ไร้การเยียวยา! สาวถูก ‘ร็อตไวเลอร์’ 3 ตัวรุมขย้ำแผลเหวอะ เผยเจ้าของหมาตีนิ่งใส่

กรณีเพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” โพสต์ภาพวัยรุ่นคนหนึ่งถูกสุนัขพันธุ์ “ร็อตไวเลอร์” 3 ตัว และสุนัขบ้าน 1 ตัว รุมกัด ขณะที่จอดรถจักรยานยนต์รอรับพี่สาว ด้านเจ้าของสุนัขเผยว่าวัยรุ่นคนดังกล่าวบุกรุกถนนส่วนบุคคล ส่วนผู้เสียหายเผยไม่ได้รับความช่วยเหลือเรื่องการรักษา ก่อนจะถูกวิพาษ์วิจารณ์จำนวนมาก

วันที่ 12 ธ.ค.60 ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีลงพื้นที่ พบนางสาวสุธินี นันทวงศ์ ที่บ้านเลขที่ 23 หมู่ 11 ตำบลไสหมาก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เหยื่อที่ถูกฝูงสุนัขจำนวน 4 ตัวรุมฟัด จนร่างกายเต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะ โดยสภาพบาดแผลบริเวณต้นขาทั้งสองข้างยังมีเลือดและน้ำเหลืองซึมออกมาอย่างเห็นได้ชัด ส่วนที่บริเวณสะโพกและลำตัวอยู่ในสภาพเดียวกัน นางสาวสุธินี เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่พี่สาวได้โทรศัพท์ให้ไปรับที่ข้างสำนักงานที่ดิน จึงขี่รถจักรยานยนต์เข้าไป โดยจุดที่เกิดเหตุนั้นเป็นทางเล็กๆข้างสำนักงานที่ดิน แต่ปรากฎว่าเมื่อเข้าไปถึงมีสุนัขขนาดใหญ่ 4 ตัวเข้ามารุมกัดอย่างรุนแรง

ขณะนั้นมีเด็กชาย กับเด็กหญิง อยู่บริเวณนั้น ซึ่งน่าจะเป็นครอบครัวเจ้าของสุนัข นางสาวสุธินี ได้พยายามร้องให้ช่วย ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนั้นได้พยายามเรียกสุนัขให้ออกไป และนำขนมล่อสุนัขจนสุนัขผละออก จากนั้นเธอจึงพยายามขอร้องให้นำตัวส่งโรงพยาบาล เธอบอกด้วยว่าขณะเกิดเหตุพยายามที่จะลุกขึ้นยืน ไม่เช่นนั้นหากนอนอยู่กับที่สุนัขอาจกัดคอ หรือฟัดถึงแก่ชีวิตได้

ด้าน นายพิชัย หนูแปลก ซึ่งเป็นพ่อสามีของนางสาวสุธินี บอกว่า เสียใจที่เจ้าของสุนัขไม่ได้ดูแลคนเจ็บเลย ซึ่งทราบมาว่าเจ้าของสุนัข ชาวบ้านแถวนั้นรู้จักกันดีในชื่อ “จ่าชิด” เป็นนายตำรวจนอกราชการ หลังเกิดเหตุได้ส่งลูกเขยมาดูที่โรงพยาบาลและเมื่อมาดูบาดแผลบอกเพียงว่าโดนแค่นี้ถือว่าน้อยไปคนอื่นโดนมากกว่านี้ จากนั้นก็เดินทางกลับเลย

เท่าที่ตนคุยกับหลายๆคน บอกว่า สุนัขเหล่านี้กัดคนมาแล้วหลายคน แต่เจ้าของไม่เคยชดใช้ค่าเสียหายให้ใครหรือมาดูแลใคร โดยระบุว่าเป็นที่ดินส่วนตัว คนเข้ามาแล้วถูกหมากัดเอง และที่ผ่านมาก็ไม่ไม่มีใครเคยเอาเรื่องใดๆได้ หลังเกิดเหตุ ตนได้พาลูกสะใภ้ นัดเจรจรากับลูกเขยของจ่าชิด ซึ่งก็ไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะลูกเขยคนนั้นบอกว่า ต้องกลับไปถามพ่อก่อน แล้วจะโทรศัพท์มาบอก แต่ก็เงียบหายไป เมื่อตนโทรศัพท์ไปสอบถาม ก็ได้รับคำตอบ ว่า “จะไม่ชดใช้ใดๆหากจะทำเรื่องก็ให้ทำไปเลย”

เข้าใจว่าจะอ้างว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินของเขาซอยของเขาแต่เด็กมันหลงเข้าไปนึกว่าจะเป็นทางลัด มาเกิดเหตุขึ้น เด็กมันไม่ได้เป็นโจรและยิ่งเมื่อสอบถามเพื่อนฝูงในย่านนั้น ต่างบอกว่าเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง อาการสาหัสก็มี แต่ไม่มีใครกล้าเอาเรื่องเอาราว ซึ่งตนก็ไม่กล้าไปแจ้งความแล้ว และไม่อยากไปมีเรื่องราวกับเขา ถือว่าฟาดเคราะห์ไป ต้องทำใจ และหลังเกิดเกตุตนได้ย้อนกลับไปดูที่เกิดเหตุก็พบว่ามีการเปลี่ยนป้ายให้ใหญ่ขึ้นเตือนถึงสุนัขดุแล้ว นายพิชัย เผย

ขณะที่ ผู้สื่อข่าวเข้าไปตรวจสอบในจุดดังกล่าวพบว่าอยู่ติดกับรั้วของสำนักงานที่ดินอำเภอปากพนัง มีประตูเหล็กสองข้างแต่ไม่ได้ปิด ไว้พร้อมทั้งมีป้ายเตือนขนาดใหญ่เตือนว่าสุนัขดุ และไม่พบว่ามีใครผ่านเข้าออก

เมื่อสอบถามไปยัง ทนายรณรงค์ แก้วเพชร์ บอกว่า เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.เรื่องการบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลซึ่งน้องที่ได้รับบาดเจ็บมีความผิดตรงส่วนนี้ แต่ในเรื่องของการรับผิดชอบจ่ายค่ารักษานั้น ทางเจ้าของหมาต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ เพราะตามประมวลกฏมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 433 ถ้าความเสียหายใดเกิดขึ้นจากสัตว์ เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยง ต้องจ่ายค่าเสียหายให้ ยกเว้นแต่ว่าได้ใช้ความระมัดระวังในการเลี้ยงย่างเต็มที่แล้ว

แต่เคสนี้การปล่อยสุนัขโดยไม่ล่ามโซ่ ตนมองว่าไม่ได้ระมัดระวังเพียงพอ และร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขพันธุ์ดุ ควรต้องเลี้ยงและดูแลให้ดีกว่านี้ แม้เหตุจะเกิดอยู่ที่ถนนส่วนบุคคลก็ตาม เจ้าของก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเจ้าของจะไม่รับผิดชอบได้ในกรณีเดียวคือ “คนขี่รถไปยั่วยุหมาก่อน”

keyboard_arrow_up