เหยื่อ แฉเมียหมอปลา ชวนทำบุญสูญ 9 หมื่น ซื้อของแต่งบ้าน งัดหลักฐานสู้ถ้าถูกฟ้อง (คลิป)

จากกรณีหญิงสาวรายหนึ่งอ้างว่า ถูกน.ส.รภัสสรณ์ ฤทธิธนไพบูลย์ หรือ น้ำฟ้า ภรรยาของนายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือ หมอปลา ฉีดฟิลเลอร์ที่จมูกและเกิดความผิดพลาด โดยบอกว่าน้ำฟ้าอ้างตัวเป็นหมอศัลยกรรมเสริมความงาม ซึ่งน้ำฟ้าได้ปฏิเสธไปว่าไม่เป็นความจริง พร้อมท้าว่าหากมีหลักฐานก็ขอให้นำมาเปิดเผย และหากไม่มีจริง ก็จะแจ้งความดำเนินคดีกับหญิงสาวรายดังกล่าว (อ่าน : “น้ำฟ้า” เมียหมอปลา ฉะกลับสาวอ้างเป็นเหยื่อฉีดดั้งเข็มหัก ท้าโชว์หลักฐาน ไม่มีฟ้องแน่)

ภา (สงวนชื่อนามสกุล) ผู้เสียหาย พูดคุยกับผู้สื่อข่าว

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.61) ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระแก้ว คุณภา (สงวนชื่อนามสกุล) ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนมีอาการปวดตามตัว ปวดหัวและท้ายทอย อีกทั้งมีผื่นขึ้นตามร่างกาย เมื่อไปหาหมอ ก็รักษาไม่หาย ตรวจเลือดก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ เป็นอยู่อย่างนี้หลายปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2552 ตนได้อ่านหนังสือนิตยสารฉบับหนึ่ง ทำให้รู้จักชื่อเสียงของหมอปลาในการช่วยเหลือคน จึงตัดสินใจเดินทางไปรับการรักษากับหมอปลา ซึ่งหมอปลาได้ใช้วิธีการรักษาด้วยการทุบหลังและตบหลัง แต่ตนยังไม่ได้บูชาพริกไทยมาต้มกิน ตนเองยอมรับว่าตอนนั้นรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้น จึงบอกต่อเพื่อน ๆ ใกล้บ้าน ชักชวนกันไปหาหมอปลาอีก แต่ทิ้งระยะเวลานับปีกว่าจะไปอีกครั้ง เพราะบ้านตนค่อนข้างไกล ซึ่งตนจะจัดอยู่ในผู้ป่วยที่ไปแล้วกลับ ไม่ได้นอนค้าง

ต่อมา ช่วงที่หมอปลาคบหากับน้ำฟ้า ตนก็เกิดความรู้สึกชื่นชอบน้ำฟ้าด้วย เพราะหน้าตาสวย ตนจึงเป็นแฟนคลับของทั้งสองคน ส่วนที่ตนเรียกว่าหมอฟ้า เนื่องจากตอนนั้นตนเห็นหมอฟ้าเริ่มออกรายการโทรทัศน์ ประกอบกับมีผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มผู้ป่วย อ้างว่าหมอฟ้าเป็นแพทย์ศัลยกรรม ด้วยความที่หมอฟ้าหน้าตาสวย ตนจึงเชื่อว่าเขาเป็นหมอจนแอดไลน์คุยกัน และเริ่มสนิทกันในที่สุด ทั้งนี้ ช่วงที่ตนเริ่มสนิทกับหมอฟ้านั้น หมอฟ้าได้มาถ่ายทำรายการที่ อ.ด่านเกวียน จ.นครราชสีมา แล้วบอกกับตนว่า อยากจะได้รูปภาพประดับตกแต่งบ้าน จากอ.ด่านเกวียน แต่ด้วยความไม่มีรถขนของ จึงให้ตนไปขนมาให้ ตอนนั้นตนยอมรับว่าหมอฟ้าเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการซื้อรูปภาพ แล้วตนช่วยขนของไปส่งจริง

น.ส.รภัสสรณ์ ฤทธิธนไพบูลย์ หรือ น้ำฟ้า ภรรยาหมอปลา

ต่อมา ตนเองได้สั่งซื้อของประดับตกแต่งบ้านให้กับบ้านของหมอปลา เนื่องจากอีกฝ่ายอ้างความเชื่อกับตนว่า หากซื้อของประดับตกแต่งแล้วจะเป็นบุญครั้งยิ่งใหญ่ เพราะเป็นบุญจากการช่วยสร้างกำแพง เปรียบเสมือนเกราะป้องกันตัวจากภัยต่าง ๆ โดยของที่ตนซื้อไปบริจาค ได้แก่ โคมไฟลูกไม้ โคมไฟเรราวดี รูปภาพนางกินรี และรูปภาพสำหรับตกแต่งกำแพงรอบบ้านอีก 21 ช่อง รวมกันทั้งสิ้น 90,000 บาท แบ่งออกเป็นเงินที่ตนเรี่ยไรบอกบุญให้เพื่อนช่วยบริจาค จำนวน 6,000 บาท เงินที่หมอฟ้าช่วยสมทบอีก 14,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือกว่า 67,000 บาทนั้น ตนเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเอง

