อดีตซีล เผยนาทีทรหดดำน้ำถ้ำหลวง เส้นทางสุดยาก แต่ไม่ท้อ ตั้งปณิธานช่วย 13 หมูป่า (คลิป)

หลังจบภารกิจการช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีมหมูป่า อะคาเดมี จำนวน 13 คน ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลได้สำเร็จครบทั้งหมด เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10 ก.ค. 61

ทีมหมูป่า ในห้องปลอดเชื้อของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

วันที่ 11 ก.ค. 61 เวลา 18.02 น. นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการ ศอร. นำแถลงข่าวภารกิจการค้นหาช่วยเหลือทีมหมูป่า ทั้ง 13 คน พร้อมเปิดภาพล่าสุด อาการของทีมหมูป่าที่พักรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยน้อง ๆ มีท่าทีแข็งแรง ชูมือสองนิ้ว และทักทายญาติ ๆ ที่มาเข้าเยี่ยมผ่านกระจกกั้น

นาวาอากาศโท ไชยนันท์ พีระณรงค์ อดีตหน่วยซีล

นาวาอากาศโท ไชยนันท์ พีระณรงค์ อดีตหน่วยซีล เปิดเผยว่า หากเปรียบเทียบจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และเหตุการณ์ปัจจุบัน การทำงานมีความยากง่ายแตกต่างกันหรือไม่นั้น พูดง่ายๆว่าครั้งนี้ถือว่างานยากที่สุด ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ในเมืองไทย และไม่เคยคิดว่าจะเกิด ที่ผ่านมาหน่วยซีลก็จะทำกู้ภัยเหตุต่างๆ ได้อย่างดาย แต่กับเหตุการณ์นี้ อุปกรณ์หลายอย่างยังใช้งานได้บางส่วน แต่โดยหลักแล้วก็ต้องใช้กำลังและความสามารถ คือเหตุการณ์ในครั้งนี้ทุกคนต้องทำให้สิ่งที่มองไม่เห็น และรับฟังข้อมูลจากชาวบ้านมาล้วนๆ แต่ในส่วนที่พ้นน้ำก็พอมองได้ แต่ส่วนที่อยู่ในน้ำ ก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าเป็นยังไง เพราะทุกคนมีหน้าที่ดำน้ำอย่างเดียว

ส่วนการทำงานครั้งนี้ถือว่าจะต้องพึ่งความสามารถส่วนบุคคลจริงๆ คือจะต้องรู้ว่าการดำน้ำจะต้องไปทางไหน กลับออกมาทางไหน และรักษาตัวยังไง เพราะการทำงานในถ้ำ ไม่เหมือนในทะเลที่เป็นพื้นที่เปิด ที่สามารถนำเครื่องมือ หรือเทคโนโลยีไปช่วยได้ แต่ในถ้ำอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์เข้าไม่ได้เลย เพราะการแบก การขน ยังไงก็ต้องใช้กำลัง

นาวาอากาศโท ไชยนันท์ พีระณรงค์ อดีตหน่วยซีล พูดคุยกับทีมข่าว

ส่วนหลายๆคนอาจจะมองว่าการดำน้ำคือสิ่งที่ง่ายนั้น ตนอยากจะบอกว่า หากดำน้ำดูปะการังธรรมดา ใครก็ทำได้ บางคนอาจจะใช้เวลาในการเรียนรู้แค่ 2 ชั่งโมงด้วยซ้ำ แต่ถ้าดำโดยมีความรู้ความเข้าใจ หรือการหายใจใต้น้ำ หรือการแก้ไขปัญหาใต้น้ำ มันก็ถือว่าเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ที่ผู้ที่สนใจเรื่องการดำน้ำจะต้องเรียนรู้ สำหรับกรณีของเด็กๆทั้ง 13 ชีวิตนั้น ก็สอนให้ดำน้ำระดับหนึ่ง

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น สิ่งที่ยากที่สุดในการเข้าช่วยเหลือนั้น คือ เส้นทาง ซึ่งไม่ใช่ทางเดินปกติ แต่เป็นโขดหิน ซอกหิน และปริมาณน้ำขึ้นสูงตลอดเวลา โดยทุกคนมีเป้าหมายว่า จะทำยังไง เพื่อให้เจอน้อง และนำน้องออกมา ส่วนปณิธานที่มาทำภารกิจนี้ ตนเชื่อว่าทุกคนเอาใจช่วยอยู่ ซึ่งตนก็เป็น 1 ในนั้น ถ้าเป็นไปได้ ตนก็อยากจะเอาเด็กออกมาให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม และไม่เคยมีความรู้สึกท้อถอย เพราะคิดเสมอว่า “ชีวิตเขา ชีวิตเราเหมือนกัน เพราะคนเฝ้ารอตลอดเวลา”

ทั้งนี้ อยากจะฝากว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ก็น่าจะป็นบทเรียนให้กับหน่วยงานต่างๆ ตนเชื่อว่าหน่วยงานของไทยมีความสามารถเยอะ และคนไทยทุกคนมีความสามัคคีกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมาก และอยากให้นำบทเรียนครั้งนี้ไปแก้ให้เป็นประโยชน์ และอย่าให้เกิดขึ้นอีก รวมทั้งให้ความรู้กับเด็กเสมอว่าในการทำอะไรซักอย่าง จะเกิดอันตรายหรือไม่ และผู้ใหญ่เองก็ควรจะให้คำแนะนำด้วย

keyboard_arrow_up