แม่ชวนลูกฆ่าตัวตายยกบ้าน ท้อจน ยากแค้น โชคดี ในหลวงทรงช่วยได้ (คลิป)

วันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 9849 หมู่ 9 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านกาชาดเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ นางวาสนา โพธิ์ทอง แม่ค้าก๋วยเตี๋ยว อายุ 54 ปี ได้รับพระราชทานตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา หลังเขียนจดหมายถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระองค์

นางวาสนา โพธิ์ทอง แม่ค้าก๋วยเตี๋ยว

นางวาสนา ได้เล่าถึงเรื่องราวที่จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต เมื่อตัดสินใจเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องจากครอบครัวลำบากยากจน มีรายได้จากการขายก๋วยเตี๋ยว เพียงวันละ 200-300 บาท ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัว เพราะตนมีลูก 7 คน ซึ่งพิการทางสมองไป 5 คน จึงทำให้ชาวบ้านบางคนเกิดความรังเกียจ ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ ยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ต้องเช่าบ้านพัก และต้องย้ายไปยังที่ต่างๆ พร้อมกับหอบลูกไปเหมือนกับคนเร่ร่อน เคยนอนตามป้ายรถประจำทาง หรืออาศัยนอนในวัด และขอข้าวคนอื่นกิน

บ้านพระราชทาน

นางวาสนา เปิดใจอีกว่า ลำบากจนท้อ ถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ เคยชวนลูกๆ กินยาฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้ง แต่ลูกสาวกลัว จึงไม่กล้าลงมือเพราะสงสารลูก คิดว่าชาตินี้คงไม่มีที่อยู่ ไม่มีปัญญาสร้างบ้านได้ แต่เป็นห่วงว่า หากตัวเองตายไปลูกๆ จะอยู่อย่างไร

จึงตัดสินใจเขียนจดหมาย ขอบ้านจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2554 คิดว่าท่านเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนคนธรรมดาอย่างตน โดยเขียนจดหมายด้วยดินสอ ลงบนเศษกระดาษเก่าๆ ส่งถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก่อนส่งตนก็ยกมือไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน และภาวนาให้พระองค์ได้รับจดหมายฉบับนี้ เพราะขณะนั้นพระองค์ท่านทรงพระประชวร อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

จดหมายตอบกลับจากสำนักพระราชวัง

จนกระทั่งหนึ่งเดือนผ่านไป ได้มีจดหมายตอบกลับจากสำนักพระราชวังว่า เรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณาสร้างบ้านให้ เมื่อตนได้อ่านจดหมายก็ดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ไม่คิดว่าจดหมายจากประชาชนคนจน จะส่งถึงพระมหากษัตริย์ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ขนาดนี้

หลังจากนั้น 1 เดือน หน่วยงานราชการก็ได้ทำการสร้างบ้านพระราชทานหลังนี้จนเสร็จ และได้รับมอบในวันที่ 19 ตุลาคม 2554 พร้อมทั้งมีพระมหากรุณาธิคุณมอบเงินจำนวน 30,000 บาท เพื่อช่วยเหลือในการนำมาตั้งตัวประกอบอาชีพ และยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง เข้ามาเยี่ยมเยียนสอบถามความเป็นอยู่โดยตลอด ถามไถ่ถึงความลำบาก ที่อยากให้ช่วยเหลือ แต่คิดว่าแค่นี้ก็ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งแล้ว จึงตอบกลับไปว่า ไม่ต้องการสิ่งใดอีก สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว

นอกจากนี้ ตนยังได้รับพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จากสำนักราชเลขาธิการ หมายเลข 00134 นำมาติดไว้ที่ฝาผนังบ้าน ซึ่งตนจะกราบไหว้ทุกวันก่อนออกไปค้าขาย

นางวาสนาและลูก ๆ

ขณะเดียวกัน นางวาสนา บอกอีกว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเหมือนความฝัน เพราะไม่เคยคาดฝันว่าจะเป็นเรื่องจริง ซึ่งครอบครัวตนไม่เคยมีบ้านอยู่ แต่ตอนนี้มีบ้านอยู่เป็นของเราเอง ลูกมีที่หลับนอน และตั้งแต่ที่ได้บ้านหลังนี้มา ครอบครัวก็มีความสุข แม้ทุกวันนี้จะยังกินข้าววัดอยู่ก็ตาม

ทั้งนี้ ตนพูดกับลูกเสมอว่า ถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เราก็คงไม่มีวันนี้ ตนไม่เคยลืมพระองค์ท่านเลย น้ำตาไหลทุกครั้งเมื่อเห็นพระองค์ท่านในโทรทัศน์ ถ้าไม่มีพระองค์ท่าน ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวจะเป็นอย่างไร จะสามารถมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้หรือไม่

keyboard_arrow_up