รอดตายเพราะในหลวง! เปิดใจ สาวพิการ เจ๊งหมดตัว ชีวิตเปลี่ยนด้วย จม.ที่ส่งให้พระองค์ (คลิป)

วันที่ 18 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ น.ส.อรธีรา รสหอม หรือ “น้องส้ม” อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้เล่าเรื่องราวสุดประทับใจเกี่ยวกับพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ฟังว่า ตอนที่ตนอายุ 13 ปี ประสบอุบัติถูกรถสิบล้อฝ่าไฟแดง พุ่งมาชนรถจักรยานยนต์ที่ตนเองซ้อนท้ายอยู่ รถสิบล้อได้ลากไปไกลประมาณ 100 เมตร และยังถูกไฟคลอกจนบาดเจ็บสาหัส สลบไป 9 วัน อยู่พักรักษาตัวที่ห้องไอซียู อีก 19 วัน ขณะนั้นต้องเปลี่ยนโรงพยาบาลถึง 3 แห่ง และผ่าตัดไปกว่า 20 ครั้ง แพทย์ต้องตัดมือข้างซ้าย นิ้วก้อยข้างขวา ใบหูข้างขวา และขาข้างขวาทิ้ง เนื่องจากติดเชื้อ

แพทย์ทุกโรงพยาบาลบอกครอบครัวให้ทำใจ เพราะอย่างไรก็ไม่รอด แต่คุณแม่ไม่ยอมแพ้ ดิ้นรนหาเงินมารักษา จนครอบครัวเป็นหนี้ครั้งใหญ่ ต้องขายบ้าน ขายที่ดิน และไปกู้เงินมาเป็นค่ารักษาตัว ทำให้คุณแม่ อับจนหมดหนทาง คิดว่าไม่มีใครที่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้อีกแล้ว

น.ส.อรธีรา บอกว่า ขณะนั้นจึงนึกถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คิดว่าพระองค์ท่านเป็นเทวดา เวลาดูข่าวในพระราชสำนัก เห็นคนป่วยที่พระองค์ท่านช่วยเหลือ จะรอดจากอาการป่วย และมีความเป็นอยู่ที่ดีแม่จึงเขียนจดหมายเพื่อถวายฎีกา โดยเป็นการเขียนข้อความธรรมดาไม่มีคำราชาศัพท์เลย

ขณะเดียวกัน แม่ตนคิดว่าจดหมายที่เขียนส่งไปถึงพระองค์ท่าน คงมีจำนวนมาก คิดว่าจะทำอย่างไรให้จดหมายฉบับดังกล่าว ถึงพระองค์ท่านเร็วที่สุด จึงนำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาวางไว้บริเวณหัวเตียงที่โรงพยาบาล แล้วบอกให้ตนอธิษฐานถึงพระองค์ท่าน ซึ่งตอนนั้นตนไม่สามารถพนมมือกราบไหว้ได้ ทำได้เพียงนอนเฉยๆ แล้วอธิษฐานขอบุญบารมีจากพระองค์ ส่วนคุณแม่ก็ตักบาตรทุกวัน เพื่อให้พระองค์ท่านช่วยเหลือครอบครัวตน

จดหมายที่เขียนถึงในหลวง

หลังจากนั้นผ่านไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ได้รับจดหมายตอบกลับจากสำนักราชเลขาธิการ ว่าพระองค์ท่านรับตนเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ตนจึงได้รับการรักษาอย่างดี จนอาการปลอดภัยในที่สุด

“น้องส้ม” เปิดเผยอีกว่า สูญเสียร่างกายยอมรับว่ารู้สึกท้อ กลัวเป็นภาระให้ครอบครัว และคิดว่าถ้าตื่นมาเจอสภาพตนเช่นนี้ ตายไปยังดีเสียกว่า แต่แม่พูดกับตนว่า “ครึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ให้แม่ได้ไหม ตอนนี้ในหลวงท่านรับรู้เรื่องของหนูแล้วนะ อยากให้หนูสู้ๆ” นาทีนั้นเหมือนพระองค์ท่าน มาต่อลมหายใจให้

นอกจากนี้ น.ส.อรธีรา ยังได้รับทุนพระราชทาน จนเรียนจบการศึกษา ระดับชั้นปริญญาตรี และยังได้ทุนประกอบอาชีพ ชีวิตมีวันนี้ได้ก็เพราะพระองค์ท่าน

น.ส.อรธีรา รสหอม หรือ “น้องส้ม”

“น้องส้ม” ยอมรับเมื่อก่อนเคยคิดว่าเป็นคนโชคร้ายที่สุด เมื่อต้องเป็นคนพิการ แต่ความคิดเปลี่ยนไปแล้ว เพราะตนโชคดีมากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน แม้ว่าจะสูญเสียร่างกายไป แต่ไม่รู้สึกเสียดาย ส่วนชีวิตที่เหลือ จะตอบแทนด้วยการเรียนให้จบ เป็นคนดีของสังคม เดินตามรอยเท้าของพระองค์ อยากเป็นแขนขาของพระองค์ และขอทำความดีตลอดไป

 

keyboard_arrow_up