“ขนมโตเกียว” ของกินเล่นแบบไทยๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากญี่ปุ่น

หากใครไปญี่ปุ่น และพยายามเดินตามหา “ขนมโตเกียว” มาลองชิมล่ะก็ งานนี้คงจะต้องผิดหวังอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะขนมที่ว่านี้เป็นไอเดียไทยประดิษฐ์โดยแท้ เพียงแต่ได้แรงบันดาลใจมาจากขนมญี่ปุ่นที่หน้าตาคล้ายๆ กันอย่าง ขนมโดะระยะกิ (บ้างก็ว่าเป็นขนมยะสึฮะชิ) นั่นคือการใช้แป้งแพนเค้กบางๆ ที่ผ่านการทำให้สุกบนเตาร้อนๆ แล้วม้วนห่อไส้ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายไส้ เช่น ไส้กรอก, ไข่นกกระทา, ไส้ครีมรสหวานต่าง ๆ รวมถึงอาจจะมีไส้พิเศษในบางร้าน เช่น ชีส, บิ๊กไบค์, ไก่ยอ หรือแม้กระทั่งเนื้อปลาแซลมอนก็มี แม้จะยังไม่ทราบที่มาแน่ชัดของขนมชนิดนี้ (แม้กระทั่งขนมที่เป็นแรงบันดาลใจก็ยังมีข้อมูลไม่ตรงกัน) แต่จากข้อมูลในนิตยสาร HEALTH & CUISINE ปีที่ 16 Vol. 188 ได้ระบุว่า ขนมโตเกียวนั้นมีการนำขายในประเทศไทยเมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2510 ที่ห้างสรรพสินค้าไทยไดมารู ซึ่งเป็นกิจการห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่นมาเปิดดำเนินกิจการครั้งแรกในประเทศไทย และได้รับความนิยมเป็นมาก เพราะเป็นสถานที่แห่งแรกในประเทศไทยที่มีบันไดเลื่อนและเครื่องปรับอากาศ เชื่อว่าจุดกำเนิดของขนมโตเกียวมาจากการที่มีผู้ขายอยู่ที่ห้างแห่งนี้ โดยดัดแปลงมาจากขนมโดะระยะกิของญี่ปุ่น แล้วตั้งชื่อขนมของตนเองที่ทำขึ้นใหม่นี้ว่า “ขนมโตเกียว” เนื่องจากไทยไดมารูนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นรวมถึงอาหารด้วย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นแต่อย่างใด ปัจจุบัน ขนมโตเกียวกลายเป็นของกินเล่นที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งในแบบของร้านที่มีการตั้งขายเป็นหลักแหล่ง และในแบบในร้านรถเข็นตามชุมชน และมีการพัฒนารูปแบบการทำไปอีกหลายรูปแบบ […]

“โลมา” สัตว์ทะเลสุดเป็นมิตร และมีสติปัญญาใกล้เคียงมนุษย์ แต่กลับถูกลากอวนขึ้นเรือประมงไทย

กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์บนเรือประมงไทย ที่กำลังนำโลมาจำนวนหลายตัวขึ้นเรือประมง บางตัวถูกทิ้งลงทะเล และบางส่วนก็ตาย ซึ่งทางด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่ากรมประมงต้องหาเรือต้นเหตุมาลงโทษคนทำผิด อีกทั้งในทางกฎหมายไทยยังระบุด้วยว่า โลมาเป็นสัตว์คุ้มครอง และ พ.ร.บ.สงวนคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 โทษรุนแรงมากกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ปรับ 4 หมื่นจำคุก 4 ปีอีกต่อไปแล้ว โลมา (Dolphin) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจำพวกหนึ่ง อาศัยอยู่ทั้งในทะเล, น้ำจืด และน้ำกร่อย มีรูปร่างคล้ายปลา คือ มีครีบ มีหาง แต่โลมามิใช่ปลา เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีรก จัดอยู่ในอันดับวาฬและโลมา (Cetacea) ซึ่งประกอบไปด้วย วาฬและโลมา ซึ่งโลมาจะมีขนาดเล็กกว่าวาฬมาก และจัดอยู่ในกลุ่มวาฬมีฟัน (Odontoceti) เท่านั้น ทั้งยังเป็นสัตว์ที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่าเฉลียวฉลาด มีความเป็นมิตรกับมนุษย์ และมักมีเรื่องราวเกี่ยวกับการช่วยชีวิตมนุษย์เมื่อยามเรือแตก จนกลายเป็นตำนานหรือเรื่องเล่าขานทั่วไป โลมาส่วนใหญ่มีอุปนิสัยอยู่รวมกันเป็นฝูง บางฝูงอาจมีจำนวนมากถึงหลักพันถึงหลายพันตัว ว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว รวมถึงสามารถกระโดดหมุนตัวขึ้นเหนือน้ำได้ ชอบว่ายน้ำขนาบข้างหรือว่ายแข่งไปกับเรือ พบกระจัดกระจายทั่วไปในมหาสมุทรโดยทั่วไป ลักษณะของโลมาที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ มีรูปร่างเพรียวยาวคล้ายตอร์ปิโดหรือกระสวย […]

