‘…เขาอาจป่วยจริงก็ได้’ นักวิชาการให้ความเห็นทางกฎหมายกรณี ‘ยิ่งลักษณ์’ เบี้ยวศาล ไม่ส่งผลต่อคำพิพากษา (คลิป)

กรณีทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นเรื่องต่อศาลว่า จำเลยไม่สามารถเดินทางมาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ โดยอ้างเหตุผลว่า น้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ศาลได้อนุมัติหมายจับจำเลยและปรับนายประกันเต็มสัญญา พร้อมกับเลื่อนฟังคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 27 ก.ย. 2560

ในแง่ของกฎหมายมีผลกระทบต่อรูปคดีนี้อย่างไร โดย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ภาควิชานิติศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การไม่มาปรากฏตัวของน.ส. ยิ่งลักษณ์ ในวันนี้ ไม่ส่งผลต่อรูปคดีในเรื่องที่ได้พิจารณากันไปแล้ว ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนได้ลงความเห็นทำคำวินิจฉัยกลางเรียบร้อย รอเพียงให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาปรากฏตัวในการอ่านคำพิพากษาครั้งถัดไป (27 ก.ย.) หากยังไม่มาปรากฏตัว ก็ต้องพิจารณากันอีกครั้งว่า สามารถอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยได้หรือไม่ หากเป็นการพิจารณาภายใต้กฎหมายเดิมนั้น หากยังไม่พ้นสิทธิ์อุทธรณ์ก็ไม่สามารถอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยได้ แต่ถ้าหากพิจารณาภายใต้กฎหมายใหม่ ศาลสามารถอ่านคำพิพากษาได้เลย โดยคำพิพากษาที่ออกมาแล้วนั้น จะไม่มีการนำกรณีไม่มาปรากฏตัวไปตัดสินเพิ่มโทษ หรือแก้ไขคำพิพากษาแต่อย่างใด

รศ.ดร.เจษฏร์ ยังให้ความเห็นกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มาปรากฏตัวที่ศาลว่า อาจเกิดจากอาการป่วยจริงก็ได้ เพราะหากเป็นเหตุสุดวิสัยก็เป็นเรื่องที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ควรให้ความเป็นธรรมกับจำเลยด้วย แต่ถ้าหากไม่ได้ป่วยจริง หรือมีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะไม่มาฟังคำพิพากษา ก็คงมีการพิจารณาไว้อย่างถี่ถ้วนแล้ว เพราะนับจากวันแถลงปิดคดีวันที่ 1 ส.ค. 60 ก็นับเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน หากเป็นเช่นนั้นเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งมหากาพย์ทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในกรณีการออกหมายจับนั้น หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรากฏตัวต่อสาธารณชนก่อนกำหนดการอ่านคำพิพากษาครั้งถัดไปวันที่ 27 ก.ย. จะต้องดำเนินการจับกุมตัว แต่จากนั้นจะปล่อยตัวชั่วคราว ประกันตัว หรือยกเลิกหมายจับ ก็ต้องดำเนินการกันอีกครั้งในภายหลัง และกรณีการไม่มาปรากฏตัวนี้ไม่ได้ส่งผลต่อการดำเนินคดีทางแพ่ง หรือการอายัดทรัพย์แต่อย่างใด

keyboard_arrow_up