี้ แต่ถ้าตนอโหสิกรรมให้เปรียบเสมือนว่าจะได้ไม่ต้องกลับมาเจอกันชาติหน้าอีก และตนอโหสิกรรมไปตั้งแต่นายเกมมาขอขมาตน ซึ่งเวลาที่ตนไปทำบุญให้น้องแก้ม ก็จะคอยบอกให้ลูกอโหสิกรรมให้เช่นเดียวกันพร้อมบอกว่า อย่าไปอาฆาตพยาบาท

น้องแก้มที่ถูกนายวันชัย แสงขาว หรือ เกม พนักงานบริการบนรถไฟ ข่มขืนกระทำชำเรา

ส่วนคำว่า “ชีวิตแลกชีวิต” ตนมองว่ามันก็คุ้ม เพราะหากคิดอีกที ถ้าคนผิดได้ออกมาจากคุกก็อาจจะทำผิดซ้ำ การมีโทษประหาร จะทำให้คนหวาดกลัว อย่างในประเทศเมียนมาร์ โทษประหารคือการแขวนคอ คนในพม่าจึงกลัวกฎหมายเป็นอย่างมาก ไม่กล้าที่จะทำความผิดร้ายแรง ฉะนั้นหากมีโทษที่รุนแรง คนอาจจะกลัวมากขึ้นก็ได้

ส่วนองค์กรแอมเนสตี้ฯ ที่ออกมาร้องเรียนค้านโทษประหาร ตนไม่เห็นด้วย เพราะคนที่เป็นเหยื่อไม่ได้ร้องขอสิ่งใด แถมยังถูกทำร้ายจนตายทั้งเป็น แต่ทำไมกับคนร้ายต้องมาขอให้ไม่ประหาร ทั้งที่บุคคลเช่นนี้กระทำกับคนที่ไม่ได้แม้แต่จะมีโอกาสในการขอร้องเลย ส่วนตัวคิดว่าคนที่ออกมาคัดค้านโทษประหาร อาจไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้กับครอบครัวจึงพูดได้ ซึ่งคนที่ถูกกระทำหรือครอบครัวเหยื่อทุกคนต้องรู้สึกเจ็บแค้นมากกว่าคนอื่นหลายเท่า ตนคิดว่าอย่างไรก็ตามเมืองไทยยังคงต้องมีโทษประหารชีวิตไว้ เพราะหากมีโทษนี้ คนจะได้เกรงกลัว เนื่องจากสมัยนี้คนทำผิดเยอะ

จากกรณีการถกเรื่องโทษประหาร ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.โคทม อารียา ประธานมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม  เผยว่า การถกเถียงในสังคมอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับเรื่องของการประหารชีวิตนักโทษในประเทศไทยนั้น ซึ่งบางคนมองว่าไม่ควรให้มีโทษประหารชีวิตในประเทศไทยแล้ว แต่ส่วนใหญ่กลับมองว่า ยังคงให้มีการลงโทษนักโทษที่ก่อคดีร้ายแรงด้วยการประหารชีวิตอยู่ ซึ่งตัวเองก็มองว่าปัญหาดังกล่าวไม่ถึงขั้นทำให้สังคมเกิดความแตกแยก เนื่องจากเป็นเพียงความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น และตนก็มองว่า การถกเถียงในเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่แตกฉานในเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก และอาจทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคม อีกทั้งยังก่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร.โคทม อารียา ประธานมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม

ส่วนกรณีที่ แอมเนสตี้ฯได้ออกมาคัดค้านการประหารชีวิตนักโทษ โดยบอกว่าการประหารไม่ทำให้อาชญากรรมลดลงแต่รัฐควรจัดการปัญหาอาชญากรรม ซึ่งกรณีนี้เองชาวโซเชียลบางกลุ่มกลับมองว่า สำหรับนักโทษที่ก่อเหตุร้ายแรง การประหารชีวิต คือโทษที่เขาสมควรได้รับ และไม่เกี่ยวว่าจะทำให้อาชญากรรมลดนั้น ตรงนี้ตัวเองก็มองว่า ในหลายประเทศที่ให้มีการยกเลิกโทษประหารก็ไม่ได้ทำให้จำนวนของการก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งหากคนบางกลุ่มจะมองว่าการได้รับโทษประหารนั้น ก็ถือว่าเป็นการได้รับโทษที่สาสมกับสิ่งที่เขาทำ ตนก็ไม่ว่าอะไร และมองว่าคนเหล่านั้น ก็ไม่ได้ผิดที่คิดแบบนั้น แต่ตนอยากให้มองประเด็นสำคัญตรงที่ว่า ควรจะหันมาช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยงในการที่จะก่อให้เกิดอาชญากรรมมากกว่า เพราะอาจทำให้จำนวนการประหารชีวิตในประเทศลดน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งตนยอมรับว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่าการลงโทษนักโทษแบบหนักที่สุด จะทำให้ช่วยลดอาชญากรรมในประเทศลงได้

รองศาสตราจารย์ ดร.โคทม อารียา ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว

ส่วนกรณีที่ชาวโซเชียล มีการตั้งคำถามกลับไปที่ แอมเนสตี้ฯและกลุ่มคนที่ออกมาคัดค้านไม่ให้มีโทษประหารว่า หากครอบครัวคุณถูกกระทำบ้าง ยังจะออกมาเรียกร้องไม่ให้มีการประหารชีวิตนักโทษแบบนี้ไหม ตัวเองก็มองว่าประเด็นนี้มองได้หลายมุม เพราะก็มีบางคนที่เมื่อคนในครอบครัวถูกกระทำให้เสียชีวิต ก็อยากให้ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตตายตกไปตามกัน แต่อย่าลืมว่าก็ยังมีครอบครัวผู้เสียหายบางส่วน ที่มีแนวคิดว่าในเมื่อคนในครอบครัวซึ่งเป็นคนที่รักได้จากไปแล้ว และต้องสูญเสียเขาไปตลอดกาล ก็ไม่อยากไปสร้างบาดแผลเช่นเดียวกันให้กับครอบครัวของผู้ที่ก่อเหตุอีกเลย

อย่างไรก็ตาม ตัวเองก็อยากฝากให้สังคมอยู่ด้วยกันด้วยการมีน้ำใจต่อกัน ถ้าหากผู้ใดกระทำผิด ก็อยากจะให้ถูกรับโทษตามสัดส่วนที่ได้กระทำผิดไป ถ้าไม่ถึงขั้นร้ายแรงจริง ๆ ก็อยากให้คนในสังคมให้โอกาสชีวิตของผู้ที่กระทำความผิดบ้าง เพราะการพรากชีวิตไปแล้ว และยิ่งเป็นการพรากชีวิตโดยเกิดขึ้นจากการตัดสินคดีที่ผิดพลาด เนื่องจากหลักฐานไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดความสูญเสียที่ร้ายแรง ดังนั้น ตัวเองอยากให้สังคมมองให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของชีวิตทุกชีวิต

keyboard_arrow_up