หยุดมโน!! นริศโรจน์ ยัน “วิน ดีเซล” ไม่ได้มาไทย แต่ใช้สตันท์แมนวัยเกือบ 80 แทน

จากกรณีที่มีแฟนหนัง และสื่อมวลชนชาวไทย ได้เผยแพร่ภาพและข่าวคราวการยกกองเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ดัง fast and furious ภาคที่ 9 ในประเทศไทย และพบว่ามีหลายสื่อรายงานกระแสข่าวดังกล่าวกันอย่างต่อเนื่อง แต่ภายหลังได้มีการตรวจสอบพบว่ามีทั้งข่าวจริงและไม่จริงมากมายถูกเผยแพร่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นภาพจากกองถ่ายที่ระบุว่าเป็นฉากในบ้านเรา รวมไปถึงการเดินทางเข้ามาของนักแสดงชื่อดังบางส่วน ล่าสุด เมื่อนวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา ประธานคณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ และวีดิทัศน์จากต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่พิจารณาอนุญาตให้ Fast and Furious 9 เข้ามาถ่ายทำในไทย ได้โพสต์ข้อความและภาพของชายชราซึ่งเป็นสตันท์แมนของ วิน ดีเซล ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าทั้ง วิน ดีเซล และ เจสัน สเตธัม ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง ไม่ได้เดินทางเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้แต่อย่างใด ทั้งนี้ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล ได้โพสต์ข้อความดังกล่าวโดยมีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้… ช่วงนี้ข่าวเกี่ยวกับการถ่ายทำ FF9 ในไทย ค่อนข้างสับสน และมีสื่อต่างๆจับเอาข่าวเก่า ข่าวจากแหล่งอื่นมาจับแพะชนแกะ จนมั่วไปหมด ผมในฐานะที่เป็น ประธานคณะกก.พิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย […]

เปิดเบื้องหลังงานประเพณี “แห่เทียนพรรษา” กว่าจะเป็นขบวนประกวดสุดตื่นตา

อีกมีประเพณีหนึ่งที่สืบเนื่องในวันเข้าพรรษาและสืบทอดกันเรื่อยมาอย่างต่อเนื่องนั่นคือ ประเพณีหล่อเทียนพรรษา ที่เปิดให้พระภิกษุและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์ซึ่งเทียนพรรษาสามารถอยู่ได้ตลอด 3 เดือน และเป็นกุศลทานอย่างหนึ่งในการให้ทานด้วยแสงสว่าง ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนามาเป็นงานประเพณี “ประกวดเทียนพรรษา” ของแต่ละจังหวัดโดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ การถวายเทียนพรรษาโดยแกะสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ นั้น มีมาแต่โบราณ โดยในอดีตนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาถือเป็นพิธีสำคัญที่ชาวพุทธจะมารวมตัวกันนำขี้ผึ้งมาหลอมรวมเป็นแท่งเทียนเพื่อถวายแก่พระสงฆ์ แต่ในปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่จะนิยมการซื้อหาเทียนพรรษาจากร้านสังฆภัณฑ์ โดยบางส่วนมีการปรับเปลี่ยนไปซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างถวายแก่พระสงฆ์แทนด้วย ซึ่งนับเป็นการปรับเปลี่ยนที่ได้ประโยชน์แก่พระสงฆ์โดยตรง เพราะปัจจุบันไม่ได้มีการนำเทียนมาจุดเพื่ออ่านหนังสืออีกแล้ว พระสงฆ์คงนำเทียนไปจุดบูชาตามอุโบสถวิหารเท่านั้น สำหรับเทียนแกะสลักที่ปรากฏว่ามีการจัดทำประกวดกันเป็นเรื่องราวใหญ่โตในปัจจุบันนั้น พึ่งเริ่มมีเมื่อปี พ.ศ. 2483 ในจังหวัดอุบลราชธานี โดยนายโพธิ์ ส่งศรี ได้เริ่มทำแม่พิมพ์ปูนซีเมนต์เพื่อหล่อขี้ผึ้งเป็นทำลวดลายไทยไปประดับติดพิมพ์บนเทียนพรรษา นับเป็นการจัดทำเทียนพรรษาแกะสลักของช่างราษฏร์เป็นครั้งแรก และนายสวน คูณผล ได้ทำลวดลายนูนสลับสีต่างๆ เข้าประกวดจนชนะเลิศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 จึงเริ่มมีการทำเทียนพรรษาติดพิมพ์ประกวดแบบพิสดารโดยนายประดับ ก้อนแก้ว คือทำเป็นรูปพุทธประวัติติดพิมพ์จนได้รับรางวัลชนะเลิศติดต่อกันมาหลายปี จนปี พ.ศ. 2502 นายคำหมา แสงงาม ช่างแกะสลัก ได้ทำเทียนพรรษาแบบแกะสลักมาประกวดเป็นครั้งแรกจนได้รับรางวัลชนะเลิศ จากนั้นจึงได้มีการแยกประเภทการประกวดต้นเทียนเป็นสองแบบคือ ประเภทติดพิมพ์ และประเภทแกะสลัก จนในช่วงหลังปี พ.ศ. 2511 นายอุตสาห์ และนายสมัย แสงวิจิตร […]

