เตือนไม่ฟัง!! โซเชียลฉะ นทท. “เหยียบ-ยืนพิง” ต้นจามจุรียักษ์อายุ 100 ปี เพราะอยากถ่ายรูป

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ มะเหมี่ยว ปฐมบัวทอง โพสต์เรื่องราวผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก หลงเต็นท์ ที่เผยให้เห็นภาพของนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่กำลังยืนพิง และเหยียบบริเวณโคนต้นของต้นจามจุรียักษ์อายุกว่า 100 ปี พร้อมระบุข้อความว่า…เศร้าใจ คนไทยแท้ๆไม่อ่านหรือดูชาวบ้านที่เขาปฏิบัติกันเลย.”ห้ามลง ห้ามถูต้นจามจุรียักษ์” กว่าเขาจะชุ่มฉ่ำเขียวขจี ได้ขนาดนี้ นอกจากนี้ ผู้โพสต์ยังบอกอีกด้วยว่า…มีการตะโกนบอกแล้ว และเจ้าหน้าที่ก็ตะโกนบอกพวกเขาก็ยังเฉย ทางด้านผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นๆ ก็พากันวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ ทั้งนี้ ต้นจามจุรียักษ์ต้นดังกล่าว ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญอีกหนึ่งแห่งของ จ.กาญจนบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ต.เกาะสำโรง อ.เมืองกาญจนบุรี โดยในแต่ละปีจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาถ่ายภาพคู่กับต้นจามจุรียักษ์ ซึ่งเมื่อก่อนยังไม่ได้มีการปิดป้ายห้าม แต่ปัจจุบันเพื่อช่วยรักษาต้นจามจุรียักษ์ จึงมีการทำทางเดิน รวมถึงปิดป้ายห้ามลง ห้ามถู เพื่อป้องกันความเสียหายต่อต้นจามจุรียักษ์ต้นนี้

หรือว่านี่จะเป็นบ้านเมืองของพวกเรา ที่อาจเกิดขึ้นในอีกเกือบ 100 ปีข้างหน้า

อย่างที่เราๆ คงทราบกันดี ว่าโลกทุกวันนี้มีปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากมาย ที่ทำให้หลายๆ ฝ่ายวิเคราะห์ไปในทิศทางต่างๆ กันออกไป แต่ส่วนใหญ่มักจินตนาการถึงโลกที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยอีกต่อไป แต่ถึงจะมีข้อมูลที่ว่าเปิดเผยมาเท่าไหร่ จากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาก็ยืนยันได้ว่ามนุษย์เราสามารถหาทางออกให้ตัวเองได้เสมอ อย่างเช่นรูปร่างของบ้านเมืองในปี ค.ศ. 2116 ที่อาจจะมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อมนุษย์ได้สร้างสิ่งต่างๆ เพื่อเตรียมเผชิญกับสภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจนยากเกินจะคาดเดาได้ ไม่มีใครรู้ว่าโอกาสที่น้ำจะท่วมโลกจนเมืองใหญ่ต้องจมอยู่ใต้น้ำนั้นมีมากแค่ไหน แต่ก็ไม่แน่ว่ามนุษย์เราอาจสร้างโดรนขนาดยักษ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้เป็นเรือชูชีพสำหรับอยู่ในโลกที่หันไปทางไหนก็มีแต่น้ำ หรือบางทีเราอาจไม่คิดฝืนชะตากรรมเรื่องน้ำท่วมโลก แต่ปรับตัวโดยการย้ายถิ่นฐานจากบนดิน ลงไปสร้างเมืองอยู่ใต้น้ำแทน และก็ไม่แน่ว่ามนุษย์เราอาจจะยอมแพ้ต่อภัยธรรมชาติบนโลก และเตรียมอพยพไปอยู่ในดาวดวงอื่นอย่างเช่น บนดวงจันทร์ หรือดาวอังคาร เป็นการชั่วคราว เพื่อรอให้สักวันนึงโลกของเราฟื้นตัวและเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของมวลมนุษยชาติอีกครั้ง แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า…โลกของเราอาจไม่เจอเรื่องร้ายๆ อะไรเลยก็ได้ และทำให้มนุษย์มีโอกาสพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อรองรับการอยู่อาศัยในโลกใบให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และบางทีเราอาจจะสร้างเทคโนโลยีสุดไฮเทคต่างๆ ที่โลกทุกวันนี้ได้แค่ฝัน ให้กลายเป็นจริงขึ้นมาก็ได้  

