แม่ “น้องการ์ตูน” เหยื่อเมาขับชน กลัวบ้านโดนยึด – ญาติคู่กรณียันไม่เบี้ยว แต่พ้นคุกไร้เงิน (คลิป)

จากกรณีรถกระบะของ น.ส.น้ำผึ้ง พุ่งชนร้านสเต็กปากซอยเอกชัย 119 ถนนเอกชัย แขวงและเขตบางบอน กรุงเทพฯ เมื่อปี 2557 เป็นเหตุทำให้นายภาณุทัต ศักดิ์สิทธิพันธ์ อายุ 42 ปี เจ้าของร้านสเต็กเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และ ด.ญ.นราศิริ หรือ น้องการ์ตูน ศักดิ์สิทธิพันธ์ อายุ 5 ขวบขณะนั้น ซึ่งเป็นลูกสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส

ภาพน้องการ์ตูนกับแม่

ล่าสุด น.ส.ศรัญญา ชำนิ แม่น้องการ์ตูน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยระบุว่า “เพิ่มเติม: เมื่อ 2 ปีที่แล้วเคยมีการเจรจาขอผ่อนผันกับทางโรงพยาบาลไว้ค่ะ โดยทางรพ. มีทางเลือกให้ 3 ทางคือ 1. จ่ายเต็ม 1.9 ล้าน, 2. ผ่อนจ่าย ได้สูงสุด 24 งวด (งวดละ 80,000 บาท) ไม่รวมดอกเบี้ย 3. ให้รพ.ฟ้องร้อง ตอนนั้นทนายอาสาที่ช่วยดูแลเรื่องให้ เห็นว่าแม่ไม่สามารถดำเนินการตามข้อ 1 หรือ 2 ได้ จึงต้องเป็นภาวะจำยอมตามข้อ 3 ค่ะ”

วันที่ 22 มิ.ย. 61 น.ส.ศรัญญา เปิดเผยว่า เหตุที่ตนออกมาโพสต์เพราะโรงพยาบาลส่งจดหมายมาที่บ้าน ให้ชำระหนี้ค่ารักษาน้องการ์ตูน เป็นเงินจำนวน 1.9 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ย ซึ่งตอนแรกตนไม่มีทนายปรึกษาจึงโพสต์ลงไปเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยคดีเกี่ยวกับรถชนนั้น ศาลได้สั่งให้คู่กรณีจ่ายเงินจำนวน 6 ล้านบาท ซึ่งคู่กรณีไม่ยอมจ่าย ตนจึงจ้างทนายความให้สืบทรัพย์ เพื่อส่งให้กรมบังคับคดีใช้อำนาจในการยึดขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้ให้ตน แต่จากการสืบทรัพย์ ปรากฎว่าคู่กรณีไม่มีทรัพย์สิน ทำให้หนี้ที่เกิดขึ้นทางตนต้องเป็นคนรับผิดชอบ เพราะทางโรงพยาบาลเองก็ฟ้องคู่กรณีเช่นเดียวกันแต่เชื่อว่า ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ เพราะอีกฝ่ายไม่มีทรัพย์

น.ส.ศรัญญา ชำนิ แม่น้องการ์ตูน

ทั้งนี้ โรงพยาบาลได้ให้ทางเลือกตนไว้ 3 ทาง คือ จ่ายเต็ม 1.9 ล้าน หรือ ผ่อนจ่าย เดือนละ 80,000 บาท เวลา 24 เดือน ไม่รวมดอกเบี้ย หรือให้รพ.ฟ้องร้อง ซึ่งในตอนแรกทนายความแนะนำให้โรงพยาบาลฟ้องร้อง เพราะตนไม่มีเงินจ่าย และหากมีการฟ้องร้องถึงศาล ศาลอาจจะมีความเห็นใจเนื่องจากตนมีค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลลูกทุกเดือน อาจจะลดหย่อนให้

แต่ตนก็กังวล เพราะยอมรับว่ามีบ้านอยู่ 1 หลัง ที่เป็นชื่อตัวเอง ซึ่งขณะนี้บ้านหลังดังกล่าวยังผ่อนอยู่ โดยหากมีการสืบทรัพย์ตน แล้วยึดบ้านดังกล่าวไป จะทำให้น้องการ์ตูนไม่มีที่อยู่ ทั้งนี้ ยืนยันไม่เคยกลัวตัวเองลำบาก แต่เป็นห่วงลูกมากกว่า ส่วนคู่กรณี เคยไกล่เกลี่ยที่สถานีตำรวจแค่ 2 ครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยติดต่อกันอีกเลย โดยอีกฝ่ายเคยจ่ายค่าซ่อมร้านให้ตนจำนวน 40,000 บาท ค่าพยาบาลน้องกว่า 100,000 บาท และค่าประกันศาลจำนวน 200,000 บาทเท่านั้น เหตุที่ตนออกมาโพสต์เพราะไม่มีทางออก เหมือนไม่มีใครช่วยตนได้ ทั้งนี้ ตนคิดว่าจะเข้าไปพูดคุยกับโรงพยาบาลอีกรอบหลังจากนี้ ส่วนอาการน้องการ์ตูน ก็เหมือนเจ้าหญิงนิทราเช่นเดิม แต่น้องโตขึ้นและมีประจำเดือน ล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว จึงให้แพทย์ตัดมดลูกน้องออกเพื่อง่ายต่อการดูแล

