พรรคไทยรักษาชาติ ม้ามืดเลือกตั้ง 2562 พลิกประวัติศาสตร์การเมืองไทย (คลิป)

วินาทีที่หัวหน้าพรรคพร้อมแกนนำบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นเอกสารบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีต่อ กกต. ถือเป็นห้วงเวลาประวัติศาสตร์ที่คนทั้งประเทศแทบหยุดหายใจ ท่ามกลางกระแสข่าวที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับบุคคลปริศนา ที่พรรคเสนอรายชื่อเป็นแคนดิเดตผู้นำประเทศ

แถลงการณ์พรรคไทยรักษาชาติ

แต่กว่าจะกลายเป็นพรรคม้ามืดในวันนี้ ไทยรักษาชาติได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายยุคหลายสมัย พรรคไทยรักษาชาติ เดิมก่อตั้งขึ้นในปี 2552 โดยใช้ชื่อว่าพรรครัฐไทย มีนายเอกสิทธิ์ เจาฑานนท์ และนาย ศิรเมศร์ เสถียรรุจิกานนท์ เป็นหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคคนแรก ต่อมาในปี 2556 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคไทยรวมพลัง และเคยส่งผู้สมัครลงสู้ศึกเลือกตั้งในปี 2554 ไม่ได้ที่นั่งในสภาแม้แต่ที่นั่งเดียว ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พรรคไทยรวมพลัง ไม่ได้มีบทบาทในเวทีการเมืองมากนัก จนกระทั่งศึกเลือกตั้งขยับเข้าใกล้

ในการประชุมใหญ่ของพรรคไทยรวมพลัง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2561 ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนชื่อเป็น พรรคไทยรักษาชาติ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า พรรคจะเป็นหนึ่งในพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย เนื่องจากมีอดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีของเพื่อไทยจำนวนหนึ่งเตรียมย้ายมาสังกัด

จนกระทั่ง 1 เดือนให้หลัง ที่ประชุมมีมติเลือกร้อยโทปรีชาพล พงษ์พานิช และนายมิตติ ติยะไพรัช เป็นหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคคนใหม่ พร้อมเปิดตัวสมาชิกรุ่นใหม่ ซึ่งดูเหมือนจะขนเอาบรรดาทายาทนักการเมืองดังมาสมัคร ไม่ว่าจะเป็นนายฤภพ ชินวัตร หลานชายของนายทักษิณ ชินวัตร นายมิตติ ติยะไพรัช บุตรชายของนายยงยุทธ ติยะไพรัช นายต้น ณ ระนอง บุตรชายนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง และน.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ บุตรสาวนางเยาวเรศ ชินวัตร พร้อมแต่งตั้งนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะทำงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหลังการเปิดตัวในนามไทยรักษาชาติ ทางพรรคก็ไม่ได้มีกระแสมากนัก เมื่อเทียบกับพรรครุ่นเก่าอย่างเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ เพราะผู้สมัครส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในเวทีการเมือง

พรรคไทยรักษาชาติ ยื่นเสนรอรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ

จนกระทั่งในวันนี้ ที่บัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวได้รับการเปิดเผย ทำให้ทุกสายตาทั้งในและนอกประเทศต่างจับจ้องที่พรรคม้ามืดพรรคนี้ ว่าจะสร้างปรากฏการณ์ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงได้มากขนาดไหน และกว่าจะถึง 24 มีนาคม 2562 การเมืองไทยจะต้องเผชิญอุปสรรคใดอีกหรือไม่

keyboard_arrow_up