แม้จะผ่านมานานกว่า 100 ปี แต่ร่องรอยจาก ‘สงครามโลกครั้งที่ 1’ ยังคงอยู่

ร่องรอยความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ยังคงอยู่ แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปกว่า 100 ปีแล้วก็ตาม

ไม่ใช่แค่กล้องวงจรปิดที่เป็นดัมมี่ แต่ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว ‘รถถังดัมมี่’ ก็มีเหมือนกัน

อย่างที่เคยเป็นข่าวคราวใหญ่โตเมื่อช่วงหลายปีที่ผ่าน เกี่ยวกับกล้องวงจรปิดแบบ ‘ดัมมี่’ ที่ทำขึ้นมาเพื่อตบตาและสร้างความกลัวให้โจรขโมยเผลอคิดไปว่ามีกล้องที่จับภาพได้ แต่ความจริงแล้วข้างในนั้นไม่มีอะไรอยู่เลย จนอาจมีหลายต่อหลายคนที่เชื่อว่านี่เป็นเทคนิคการตบตาแบบใหม่ ที่เพิ่มคิดค้นได้ในยุคนี้ แต่ถ้าลองย้อนกลับไปในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เทคนิคตบตานี้ก็เคยถูกงัดเอามาใช้ในยุทธวิธีทางทหารเช่นกัน และถูกแสดงออกมาในรูปของ รถถังดัมมี่ หรือ รถถังปลอม นั่นเอง อาจฟังดูไม่มีเหตุผลอะไรที่ทหารจะต้องยอมทำอะไรแบบนี้ แต่เนื่องจากวัตถุดิบหลักในการสร้างรถถังนั้นคือเหล็ก ซึ่งในอดีตนั้นมีราคาที่สูงมาก และการสร้างรถถังจริงๆ สักคันนั้นใช้งบประมาณและเวลาพอสมควร แต่เพื่อเป็นการข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม และแสดงความน่าเกรงขามด้านยุทโธปกรณ์ ทำให้รถถังเหล่านี้ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งเพื่อใช่ในแง่จิตวิทยา และถูกส่งไปในสนามรบจริงๆ เพื่อใช้เป็นเป้าล่อในการระบุตำแหน่งของฝ่ายตรงข้าม หรือเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพราะถึงจะยิงไม่ได้แถมไม่ได้หุ้มเกราะจริงๆ แต่ลำพังเพียงรูปลักษณ์ที่คล้ายกับรถถังจริงๆ ก็เพียงพอจะทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวในแสนยานุภาพได้แล้ว ที่มา – mashable.com

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว ที่คือกรุงมอสโกใบแบบที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

แม้จะเป็นเมืองหลวงของประเทศรัสเซีย และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน การศึกษา และ การเดินทางของประเทศ ทั้งยังเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในยุโรป แต่ครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1712 พระเจ้าซาร์ปีเตอร์มหาราชได้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงมอสโกไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแทน จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 เลนินได้ย้ายเมืองหลวงกลับมายังมอสโกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1918 ซึ่งยังคงเป็นเมืองหลวงมาจนถึงปัจจุบัน และแน่นอนว่าสภาพบ้านเมืองของรัสเซียในยุคสมัยนั้นย่อมแตกต่างจากภาพถ่ายหรือประสบการณ์ของใครหลายๆ คนที่เคยมาแน่ อย่างเช่นภาพถ่ายเก่าๆ ในปี ค.ศ. 1920 หรือเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว ที่สะท้อนให้เห็นว่ากรุงมอสโกนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ปัจจุบันรัสเซียถือได้ว่าเป้นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับที่ 11 ของโลก และมีงบประมาณทางทหารมากที่สุดอันดับที่ 5 ของโลก ที่สำคัญคือรัสเซียยังนับเป็นหนึ่งในห้า ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่ได้รับการรับรองอยู่ในครอบครอง และยังมีคลังแสงอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย จึงทำให้ทุกความเคลื่อนไหวบนเวทีการเมืองโลกของประเทศนี้น่าจำตามองอย่างปฎิเสธไม่ได้ ที่มา – klyker.com / wikipedia.org

keyboard_arrow_up