เปิดประวัติ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” อาหารง่ายๆ ที่ยอดขายพุ่งช่วงครึ่งปีแรกในไทย

จากกรณีที่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ได้เปิดเผยถึงภาพรวมของมาม่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2562 โดยระบุว่า ตลาดรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท มีการเติบโตถึง 6% จากปกติที่เติบโตเพียง 1-2% สะท้อนให้เห็นกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงล่าง โดยภาพรวมของมาม่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 62 มียอดขายรวมอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท ซึ่งเติบโตจากครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมาถึง 11.6% บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดย โมโมฟุคุ อันโดะ จากบริษัท นิสชิน ฟูดส์ ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสภาพของประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม และต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จากการที่ได้เห็นชาวญี่ปุ่นต้องเข้าแถวรอรับแจกขนมปังจากรัฐบาล แต่คนเหล่านั้นไม่มีความสุข โมะโมะฟุคุจึงคิดที่จะหาอาหารที่ชาวญี่ปุ่นสามารถรับประทานได้ในราคาถูกและเป็นที่ชื่นชอบด้วย และพบว่าแท้จริงแล้วคือ ราเม็ง หรือบะหมี่ โมโมฟุคุได้พัฒนากระบวนการผลิตเส้นบะหมี่โดยการทอด และอบแห้งเป็นการถนอมอาหารที่สามารถนำกลับมารับประทานได้อีกครั้งเมื่อเติมน้ำร้อน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางจำหน่ายครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมือวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ชิกิง ราเมง” […]

ซึมซับเสน่ห์ความเป็นไทย ในงาน กรุงเก่า เล่าใหม่ ตอน อโยธยา ๒๕๖๒

เซ็นทรัลพัฒนา ชวนซึมซับเสน่ห์ความเป็นไทยร่วมสมัย กับงาน กรุงเก่า เล่าใหม่ ตอน อโยธยา 2562 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น จัดแคมเปญ กรุงเก่า เล่าใหม่ ตอน อโยธยา 2562 เทียบท่าอาหารไทยโบราณในสไตล์ร่วมสมัยดื่มด่ำกับบรรยกาศย้อนยุคสมัยอโยธยา ที่ผสมผสานความทันสมัยอย่างลงตัว รวบรวมอาหารไทยคาวหวาน ข้าวของ เครื่องใช้ และ ขนมไทยโบราณ หาทานยาก อาทิเช่น บุหลันดั้นเมฆ ขนมเหนียวดังโงะ สัมปันนี ขนม 4 ถ้วย (ประกอบด้วย ขนมไข่กบ นกปล่อย นางลอย อ้ายตื้อ) ทองเอก กระเช้าสีดา ขนมหม้อตาล เป็นต้น บุฟเฟ่ต์ขนมไทย ที่มีให้เลือกกว่า 20 ชนิด จากร้านบ้านขนมไทยชาววัง by Chatchanok เสริมเสน่ห์ปลายจวักกับกิจกรรมเวิร์คช็อป ทำขนมไทยจากร้านเสน่ห์ Sane Café and […]

