พิสูจน์แล้ว ผงดูดทรัพย์วัดดังไม่ใช่ผงชูรส ที่แท้ “ลูกเหม็น” – พระชี้ ใช้เหนี่ยวใจให้ขยัน (คลิป)

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “Sky Thai News” ได้แชร์ภาพเครื่องรางของขลังของวัดพราหมณี หรือ วัดหลวงพ่อปากแดง จ.นครนายก ซึ่งเรียกเครื่องรางดังกล่าวกันว่า “ผงพุทธคุณ” บรรจุอยู่ภายในซองหรือตะกรุด พร้อมอ้างว่าบูชาแล้วสามารถเรียกรับทรัพย์ได้ และได้เปิดให้มีการเช่าบูชาเพื่อกราบไหว้อีกด้วย ทำให้สังคมออนไลน์ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก

ภาพผงพุทธคุณที่มีการแชร์ในสื่อออนไลน์

วันที่ 21 มิ.ย. 61 พระจิรยุท เตชธัมโม พระลูกวัดหลวงพ่อปากแดง จ.นครนายก ซึ่งรู้เรื่องราวของผงพุทธคุณ และได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาส ได้ชี้แจงว่า กรณีที่สื่อโซเชียลได้มีการนำเสนอเรื่องราวของผงพุทธคุณว่าทำมาจากผงชูรส คงเกิดจากคนที่ไม่มีความเลื่อมใสศรัทธานำไปพูดในทางที่ไม่ดี และวัดไม่มีการนำผงพุทธคุณไปใส่ไว้ในตะกรุดและปล่อยให้เช่าพร้อมกับจิ้งจกตามที่ปรากฏภาพในสื่อโซเชียล ภาพดังกล่าวอาจเป็นร้านเช่าเครื่องรางของขลัง นำไปทำเพื่อปล่อยขายเองเสียมากกว่า

พระจิรยุท เตชธัมโม พระลูกวัดหลวงพ่อปากแดง

พระจิรยุท เปิดเผยว่า ผงพระพุทธคุณดังกล่าว เป็นผงที่ใช้ผสมวัตถุมงคล เช่น พระเครื่องเนื้อผงพระพุทธคุณ เรียกว่า “ผงยารา” ผงดังกล่าวมีจำหน่ายทั่วไปตามร้านสังฆภัณฑ์ วัดได้สั่งซื้อมาประกอบการปลุกเสกตามพิธีทางศาสนา หลังจากนั้นจึงนำมาแจกจ่ายให้ญาติโยมที่มาทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล ส่วนใหญ่ผู้ที่นำไปบูชามักจะกลับมาถามหาผงพุทธคุณเพื่อนำไปบูชาอีก โดยได้เริ่มแจกให้กับญาติโยมมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน

ผงพุทธคุณ

หากสังคมจะมองว่าการนำผงพุทธคุณดังกล่าวมาแจกให้กับญาติโยม เป็นความงมงายและขัดต่อหลักพระพุทธศาสนา อาตมาอยากให้ประชาชนและสังคมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของกุศโลบาย และให้คิดว่าผงพุทธคุณ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ชาวพุทธที่ศรัทธาในผงพุทธคุณได้มีกำลังใจที่จะไปทำงานตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ได้เงินทองมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่อไป

อย่างไรก็ตาม พระจิรยุท ยอมรับว่าไม่ทราบยอดยอดเช่าบูชาผงพุทธคุณที่แน่นอนของแต่ละวัน ทราบเพียงแค่ว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่มาทำบุญที่วัดแห่งนี้ มักจะเช่าบูชาผงพุทธคุณดังกล่าวติดตัวกลับไปด้วยเกือบทุกคน

นายสุบิน ทองมาก ลูกศิษย์วัดหลวงพ่อปากแดง

ด้าน นายสุบิน ทองมาก อายุ 35 ปี ลูกศิษย์วัดหลวงพ่อปากแดง ที่ทำหน้าที่ประจำจุดจำหน่ายเครื่องรางของขลังและวัตถุบูชา เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่บุคคลที่มากราบไหว้บูชาและทำบุญที่วัดจะรู้ถึงกิตติศัพท์ความน่าเลื่อมใสของผงพุทธคุณ เนื่องจากทุกคนเคยได้ผงพุทธคุณกลับไปบูชา ซึ่งส่วนใหญ่คนที่บูชาจะประสบผลสำเร็จในเรื่องเงินทอง เนื่องจากเชื่อว่ามีเงินทองไหลมาเทมาเข้ากระเป๋าอยู่ตลอด แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นกุศโลบาย แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้คนที่บูชาผงพุทธคุณประสบผลสำเร็จในเรื่องของเงินทอง น่าจะมาจากการที่ขยันทำงานมากกว่า

