เกลือนั้นดีและมีประโยชน์ แต่อย่ารับประทานเกินวันละ 5 กรัม

เกลือนั้นเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลก และความเค็มเองก็เป็นรสชาติพื้นฐานของมนุษย์ และยังเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงรสที่เก่าแก่ที่สุดและหาได้ง่ายที่สุดของมนุษย์ด้วย จึงไม่แปลกที่ในหลายๆ วัฒนธรรมจะมีการนำเกลือมาใช้ในการถนอมอาหารให้สามารถเก็บได้นานขึ้น อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบมากเกินไป อาจทำให้เสี่ยงต่อโรคต่อๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงของกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงแนะนำว่าผู้ใหญ่ควรบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน เพื่อสุขภาพที่ดี และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ

เช็ค 5 เหตุผล ที่เราไม่ควรขับรถบนพื้นที่ “ไหล่ทาง”

อาจเพราะด้วยการจราจรที่คับคั่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไม่เว้นแม้กระทั่งบนสะพานหรือทางด่วน จึงทำให้หลายครั้งเรามักจะเห็นรถที่เปิดเลนใหม่ด้านซ้ายสุดหรือใช้ไหล่ทางเป็นช่องจราจร เพื่อให้สามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว โดยลืมคำนึงไปว่าการกระทำดังกล่าวจะผิดกฎหมายหรือเสี่ยงต่อความปลอดภัยหรือไม่ เพราะตามหลัก พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 103 ได้ระบุว่า…ทางใดที่มีทางเท้าหรือมีไหล่ทางอยู่ข้างทางมีไว้สำหรับให้คนเดินเท้าเข้าไปใช้เท่านั้น รวมทั้งยังมีไว้สำหรับจอดรถกรณีฉุกเฉินเพื่อไม่ให้กีดขวางช่องทางจราจร ยกเว้นแต่กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเข้าไปโบกให้รถสามารถวิ่งได้เพื่อเป็นการระบายการจราจร แต่ผู้ขับขี่ก็จะต้องใช้ช่องทางด้วยความระมัดระวัง นอกจากในเรื่องของข้อกฎหมายที่ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรู้แล้ว ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่พื้นที่ไหล่ทางไม่ได้มีไว้ให้ใช้ได้ตลอด (ไม่เว้นแม้แต่รถโล่งๆ) ตัวอย่างเช่น… 1. มีรถจอดหรือสิ่งกีดขวาง – ไหล่ทางเป็นช่องทางฉุกเฉินใช้สำหรับกรณีให้รถเสียจอดโดยให้จอดชิดขอบทางด้านซ้ายให้มากที่สุด ก่อนจะเคลื่อนย้ายรถออกให้พ้นทาง ดังนั้นบนไหล่ทางจึงอาจมีรถยนต์จอดเสีย, จอดหลับ และจอดหลงทาง ฉะนั้นการขับรถบนไหล่ทางทั้งการแซง การเปิดเลนพิเศษเอง หรือจะคร่อมเลนก็ตาม ย่อมมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ 2. ผิวถนนไม่ปลอดภัย – ไหล่ทางมักเป็นบริเวณที่มีสิ่งสกปรกต่างๆ ทั้งเศษวัสดุก่อสร้าง ฝุ่นผง คราบน้ำ แอ่งน้ำ ฝุ่นทราย ที่เกิดจากริมทางหรือจากรถบรรทุก สะสมบนพื้นผิว อาจเปียกลื่น เป็นสาเหตุให้รถเสียหลักได้ หากขับผ่านไปด้วยความเร็ว 3. ต้องไปเบียดหรือปาดหน้ารถคันอื่น – คงไม่มีใครชอบการโดน “ปาด-เบียด-แทรก” เวลาขับรถ และการอยู่บนพื้นที่ไหล่ทางนั้น ผู้ขับย่อมรู้แก่ใจว่าจะต้องขับขึ้นไปด้านหน้ารถที่แซงมา และก็ขอทางเข้ากลับช่องทางปกติ […]

ครั้งเดียวเกินพอ!! รวมผลงานสุดพลาด ของคนที่ไม่ควรเข้าครัวอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้การทำอาหารจะเป็นเรื่องของทักษะที่สามารถเรียนรู้และฝึกกันได้ แถมทุกวันนี้ยังมีคู่มือและคำแนะนำมากมายที่สามารถหาชมได้มากมาย ทั้งในแบบของหนังสือ และสื่อบนโลกออนไลนื แต่อย่างนั้นก็ยังมีคนอีกมากที่ดูเหมือนจะเหมาะเป็นผู้กินมากกว่าเป็นคนลงมือทำ เพราะนอกจากจะกลายเป็นอาหารที่กินไม่ได้แล้ว ยังอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่รอบๆ อย่างเช่นผลงานสุดพลาดข้างล่างนี้ ที่มา – acidcow.com