เปิดประวัติ “ผัดกะเพรา” อาหารตามสั่งแบบไทยๆ ที่ดังไกลถึงญี่ปุ่น

อีกหนึ่งเมนูตามสั่ง ที่หลายๆ คนยกให้เป็น “อาหารสิ้นคิด” ที่หากใครนึกไม่ออกว่าจะกินอะไร ก็แค่ได้เป็นร้านอาหารตามสั่ง แล้วสั่ง “ผัดกะเพรา” มารับประทานสักจาน ก็ได้อิ่มสบายท้องไปอีกหนึ่งมื้อแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า…เมนูไทยๆ จนนี้ เพิ่งจะเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ในช่วงปี พ.ศ. 2500 นี้เอง ผัดกะเพรา เป็นอาหารจานเดียวของไทยที่ได้รับความนิยมที่สุดจานหนึ่งที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยวัตถุดิบหลักคือ เนื้อสัตว์ พริก กระเทียม ใบกะเพรา แต่ภายหลังได้มีบางร้านเติมถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน และหอมหัวใหญ่ ลงไปด้วย ซึ่งก็มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชื่นชอบกับไอเดียนี้ และพยายามเรียกร้องให้ผัดกะเพราต้องใส่ใบกะเพราเท่านั้น สำหรับเนื้อสัตว์ที่นำมาใช้ในเมนูผัดกะเพรานั้นมีด้วยกันหลายชนิด ตั้งแต่เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว กุ้ง ปลาหมึก หรือแม้แต่ ปลา หอยแมลงภู่ เนื้อปู วิธีการปรุง ใช้วิธีการผัดวัตถุดิบเข้าไปด้วยกัน มีการปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล บ้างใส่ผงชูรส ซีอิ๊วดำ พริกไทยป่น เติมน้ำสต๊อกพอให้ขลุกขลิก รับประทานกับข้าวสวย อาจกินด้วยกับไข่ดาว มีน้ำปลาพริกเป็นเครื่องปรุงให้รสหอมและเผ็ดขึ้น ความเป็นมาของกะเพราในเมืองไทยนั้น สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี พ.ศ. 2230 […]

รัฐบาลลาวดันส่งออก “ไฟฟ้า” ป้อนลูกค้ารายใหญ่ “ไทย-เวียดนาม”

รัฐบาลลาว เล็งขยายกำลังการส่งออกไฟฟ้าให้ลูกค้ารายใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย-เวียดนาม หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทม์ส รายงานว่า รัฐบาลลาวเห็นชอบที่จะขายไฟฟ้า 5,000 เมกะวัตต์ ให้แก่เวียดนาม ขณะที่ปัจจุบันลาวส่งออกไฟฟ้าให้เวียดนามราว 300 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะจัดส่งพลังงาน 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2563 รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองของลาว ระบุ นอกจากนั้นลาวยังเห็นชอบการลงนามข้อตกลงการค้าไฟฟ้ากับไทยอีก 4 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะขายไฟฟ้า 2,357 เมกะวัตต์ของกำลังการผลิตติดตั้งภายในสิ้นปีนี้ และลาวได้ปรับราคาการค้าไฟฟ้าและเพิ่มการส่งออกไฟฟ้าแก่ไทย รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ยังกล่าวว่า ลาวเห็นชอบที่จะขายไฟฟ้า 9,000 เมกะวัตต์ให้แก่ไทย ที่ปัจจุบันจัดส่งอยู่ที่ 4,260 เมกะวัตต์ แต่จะเพิ่มปริมาณขึ้นที่ 7,000 เมกะวัตต์ในปี 2563 และ 9,000 เมกะวัตต์ในปี 2568 นอกจากนั้น ทางการลาวยังเห็นชอบที่จะลงนามข้อตกลงว่าด้วยการค้าไฟฟ้าใน 4 โครงการกับไทย โดยลาวได้ปรับปรุงราคาซื้อขายไฟฟ้าและเพิ่มการส่งออกไฟฟ้าให้แก่ไทยด้วย ปัจจุบันลาวส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับแรงดันไฟฟ้า 115 กิโลโวลต์ และกำลังพิจารณาที่จะเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อขายพลังงานผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับแรงดันไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ และ 500 […]

ฤา จะถึงคราวสูญพันธุ์!? เมื่อ “ปลาบึก” ไม่มีเหลือในธรรมชาติ และปลาส่วนใหญ่เกิดจากการ “ผสมเทียม”