สำหรับเรื่องศัลยกรรมนั้น คุณภาเล่าว่า หมอฟ้าให้ตนซื้อเครื่องประดับบ้านไปแลกกับการฉีดฟิลเลอร์ อาทิ ของตกแต่งบ้าน น้ำพุ แจกัน รูปปั้นยีราฟ ซึ่งรวมเบ็ดเสร็จแล้วมีมูลค่า 14,700 บาท โดยหากซื้อไปให้แล้ว หมอฟ้าจะฉีดฟิลเลอร์ให้ ตอนนั้นตนก็เชื่อว่าเป็นหมอจริง จึงยอมให้ทำการฉีดฟิลเลอร์เข้าที่จมูก ขณะที่หมอฟ้าทำการฉีด ตนสังเกตว่ามือค่อนข้างสั่น พอฉีดแล้วก็ทำเข็มหักคาจมูกไปถึง 2 เข็ม ตนก็รู้สึกตกใจ แต่หมอฟ้าอ้างว่าที่เข็มหักเป็นเพราะฟิลเลอร์นั้นค่อนข้างเหนียวทำให้ฉีดยาก แต่สารที่ฉีดเข้าไปนั้นมีคุณภาพ หากโดดแดดแล้วจะไม่ละลาย สามารถอยู่ภายในร่างกายได้ค่อนข้างนาน ภายหลังตนมารู้ว่าน้ำฟ้าไม่ใช่หมอจริง ก็ยอมรับว่ารู้สึกกลัวว่าเขาฉีดสารอะไรให้ ตนจะเป็นอันตรายหรือไม่

ของตกแต่งบ้านที่คุณภาระบุว่าซื้อไปให้เพื่อแลกกับการฉีดฟิลเลอร์

คุณภา กล่าวต่อว่า หมอฟ้าฉีดฟิลเลอร์ที่ใต้ดวงตาให้กับตน ซึ่งอ้างว่าจะช่วยเติมเต็มใต้ตาให้ตื้นขึ้น จากที่ใต้ตาของตนค่อนข้างลึก โดยตนเองรู้สึกว่าที่ใต้ตามีก้อนแข็งๆ อยู่ พอตนไปปรึกษากับหมอฟ้า ก็ได้รับคำแนะนำว่าให้เอาเข็มสะกิดออก แต่ตนก็ไม่กล้าทำตาม ทำให้ตอนนี้ยังมีก้อนแข็ง ๆ ติดอยู่ที่บริเวณใต้ตา อีกทั้งหมอฟ้ายังเคยฉีดยาเข้าที่สะโพก หัวเข่า และขาให้กับตน โดยอ้างว่าเป็นยาแก้อักเสบ และยาแก้ปวดขา ซึ่งรวมอยู่ในราคาที่ตนซื้อเครื่องประดับตกแต่งบ้านไปแลก

คุณภา เล่าความรู้สึกว่า ที่หัวเข่าตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าหากเดินแล้วจะมีเสียง ซึ่งเธอฉีดยาเหล่านี้ มาตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเกิดการแตกหักกับทั้งหมอปลาและหมอฟ้า เนื่องจากทั้งสองคนอ้างว่าตนไปแอบอ้างกับคนอื่น ในการทำรูปภาพกำแพง ทั้งที่ตนมีหลักฐานทุกอย่าง ว่าตนไปสั่งซื้อภาพประดับตกแต่งกำแพงเหล่านี้มาให้ แล้วยังหาว่าตนโกงเงินทำบุญ โกงเงินหมอฟ้า ทำให้หลายคนคิดว่าตนเองโกหก แล้วหากหมอปลาจะฟ้องกลับตนในฐานะที่ตนออกมาเปิดเผยเรื่องราวต่าง ๆ ตนก็ยืนยันว่า ให้หมอปลาฟ้องไป ถ้ามีหลักฐาน แต่ถ้าไม่มี ตนฟ้องกลับแน่นอน เพราะตนไม่รู้สึกกลัว และไม่ได้ศรัทธาอะไรเขาแล้ว ตนยังได้ยินข่าวมาด้วยว่า เวลาใครป่วย เขาก็อ้างว่าป่วยกรรม ให้สร้างรูปภาพมาประดับกำแพง ช่องละ 35,000 บาท

ภายหลังจากนี้ ตนยืนยันว่า จะไม่มีการกลับเข้าไปบ้านของหมอปลาอีก เพราะบ้านหมอปลาก็น่ากลัว มีแต่คนถูกล่ามโซ่ไว้ หากอยากคุยกับตนอย่างบริสุทธิ์ใจ ก็ให้นำหลักฐานมาแสดง แล้วให้ตำรวจมาคุยด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทำให้ตนคิดได้ว่า สิ่งที่เขาพูด ทำให้ตนอยู่กับความงมงาย ไม่มีสติในการพิจารณาว่าสิ่งที่เขาพูดมันจริงหรือเท็จ หากตอนนี้ใครยังเชื่อหมอปลาอยู่ ตนอยากให้หันมองหลักฐานสักนิด ซึ่งเมื่อก่อนตนก็เป็นแบบนั้น จนมาคิดได้ว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นผิดที่ไปเข้าข้างคนผิด

keyboard_arrow_up