“ดร.วรัชญ์” จี้สื่อหน้าถ้ำ ระมัดระวังการนำเสนอ ห่วงละเมิดสิทธิ์เด็กหมูป่า แนะปรับตัว (คลิป)

กรณีเกิดการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนในการปฏิบัติหน้าที่นำเสนอข่าวปฏิบัติการช่วยเหลือเยาวชนและโค้ชทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี จำนวน 13 คน ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง เขตวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 61 ปรากฏภาพสำนักข่าวแห่งหนึ่งใช้เครื่องบินโดรนบินขึ้นถ่ายภาพในเส้นทางเดียวกันกับเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ลำเลียงผู้ประสบภัยส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาล ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสียงสนทนาจากวิทยุสื่อสารของเจ้าหน้าที่มาเผยแพร่ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ด้วย ทำให้ถูกวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 61 สำนักข่าวทั้ง 2 สำนัก ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นแล้ว

ภาพที่สำนักข่าวแห่งหนึ่งโดรนบินขึ้นถ่ายภาพขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังบินขนส่งผู้ป่วย

ด้าน ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า สื่อมวลชนเป็นส่วนสำคัญในการนำเสนอข่าวตั้งแต่วันแรกที่ทีมหมูป่าติดอยู่ในถ้ำหลวง โดยมีสื่อมวลชนบางสำนักกีดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ จนต้องขอความร่วมมือและจัดระเบียบสื่อมวลชน โดยหลังจากจัดระเบียบในช่วงแรกก็ดีขึ้น ต่อมาเมื่อมีข่าวการช่วยเหลือทีมหมูป่า ส่วนตัวก็คาดการณ์ล่วงหน้าว่าเมื่อเจ้าหน้าที่พาหมูป่าออกจากถ้ำ สื่อมวลชนก็จะแย่งกันสัมภาษณ์ อาจก่อให้เกิดความเครียดและความกดดันกับผู้ประสบภัย ที่จะต้องรักษาสุขภาพ และพักฟื้น หรืออาจสัมภาษณ์อาการจากเพื่อน โค้ช หรือครอบครัว ซึ่งเห็นได้ว่าโดนสื่อรุมหรือตั้งคำถามในสิ่งที่ก้าวล่วงความเป็นส่วนตัวของแหล่งข่าว

โดยหลังจากที่มีข่าวว่า เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติการพาทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำ ตนเองได้คุยกับครอบครัวและเพื่อน เนื่องจากตนเองเป็นอาจารย์นิเทศศาสตร์ ก็คิดว่าควรทำอะไรที่ช่วยแนะแนวทางในการทำงานของสื่อ ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ สื่อควรปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของทีมหมูป่า โดยมีกฎหมายและอนุสัญญาของสหประชาชาติคอยคุ้มครองในฐานะเป็นเด็ก

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ผศ.ดร.วรัชญ์ กล่าวต่อีกว่า ข้อเรียกร้องที่ตัวเองโพสต์บนเฟซบุ๊คส่วนตัว เป็นเพียงข้อเรียกร้องในฐานะของประชาชนทั่วไป ที่ต้องการให้สื่อมีจริยธรรมในการนำเสนอข่าวสาร ส่วนตัวไม่ได้บอกว่าสื่อไม่มีจริยธรรม แต่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า หากสื่อปฏิบัติงานโดยไม่มีกรอบหรือหลักเกณฑ์ในการยึดถือปฏิบัติและเตือนใจในการทำงานว่าสิ่งใดควรหรือสิ่งใดไม่ควรกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่ที่โรงพยาบาลหรือช่วงการลำเลียง แต่ยังส่งผลไปถึงช่วงหลังจากที่ที่หมูป่าออกจากโรงพยาบาลแล้ว อีกสิ่งหนึ่ง คือ สื่อไม่ควรไปก้าวก่ายในชีวิตของเด็ก หรือติดตามทำข่าวเด็กถึงหน้าบ้าน เพราะจะส่งผลให้เกิดความเครียด จึงเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจและระมัดระวัง เพราะการทำงานของสื่อหลายครั้งก็ทำให้ประชาชนสงสัยว่า แท้จริงแล้วสื่อเป็นที่พึ่งหรือเป็นอุปสรรคในการทำงานของเจ้าหน้าที่

ผศ.ดร.วรัชญ์ กล่าวว่า ขณะนี้ความสำคัญอันดับแรกคือ เรื่องการช่วยเหลือ สื่อมีหน้าที่รายงานข่าว สื่อที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นที่พึ่งให้ประชาชน ในแง่ของข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนอยากรู้ เพื่อเป็นการให้กำลังใจให้เกิดความสบายใจคลายความเครียด ดังนั้นสื่อต้องไม่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือชีวิต โดยผู้อำนวยการศูนย์จะเป็นผู้แถลง ดังนั้นเรื่องความเร็วจึงไม่จำเป็นอีกอีกต่อไป

นอกจากนี้ สิ่งที่สื่อไม่ควรที่จะกระทำคือ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดหรือความกดดัน หรือตั้งคำถามในเชิงที่ต้องการหาผู้กระทำผิด หรือตอกย้ำบาดแผล เพราะสิ่งที่ยังไม่รู้คือทีมหมูป่าที่ออกมาจะมีบาดแผลทางจิตใจหรือไม่ ดังนั้นไม่ควรตั้งคำถามย้ำในสิ่งที่จะก่อให้เกิด บาดแผลทางจิตใจ เช่น ขณะที่อยู่ในถ้ำกลัวบ้างหรือไม่ ฝันร้ายหรือไม่ รวมถึงตั้งคำถามย้ำว่าทำไมต้องเข้าไปในถ้ำ รู้หรือไม่เข้าไปแล้วทำให้คนเดือดร้อน เป็นต้น

keyboard_arrow_up