แม้จะฟังดูไม่น่าเชื่อ เพราะไม่ว่าจะในตลาดปลา หรือแม้แต่ในร้านอาหาร ก็ล้วนแต่สามารถหาปลาบึก ทั้งที่ตายแล้ว หรือยังมีชีวิตอยู่ได้ไม่ยาก แต่ส่งหนึ่งที่ทั้งนักชิมและคนเลี้ยงปลาบางส่วนอาจยังไม่ทราบ นั่นคือปลายักษ์จากแม่น้ำโขงที่เราเห็นกันทุกวันนี้ล้วนแต่เกิดจากการ “ผสมเทียม” ทั้งสิ้น จากข้อมูลของ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ซึ่งได้เปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับสถิติการจับปลาบึกในช่วงปี 2529-2538 ที่สามารถจับปลาบึกได้รวมกันถึง 362 ตัว ในขณะที่ช่วงปี 2539-2549 หรือหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนบริเวณต้นแม่น้ำโขง พบว่าสามารถจับปลาบึกรวมกันได้เพียง 48 ตัวเท่านั้น จากข้อมูลดังกล่าวทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ขวางกั้นลำน้ำโขง ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายพันธุ์ของปลาบึกหรือไม่? เพราะนอกจากปลาบึกขนาดใหญ่ที่พร้อมผสมพันธุ์ที่จับได้นั้น ยังไม่เคยมีใครพบเห็นลูกปลาบึกในธรรมชาติเลย ปัจจุบัน ปลาบึกที่มีขาย หรือแม้แต่ที่ถูกจับได้จากธรรมชาตินั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการผสมเทียมโดยกรมประมงทั้งสิ้น และลูกปลาเหล่านั้นจะถูกนำไปปล่อยไปในแหล่งน้ำหลายแห่งในประเทศ อาทิ เขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา, เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี, บ่อน้ำภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เป็นต้น โดยมีการกำหนดให้จับได้เป็นช่วงระยะเวลาและปริมาณที่ชัดเจน เช่น ที่เขื่อนแก่งกระจานมีการปล่อยปลาบึกลงไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 มีกำหนดในช่วงปลายปีถึงต้นปี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ที่น้ำจะมีอุณหภูมิเย็น ปลาบึกจะลอยตัวขึ้นมาบริเวณผิวน้ำเพื่อเล่นน้ำ ทำให้จับได้ง่าย โดยธรรมชาติแล้ว ปลาบึก นั้นอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงตั้งแต่ประเทศจีน, ลาว, […]

เกาหลีใต้ จ่อใช้ระบบ ETA คัดกรองนักท่องเที่ยว สกัด “ผีน้อยไทย” ลักลอบเข้าประเทศ

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ มีการเผยแพร่ข่าวการประชุมหารือด้านการกงสุลไทย – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 4 โดย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ในระดับประชาชนอยู่ในระดับที่ดี โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางมาไทยประมาณ 1.8 ล้านคนต่อปี และนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเกาหลีใต้ประมาณ 5 แสนคนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีที่ใกล้ชิดและดำเนินมาครบ 60 ปีแล้ว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองบุคคลตั้งแต่ต้นทางเพื่อคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวโดยสุจริต เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนคนไทยที่ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีเป็นจำนวนมากประมาณ 14๐,๐๐๐ คน โดยภายหลังสิ้นสุดการดำเนินมาตรการผ่อนปรนของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีที่ให้แรงงานต่างชาติที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายเดินทางกลับประเทศโดยไม่ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้กระทำผิด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 31 มีนาคม 2562 ยังมีคนไทยที่อยู่อย่างผิดกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีถึงร้อยละ 39 ของจำนวนคนต่างชาติทั้งหมดที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลี โดยสาธารณรัฐเกาหลีก็จะบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบเข้ามาทำงานและนำคนเข้ามาทำงานผิดกฎหมายให้มากขึ้น ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความคืบหน้าของการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงแรงงานกับกระทรวงยุติธรรมสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในการอำนวยความสะดวกการโยกย้ายถิ่นฐานแบบปกติและการป้องกันการจ้างงานผิดกฎหมายของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งนี้ ร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะเป็นความร่วมมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันของหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศอย่างเป็นทางการ ในโอกาสนี้ฝ่ายไทยได้หารือกับฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อแสวงหาช่องทางการรับแรงงานไทยไปทำงานอย่างถูกกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีเพิ่มเติมจากระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (Employment Permit System – […]

เปิดประวัติ “รถเมล์นายเลิศ” รถโดยสารประจำทางสายแรกของไทย

รถเมล์นายเลิศ หรือ รถเมล์ขาว เป็นรถโดยสารประจำทางสายแรกของไทย ผู้ริเริ่มคือ พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ นายเลิศ เศรษฐบุตร เริ่มจากกิจการบริการรถม้าเช่า ซึ่งนายเลิศเป็นผู้ออกแบบตัวรถเอง โดยคิดค่าโดยสารสำหรับรถม้าเดี่ยวชั่วโมงละ 75 สตางค์ รถม้าคู่ชั่วโมงละ 1 บาท แต่นายเลิศเห็นว่าเป็นการทรมานสัตว์ จึงคิดเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2453 รถเมล์นายเลิศมีลักษณะเฉพาะคือ ทาสีขาวทั้งคัน มีตราประจำรถเป็นรูปขนมกง นายเลิศเป็นผู้ออกแบบตัวถังรถเมล์ด้วยตัวเอง โดยเขียนแบบด้วยชอล์กบนพื้นปูน ให้ช่างไม้ชาวเซี่ยงไฮ้เป็นผู้ต่อ โดยใช้เครื่องยนต์ที่สั่งซื้อมาจากประเทศอังกฤษ นายเลิศมีนโยบายในการเดินรถว่า “สุภาพ ซื่อสัตย์ ประหยัด ทันใจ เอากำไรแต่น้อย บริการผู้มีรายได้น้อย” รถเมล์สายแรกของนายเลิศ วิ่งจากประตูน้ำไปสี่พระยา เมื่อกิจการเจริญก้าวหน้าจึงขยายออกไปจนเกือบทั่วกรุงเทพมหานคร คนทั่วไปเรียกรถของนายเลิศว่า “รถเมล์ขาว” ตามสีของรถ ต่อมานายเลิศได้ริเริ่มบริการเรือเมล์ที่ชาวบ้านเรียก “เรือขาว” รับส่งผู้โดยสารตามคลองแสนแสบ ผ่านหนองจอก มีนบุรี แล้วมาสุดทางที่ประตูน้ำ เชื่อมโยงกับเส้นทางของรถเมล์ขาว กิจการนี้เป็นที่ประทับใจของคนทั่วไป และสร้างชื่อเสียงให้นายเลิศอย่างมาก กิจการรถเมล์นายเลิศ ดำเนินการมานานถึง 70 ปี […]