อยู่ให้เป็นช่วงกินเจ กับ 7 ข้อปฏิบัติที่ไม่ควรทำในเทศกาลนี้

นอกจากเรื่องอาหารการกินที่คนอยากกินเจต้องระมัดระวังและเลือกสรรกันสักหน่อยแล้ว ยังมีข้อปฏิบัติอีกๆ ที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน สำหรับคนที่ต้องการทำตามหลักประเพณีของเทศกาลนี้ให้ได้อย่างครบถ้วน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น เราลองมาดูไปพร้อมๆ กันเลย 1. งดเนื้อ : ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์แปรรูปหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ในช่วงนี้ก็คงต้องยอมเว้นไปก่อน 2. งดนมเนย : แม้จะไม่ใช้เนื้อสัตว์ แต่เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากสัตว์ ก็ไม่สามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน 3. งดอาหารรสจัด : โดยปกติอาหารเจมักจะมีปรุงให้เพียงพอมีรสชาติเท่านั้น จะไม่หนักไปทางไหนทางหนึ่งมากจนเกินไป ดังนั้นควรเลือกสักนิดก่อนตัดสินใจซื้อ หรือทางที่ดีก็ปรุงเอง 4. งดผักและเครื่องเทศบางชนิด : แม้จะไม่ใช่เนื้อสัตว์ แต่ก็มีผักบางชนิดที่เป็นข้อห้ามในการนำมาทำอาหารเจ (อ่านเพิ่มเติมที่ : ไม่อยาก ‘เจแตก’ ต้องระวัง กับ 5 ผักต้องห้ามที่ไม่ควรใช้ประกอบอาหารเจ) 5. แยกจานชามและอุปกรณ์ปรุงอาหาร : หลายคนอาจไม่ซีเรียสกับเรื่องนี้ แต่ในกรณีที่ต้องใจจะทำให้ครบถ้วน ก็ควรแยกอุปกรณ์ที่ใช้ปรุงและใส่อาหารทั่วกับอาหารเจออกจากัน 6. งดเครื่องดื่มมึนเมา : คงไม่ต้องอธิบายมากมาย เพราะเป้าหมายของเทศกาลนี้คือการชำระกายใจให้บริสุทธิ์ 7. ห้ามดับตะเตียงทั้ง 9 ดวง : ตามศาลเจ้า […]

ไม่อยาก ‘เจแตก’ ต้องระวัง กับ 5 ผักต้องห้ามที่ไม่ควรใช้ประกอบอาหารเจ

กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลกินเจ ที่ใครหลายๆ คนก็ใช้ช่วงโอกาสนี้ในการงดทานเนื้อสัตว์ และหันมาละเว้นชีวิตด้วยการกินผักเป็นอาหารจานหลัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าผักที่ขายอยู่ในท้องตลาดจะสามารถนำมาทำเป็นอาหารเจอได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราลองมาดูกันสักหน่อยดีกว่า ว่ามีผักอะไรบ้างที่ต้องระวัง หากไม่อยาก ‘เจแตก’ ก่อนหมดเทศกาล ต้นหอม : แม้จะเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ใช้ในหลายเมนูอาหาร ทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นช่วยขับลม แก้อาหารท้องอืด และแก้อาการปวดประจำเดือนได้ แต่ด้วยกลิ่นที่แรงสักหน่อย ทั้งให้ไม่นิยมนำมาใช้ในการทำอาหารเจ กระเทียม : อีกหนึ่งวัตถุดิบชั้นดีที่นิยมใช้ปรุงรสและกลิ่นในอาหารจำนวนมาก และยังมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลภายในเลือดด้วย แต่ก็เช่นเดียวกับหัวหอมที่มีกลิ่นเฉพาะตัวรุนแรง ทำให้กระเทียมเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ถูกตัดทิ้งไปในการทำอาหารเจ กระเทียมโทนจีน : ไม่จะมีกลิ่นอ่อนกว่า แต่ก็ไม่รอดจากข้อกำหนดของการทำอาหารเจ เพราะเป็นวัตถุดิบที่ทำให้อาหารมีกลิ่นหอมแรงขึ้น อีกทั้งยังมีการแปรรูปเป็นอาหารหมักดอง ซึ่งขัดกับหลักของการกินเจ กุยช่าย : แม้จะเหมาะมากที่จะนำมาปรุงอาหารร่วมกับตับและเครื่องใน เพราะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ง่ายขึ้น แต่เนื่องจากกลิ่นที่ค่อนข้างแรง ทำให้ต้องเลี่ยงที่จะไม่นำมาใช้ในการทำอาหารเจ ใบยาสูบ : นอกจากใช้สูบแล้ว ใบยาสูบยังสามารถนำมาปรุงอาหารบางชนิดด้วย แต่เนื่องจากเข้าข่ายการเป็นสิ่งเสพที่ทำให้เกิดความมึนเมา จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ทำอาหารเจ

keyboard_arrow_up