น.ส.ศรัญญา ยังกล่าวว่า กฎหมายเมืองไทยดี แต่มีช่องโหว่เรื่องการคุ้มครองเหยื่อน้อยเกินไป ตนเห็นว่าองค์กรหนึ่งออกมาค้านโทษประหาร จึงอยากถามคนที่ออกมาเรียกร้องว่าจะปกป้องคนทำผิดทำไม ทำไมไม่มาปกป้องผู้ที่ถูกกระทำบ้าง

นางแดง (นามสมมติ) ยายของ น.ส.น้ำผึ้ง

นอกจากนี้ ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่บ้านพักหลังหนึ่ง ย่านถนนเอกชัย ซึ่งทราบข้อมูลว่าเป็นบ้านของ น.ส.น้ำผึ้ง นางแดง (นามสมมติ) ยายของ น.ส.น้ำผึ้ง เปิดเผยว่า สมัยก่อน น.ส.น้ำผึ้ง เคยพักอาศัยอยู่กับตน โดยตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่ง น.ส.น้ำผึ้ง มีครอบครัว จึงแยกออกไปพักอยู่ที่อื่น ช่วงขณะเกิดเหตุเมื่อหลายปีก่อน น.ส.น้ำผึ้ง ก็เพียงรับจ้างแม่ของสามีไปวันๆ ไม่ได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ส่วนปัจจุบันก็เพียงรับจ้างขายปลาทูที่ตลาด ได้ค้าตอบแทนวันละ 200-300 บาท

ส่วนกรณีที่สังคมกำลังวิจารณ์กันเรื่องการจ่ายค่าชดใช้กว่า 6 ล้านบาท ส่วนตัวตนไม่ทราบและไม่ได้ติดตามข่าว แต่หากต้องชดใช้ ตนก็มองว่าหลานตนไม่ได้มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สินอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งนี้ หลานไม่เคยมาปรึกษาอะไรตน ส่วนใหญ่จะไม่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ตนมองว่าหากมีเงินไปชดใช้ก็อยากให้หลานไปชดใช้ เพราะตนก็เป็นคนกลาง เห็นใจทั้งฝ่ายผู้สูญเสีย และเข้าใจว่าหลานตนก็ไม่มีทรัพย์สิน ตนก็ไม่ได้ไปบอกหลานว่าให้เอาเงินไปใช้เขา เพราะตนก็เกรงว่า พ่อของน้ำผึ้งจะมาถามตนว่า จะมีปัญญาไปใช้เขาหรอ ยืนยันหลานไม่ได้คิดหลบหนี

ทั้งนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา น.ส.น้ำผึ้งก็ถูกศาลสั่งจำคุกในคดีนี้ แต่ตนไม่ทราบรายละเอียด ทรายเพียงจำคุกไป 1 ปี และพ้นโทษมาได้ราว 4-5 เดือน ระหว่างต้องโทษ สามีของน้ำผึ้งก็ไปมีภรรยาใหม่ ทำให้น้ำผึ้งต้องเลิกกับสามี ลูกของน้ำผึ้งก็ยังต้องให้ปู่ย่าเป็นฝ่ายเลี้ยงดู ส่วนตัวเพิ่งเจอกับน้ำผึ้งประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อน โดยน้ำผึ้งบ่นว่าเครียดในหลายๆ เรื่อง

น้องชายของ น.ส.น้ำผึ้ง

ที่ตลาดสด ย่านเอกชัย ยายของ น.ส.น้ำผึ้ง ให้ข้อมูลว่าหลานสาวทำงานอยู่ พบชายรายหนึ่งซึ่งยอมรับว่าเป็นน้องชายของ น.ส.น้ำผึ้ง โดยยืนยันว่าน้ำผึ้งขายของอยู่ที่นี่จริง โดยเพิ่งมาขายได้เพียง 3-4 เดือน หลังจากพ้นโทษ แต่วันนี้ไม่ได้เข้ามาขาย เนื่องจากช่วงคืนนี้ผ่านมา พี่สาวออกไปเที่ยวนอกบ้าน และยังไม่กลับมา

keyboard_arrow_up