เปิดความสัมพันธ์ “ไทย-ฝรั่งเศส” เมื่อ “คนไทยบางกลุ่ม” จวกเหตุไฟไหม้เพราะ “บาปกรรม”

กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความสลดใจไปทั่วโลก เมื่อ มหาวิหารนอร์ทเทอร์-ดาม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ในช่วงเย็นของวันจันทร์ (ที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ในขณะที่มีการซ่อมแซมปรับปรุงตัวอาคารของมหาวิวหารอายุกว่า 850 ปี ทำให้เห็นกลุ่มควันพวยพุ่งเหนืออาคารสไตล์กอทิกเก่าแก่ และมีรายงานว่ารัฐบาลและเอกชน เพิ่งระดมทุนเมื่อปีที่แล้ว เพื่อปรับปรุงตัวโบสถ์ที่ทรุดโทรมหนัก ซึ่งอาจต้องมีการระดมทุนจากทั่วโลกอีกครั้งเพื่อสร้างและซ่อมแซมมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ (อ่านเพิ่มเติม : เปิดประวัติ “มหาวิหารนอร์ทเทอร์-ดาม” แห่งกรุงปารีส ก่อนจะลุกไหม้ในกองเพลิง / ย้อนชมความงาม “มหาวิหารนอร์ทเทอร์-ดาม” ก่อนจะลุกไหม้ในกองเพลิง) อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสียใจและข้อความให้กำลังใจมากมายจากทั่วโลก พบว่าหลังเหตุการณ์ดังกล่าวยังมีคนไทยจำนวนมากที่แสดงความเห็นในโลกออนไลน์ที่ชวนหดหู่ ต่อการสูญเสียมหาวิหารแห่งนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจากความคึกคะนอง หรือด้วยทัศนคติที่มีต่อประเทศและสถานนี้แห่งนี้จริงๆ แต่ความสัมพันธ์ของไทยกับฝรั่งเศสนั้นมีมากยาวนานเกินกว่าที่คอมเมนท์ และความเห็นของชาวเน็ตบางส่วนแสดงออกมาเป็นอย่างมาก และจากข้อมูลของ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ได้อธิบายความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเอาไว้ดังนี้… ไทยกับฝรั่งเศสเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งได้ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามเมื่อปี พ.ศ. 2228 ต่อมา ราชทูตสยาม (โกษาปาน) ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ […]

หาก “ปูสีฟ้า” ระบาดมาถึงไทย มันจะกลายเป็นเมนูอะไรได้บ้าง!?

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อนักวิทยาศาสตร์จาก University of Alicante Marine Research Centre (CIMAR) ในประเทศสเปน ได้พบการระบาดของ ปูสีฟ้า (Blue Crab) ที่ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่กลับมาแพร่พันธุ์ใน Ebro Delta ทางเหนือของสเปนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปูตัวหนึ่งวางไข่ได้ถึง 8,000,000 ฟอง ภายใน 2 ปี โดยมีระยะเวลาตั้งท้อง 30-50 วัน ส่งผลให้จำนวนปูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกมันตะกละเป็นอย่างมาก สามารถกินได้ตั้งแต่ปูท้องถิ่นหรือแม้กระทั่งพวกเดียวกันเอง ด้วยเหตุนี้เองทำให้ปูสีฟ้าเริ่มส่งผลกระทบต่อการประมงในประเทศ เพราะพวกมันสามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมดูเหมือนจะเป็นการหาวิธีจับพวกมันให้ได้เยอะที่สุด โดยการออกใบอนุญาตให้ชาวประมงสามารถใช้ตะกร้าหรือกรงที่เอาไว้จับปูโดยเฉพาะได้มากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลพบว่าในหนึ่งสัปดาห์จำนวนปูสีฟ้าที่จับได้ทั้งหมดมีน้ำหนักรวมมากกว่า 12 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปูที่จับได้ตลอดทั้งปี 2017 ฟังมาถึงตรงนี้ คงเป็นที่แน่นอนแล้วว่าวิธีปรายสายพันธุ์ต่างถิ่นทั้งหลายคงหนึ่งไม่พ้นการนำมันมาทำอาหารแน่ และพี่น้องชาวไทยทั้งหลายคงแอบหวังให้เจ้าปูสีฟ้ารีบๆ ระบาดมาไทยสักที เพื่อจะได้มอบชะตากรรมแบบเดียวกับตั๊กแตนปาทังก้า หอยเชอรี่ และปลาซัคเกอร์ ให้กับมัน แถมดูเหมือนเราจะมีเมนูเอาไว้ต้อนรับพวกมันเอาไว้เยอะเลยทีเดียว เอามาต้มเป็นแกงน้ำข้นแบบนี้ดีมั้ย   หรือจะเอามาผัดพริกไทยดำดี   ผัดผงกะหรี่ก็เข้าท่านะ   […]