นายสุบิน บอกว่า แต่ละวันจะมียอดเช่าบูชาผงพุทธคุณตามจำนวนของคนที่มาทำบุญที่วัด และคนที่มาทำบุญกราบไหว้หลวงพ่อปากแดง คาดเดาไม่ได้ว่าแต่ละวันจะมีคนมาทำบุญและเช่าบูชาผงพุทธคุณมากหรือน้อย ส่วนยอดสั่งจองไม่มีอย่างแน่นอน เนื่องจากวัดไม่ได้เปิดให้สั่งจองวัตถุบูชาหรือผงพุทธคุณดังกล่าวแต่อย่างใด

บริเวณที่เช่าบูชาวัตถุมงคล

ส่วนที่สื่อสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ว่าผงพุทธคุณทำมาจากผงชูรส ตนอยากให้ประชาชนแยกแยะให้ออกว่า ผงชูรสจะมีเอกลักษณ์ คือมีสีขาวแบบมันวาว และมีลักษณะเป็นแท่งเล็กๆ แต่ผงพุทธคุณหรือที่เรียกอีกอย่างว่า “ผงยารา” จะมีความละเอียด และมีลักษณะแบนเรียบ หากได้มาลองสัมผัสกับผงพุทธคุณดังกล่าวด้วยตัวเองก็จะสามารถรู้ได้ทันทีว่า ผงพุทธคุณไม่ใช่ผงชูรสอย่างแน่นอน พร้อมฝากถึงประชาชนทุกคนที่ติดตามข่าวสารขอให้พิจารณาว่าสิ่งที่ได้เห็นในโลกโซเชียลเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แล้วควรทราบก่อนที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรืออาจารย์อ๊อด ถือผลการวิเคราะห์และทดสอบผงพุทธคุณ

ขณะที่ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อาจารย์อ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ตรวจสอบผงดังกล่าวแล้ว พร้อมเปิดเผยว่า เมื่อนำไปทดสอบในห้องปฏิบัติการโดยใช้เครื่องมือเครื่องมือวิเคราะห์ด้วยรังสีอินฟราเรด พบว่า สารดังกล่าวคือสาร “แนฟทาลีน” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ลูกเหม็น” ผลการทดสอบมีความเป็นไปได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ทั้งกลิ่นภายนอกยังมั่นใจได้ว่า สารดังกล่าวที่อ้างว่าเป็นผงพุทธคุณนั้น คือลูกเหม็น

นอกจากนี้ รศ.ดร.วีรชัย ยังได้นำผงชูรสมาเปรียบเทียบกับสารตั้งต้น คือผงที่อ้างว่าเป็นผงพุทธคุณ ผลปรากฏว่าสารตั้งต้นและผงชูรสไม่มีความคล้ายคลึงกัน จึงมั่นใจได้ว่าผงที่อ้างว่าเป็นผงพุทธคุณ ไม่ใช่ผงชูรสอย่างแน่นอน เมื่อผลดังกล่าวพบว่า ผงพุทธคุณของวัดหลวงพ่อปากแดง คือผงจากลูกเหม็น อาจทำให้ผู้ที่พกพาผงดังกล่าวเกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองทางผิวหนังได้ เพราะหากผิวหนังของคนเหล่านั้นมีความแพ้ง่าย หรือมีการสูดดมเข้าไปในปริมาณมาก อาจจะส่งผลกระทบให้เกิดการติดขัดในระบบทางเดินหายใจได้ และหากผงดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในถุง ก็ควรระมัดระวังไม่ให้มีการสูดดมเข้าไป เนื่องจากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

อย่างไรก็ตาม ผงดังกล่าวไม่สามารถทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไม่มีการรับประทานเข้าไป และตนมองว่าหากสารดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการทำพระเครื่องจริงก็คงทำเพื่อวัตถุประสงค์ที่ใช้ป้องกันไม่ให้พระเครื่องเกิดเชื้อรา อีกทั้งผงดังกล่าวเมื่อไปกระทบกับแสงไฟ จะทำให้เกิดแสงสีเขียวขึ้น ดังนั้นจึงอาจทำให้พระเครื่องเกิดความสวยงาม มีแสงระยิบระยับขึ้นมาได้

ขอบคุณเพจเฟซบุ๊ก “Sky Thai News”

keyboard_arrow_up