จากนี้ขอเริ่มต้นชีวิตใหม่ ‘แพะคดีฉกเพชร’ เตรียมเปลี่ยนชื่อ! ยันจำหน้า ตร.ที่ซ้อมได้ไม่มีวันลืม! (คลิป)

แพะคดีฉกเพชร 15 ล้านบาท เดินทางไปลงบันทึกประจำวัน ยืนยันไม่เคยนำสำเนาบัตรประชาชนไปใช้ในทางที่มิชอบ ระบุอยากเปลี่ยนชื่อใหม่ เพราะชื่อเดิมทำให้ต้องติดคุก เผยอย่างช้ำใจว่าจำหน้าตำรวจที่ซ้อมได้ดีไม่เคยลืม จากนี้ขอเริ่มต้นชีวิตใหม่

นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ พ่อค้าไก่ทอด ชาว จ.นครพนม ผู้ที่เคยตกเป็นแพะในคดีฉกเพชร 15 ล้านบาท ได้รับอิสรภาพวานนี้ ได้เดินทางมายัง สน.บางบอน เพื่อลงบันทึกประจำวัน ว่าหากมีบุคคลใดแอบอ้างนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายพิสิษฐ์ ไปดำเนินการทางธุรกรรม หรือดำเนินการใดๆ ในทางมิชอบ ตั้งแต่ก่อนเข้าเรือนจำ จนได้รับการปล่อยตัว ไม่ใช่ตนเอง จึงมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

นายพิสิษฐ์ กล่าวหลังลงบันทึกประจำวันเสร็จสิ้นว่า ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ และยืนยันว่าตนไม่ได้นำไปใช้ทางผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการลงบันทึกประจำวันเท่านั้น ยังไม่ได้มีการแจ้งความเอาผิดต่อบุคคลใด

นายพิสิษฐ์ เล่าว่า หลังจากได้รับการปล่อยตัวออกมา เมื่อคืนนี้เป็นคืนแรกที่ได้นอนกับครอบครัว แต่ก็ยังนอนไม่ค่อยหลับ เนื่องจากยังชินกับการนอนในเรือนจำ ที่เปิดไฟนอน มีแสงสว่างส่อง และยังตื่นเต้นดีใจที่ได้รับอิสรภาพหลังรอคอยมานานกว่า 7 เดือน 10 วัน กว่าจะนอนหลับก็ประมาณ ตี 1-2 แล้ว

และเมื่อคืนนี้ก็ได้คุยโทรศัพท์กับลูกชายวัย 14 ปี ที่อยู่ จ.นครพนม แต่ยังไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะวันนี้ลูกชายสอบวันสุดท้าย จึงอยากให้ลูกมีสมาธิในการสอบ ซึ่งลูกชายดีใจมาก แล้วก็บอกกับตนว่าให้สู้ ๆ ที่ผ่านมาลูกก็เข้าใจและเชื่อว่าตนไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา

นายพิสิษฐ์ บอกด้วยว่า ยังจดจำ ตำรวจ 3 นาย ที่พาตนไปซ้อมที่รีสอร์ทได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นตำรวจจากสังกัด สน.ใด รู้เพียงแค่ว่ามาจากกรุงเทพ พร้อมเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังด้วยว่า ถูกนำตัวไปซ้อมที่รีสอร์ทแรก นานประมาณ 4 ชั่วโมง และนำตัวไปอีกรีสอร์ทแห่งหนึ่ง อีกประมาณ 2 ชั่วโมง ทำได้เพียงแค่ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ซึ่งตนก็บอกได้แค่ว่าตนไม่รู้ เพราะตนไม่ได้ทำ ส่วนการที่ตนเสนอขอวีดีโอคอลกับผู้เสียหาย ตนก็คิดว่าจะเป็นหนทางเดียว ที่ยืนยันได้ว่าตนไม่ได้ทำ หากผู้เสียหายได้เห็นหน้าชัดๆ แต่คำแรกที่ผู้เสียหายพูดก็คือ “มึงเอาเพชรกูไปไว้ที่ไหน” ซึ่งตนพยายามบอกว่า ว่าคุณนายดูให้ชัดๆ แต่ผู้เสียหายก็ยังยืนยันว่าเป็นตน ตนก็คุยไปร้องไห้ไป เพราะเมื่อผู้เสียหายยืนยันแบบนี้ ก็ต้องถูกจับแน่นอน ได้คุยเพียงประมาณ 1 นาที ก็วางสายไป

หลังได้รับอิสรภาพปล่อยตัวออกมา ขณะนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใด ติดต่อมาเพื่อขอโทษ หรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ ตนก็อยากให้ตำรวจเหล่านั้นที่จับตนเข้าคุก ออกมารับผิดชอบบ้าง ส่วนเรื่องการเปลี่ยนชื่อใหม่นั้น นายพิสิษฐ์บอกว่า อยากเปลี่ยน เพราะชื่อนี้ทำให้ตนติดคุก แต่ก็ต้องคุยกับแม่ และภรรยาก่อนว่าจะมีความเห็นอย่างไร หลังจากนี้ยังไม่ได้วางแผนว่าจะทำอะไรต่อไป แต่ค่อย ๆ ทำไปตามขั้นตอน ที่ทางกระทรวงยุติธรรมได้แนะนำ และอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่

ด้านว่าที่ร้อยตรี ศักดิ์ศิริ สวัสดิโภชา ทนายความ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการจะฟ้องร้องตำรวจแต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอดูก่อนว่าฝ่ายโจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลหรือไม่ ซึ่งมีระยะเวลา 30 วัน หลังจากนั้นจึงจะมาปรึกษากันอีกที ว่าครอบครัวของนายพิสิษฐ์จะเดินการอย่างไร.

 

keyboard_arrow_up