ไม่ใช่ของจีน ไม่ใช่ของไทย แล้ว “ขนมจีน” เป็นของใคร!?

เรียกได้ว่าอาหารที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป และยังถูกนำมาใช้ในหลากหลายเมนู แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัย ว่า “ขนมจีน” ที่เราเรียกๆ กันนั้นมีที่มาเป็นอย่างไรกันแน่ หากว่ากันตามหลักฐานที่พอจะสืบค้นได้ ขนมจีนนั้นเป็น “อาหารมอญ” โดยคำว่าขนมจีนนั้นเพี้ยนมาจากภาษามอญว่า “ขฺนํจินฺ” (คะ -นอม-จีน) ซึ่งคำว่า “คะนอม” นั้นมีความหมายว่าเส้นขนม ส่วนคำว่า “จีน” มีความหมายว่า สุก สำหรับคำว่า “ขนมจีน” หรือ “หนมจีน” นั้นมีบันทึกอยู่ในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกินเลี้ยง คราวที่เจ้าล้านช้างถวายนางสร้อยทองแก่พระพันวษา ซึ่งมีความว่า… “ถึงวังยับยั้งศาลาชัย วิเสทในยกโภชนามา เลี้ยงเป็นเหล่าเหล่าลาวคอยชี้ ข้าวเหนียวหักหลังดีไม่เมื่อยขา แจ่วห้าแจ่วหกยกออกมา ทั้งน้ำยาปลาคลุกหนมจีนพลัน” นอกจากที่มาที่ขัดกับชื่อเรียกแล้ว การเรียกขนมจีนในประเทศก็ยังแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่อีกด้วย โดยภาษาเหนือเรียกว่า “ขนมเส้น” ภาษาอีสานเรียกว่า “ข้าวปุ้น” และภาคใต้เรียกว่า “หนมจีน” และไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นมีนิยมชมชอบในเมนูเส้นจานนี้ ประเทศเพื่อนบ้านก็มีขนมจีนในมื้ออาหารประจำวันด้วยเช่นกัน อย่างเช่นใน เวียดนาม ที่มีอาหารเส้นคล้ายขนมจีนที่เรียกว่า “บุ๋น” นิยมรับประทานกับน้ำซุปหมูและเนื้อ ในประเทศลาว เรียกขนมจีนว่า ข้าวปุ้น นิยมรับประทานกับน้ำยาปลาหรือน้ำยาเป็ด ทางหลวงพระบางรับประทานกับน้ำยาผสมเลือดหมูเรียกน้ำแจ๋ว ส่วนในประเทศกัมพูชา […]

‘ฟินแลนด์’ ครองแชมป์ปีที่ 2 ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก – ‘ไทย’ รั้งอันดับ 52

ฟินแลนด์ ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จากรายงาน “The 2019 World Happiness Report” ที่จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติ รายงานข่าวระบุว่า รายงานฉบับนี้ซึ่งจัดทำโดยเครือข่ายการแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งองค์การสหประชาชาติ ได้ทำการจัดอันดับดัชนีความสุขของผู้คนใน 156 ประเทศทั่วโลก ผ่านเกณฑ์การประเมินหลายด้านซึ่งรวมถึง การปลอดจากการทุจริต , เสรีภาพทางสังคม , สุขภาพของประชาชน , ระบบสวัสดิการสังคม และรายได้เฉลี่ยต่อหัว นอกจากฟินแลนด์ ที่ครองอันดับ 1 ได้เป็นปีที่สองติดต่อกันแล้ว ประเทศที่ติดอันดับดินแดนแห่งความสุขใน 10 อันดับแรกจากผลการสำรวจในปีนี้ยังประกอบด้วย เดนมาร์ก นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน นิวซีแลนด์ แคนาดา และออสเตรีย ขณะที่สหรัฐอเมริกาหล่นจากอันดับที่ 18 ไปอยู่อันดับที่ 19 ส่วนไทยถูกจัดให้เป็นดินแดนแห่งความสุขอันดับที่ 52 ของโลกในปีนี้ ตามหลังคูเวตที่อยู่ในอันดับที่ 51 ในส่วนของ 10 ประเทศที่มีอันดับสุข ต่ำที่สุด จากรายงานฉบับนี้ ประกอบด้วย […]

