“ทนายสงกานต์” มอบหลักฐานโยงค้ามนุษย์เพิ่ม หลังแรงงานไทยถูกลอยแพที่ดูไบ

“ทนายสงกานต์” พร้อมแรงงานผู้เสียหายที่ถูกหลอกไปขายแรงงานที่ดูไบ เข้าพบผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อมอบหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อใช้ประกอบสำนวนคดีในการดำเนินการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

วันที่ 13 พ.ย.60 นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ นำกลุ่มแรงงานชาวไทย 61 คนที่เดินทางกลับจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังถูกหลอกไปขายแรงงานที่เมืองดูไบ เข้าพบ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงศ์ปิ่น ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อมอบคลิปวิดีโอลับและเสียง ให้พนักงานสอบสวนประกอบสำนวนคดีในการพิจารณาดำเนินคดีอาญา หากพบการกระทำความผิดในฐานค้ามนุษย์และความผิดอื่นๆ

ก่อนหน้านี้ได้เคยเข้าร้องทุกข์กับผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มบริษัท กลุ่มบุคคล ที่ทำสัญญาจ้างคนไทยกว่า 130 คน ไปทำงานช่างเชื่อมรายได้สูงที่กรุงดูไบ เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เมื่อไปถึงกลับถูกยกเลิกสัญญาจ้างและลอยแพ รวมทั้งให้ตรวจสอบว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์หรือไม่

นายอนัน สืบนันตา หนึ่งในกลุ่มแรงงานชาวไทย บอกว่า ระหว่างที่ถูกบริษัทนายจ้างลอยแพอยู่ที่ดูไบ แรงงานไทยทั้งหมดกว่า 130 ชีวิติ ต้องอยู่กันอย่างยากลำบาก ไม่มีแม้หน่วยงานใดหรือบริษัทนายจ้างเข้ามาดูเเล แม้ขณะนี้มีแรงงานชาวไทยกว่า 60 คน ที่ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีแรงงานชาวไทยอีกกว่า 30 คน ที่ยังไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ ซึ่งการเดินทางมาวันนี้ ก็เพื่อเรียกร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือและให้ความยุติธรรมกับกลุ่มแรงงานทั้งหมด

ด้านพลตำรวจตรีอิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กล่าวว่า หลังจากได้รับคลิปวีดีโอและภาพหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว ต้องให้เวลาพนักงานสอบสวนเร่งตรวจสอบพยานหลักฐานชัดเจน ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร เบื้องต้นสามารถดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงได้ ส่วนในข้อหาค้ามนุษย์นั้น ยังคงต้องขอเวลาตรวจสอบต่อไป แต่ทางเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

สำหรับคดีดังกล่าว นายสงกรานต์ ระบุว่า ได้รับเรื่องจากครอบครัวแรงงานที่ถูกลอยแพให้ช่วยเหลือ หลังถูกกลุ่มนายจ้างลอยแพ โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถทำงานตามสัญญาจ้างได้ และบอกว่าตำแหน่งงานในสัญญากับการทำงานจริงไม่ตรงกัน อีกทั้งการเดินทางไปทำงานจะต้องจ่ายเงินต่อหัว คนละ 50,000-100,000 บาท เลยต้องการเดินทางกลับ

กลุ่มนายจ้างจึงให้เซ็นสัญญายินยอมการยกเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หากไม่เซ็นจะไม่ส่งตัวกลับ ซึ่งมีแรงงานไทย 2-3 คน ยอมเซ็นจึงสามารถกลับประเทศไทยได้ ส่วนผู้ที่ไม่ยอมเซ็น นายจ้างได้ยึดพาสปอร์ตไว้ ซึ่งขณะนี้ยังมีแรงงานไทยอีกกว่า 30 ชีวิตที่ยังรอการช่วยเหลือ

keyboard_arrow_up