เพจ กอ.รส. ยก “ศาสตร์พระราชา” เชื่อประชานิยมไทย ไม่ทำลงเอยแบบ “เวเนซุเอลา”

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง เมื่อการหาเสียงดค้งสุดท้ายของพรคการเมืองต่างๆ ได้มีการงัดนโยบายประชานิยมออกมานำเสนอกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสนอปรับค่าแรงขั้นต่ำที่แทบจะเป็นนโยบายหลักที่พรรคต่างๆ นำมาเกทับกัน จนหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำขึ้นอาจกระทบการระบบเศรษฐกิจของประเทศ และหวั่นจะซ้ำรอยเหตุการณ์ในประเทศเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก  กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส) ได้โพสต์ข้อความว่า ประเทศไทยมั่นคงได้ด้วย ‘ศาสตร์พระราชา’ เปรียบเทียบบริบทของ ‘เวเนซุเอลา’ กับ ‘ ไทย’ พร้อมทั้งระบุเหตุผลที่การทำประชานิยมในประเทศไทยจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้ #นักการเมืองให้ปลาพระราชาให้เบ็ด ประเทศไทยมั่นคงได้ด้วย 'ศาสตร์พระราชา'เปรียบเทียบบริบทของ 'เวเนซุเอลา' กับ ' ไทย' โพสต์โดย กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย เมื่อ วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2019

ย้อนดูสถิติ “ประเทศไทย” เคยคว้าแชมป์ “คบซ้อน-นอกใจ” ไม่แพ้ชาติใดในโลก!!

จากกรณีที่ ศิลปินหนุ่ม ป๊อบ ปองกูล สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการควง ปลา วราสินี แฟนสาวนอกวงการ เข้าพิธีวิวาห์ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 62 ที่ จ.นครนายก กระทั่ง โบว์ แฟนสาวอีกคนที่เปิดตัวคบกันมายาวนาน 10 ปี โพสต์ข้อความ ว่าไม่ทราบมาก่อน ว่าป๊อบจะเข้าพิธีกับสาวอีกคน จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น กระทั่ง ป๊อบ ปองกูล ยอมรับว่าคบซ้อน (อ่านเพิ่มเติม : เปิดใจครั้งแรก! “ป๊อบ ปองกูล” รับผิดคบซ้อน ขอโทษ “ปลา-โบว์” โกหกนาน 10 ปี (คลิป)) จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงความซื่อสัตย์และความรักเดียวใจเดียวของคนไทย อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 เว็บไซต์ statista.com เคยนำมารายงานสถิติที่อ้างอิงการเก็บข้อมูลจาก Durex ผู้ผลิตถุงยางอนามัยชั้นนำของโลก ซึ่งพบว่ามีคนที่แต่งงานแล้วในประเทศไทยถึง 51% ยอมรับว่าตัวเองนอกใจคนรัก ซึ่งจัดว่าสูงที่สุดในโลก ตามมาด้วยเดนมาร์ก […]

นายกฯ ออสเตรเลียขอบคุณไทย – ต้อนรับ ‘ฮาคีม’ กลับอย่างอบอุ่น

เช้าวันนี้ (12 ก.พ. 62) นายฮาคีม อัล อาไรบี นักฟุตบอลชาวบาห์เรนวัย 25 ปีเดินทางถึงสนามบินเมืองเมลเบิร์นของออสเตรเลีย หลังได้เดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา โดยถูกคุมขังในไทยเป็นเวลานานกว่า 70 วัน โดยมีนายเครก ฟอสเตอร์ อดีตกัปตันทีมชาติออสเตรเลีย รวมทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนมาส่งเสียงให้กำลังใจและต้อนรับนายฮาคีมอย่างอบอุ่น ด้านนายฮาคีมได้กล่าวขอบคุณรัฐบาล สื่อมวลชนและชาวออสเตรเลียที่ให้กำลังใจเขามาตลอด และขอบคุณนายฟอสเตอร์ อดีตกัปตันทีมชาติออสเตรเลีย ที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้เขาได้รับการปล่อยตัว โดยนายฮาคีมยังบอกด้วยว่าแม้ตอนนี้เขาจะยังไม่ได้เป็นพลเมืองออสเตรเลีย แต่ออสเตรเลียก็ถือเป็นประเทศของเขา นายฟอสเตอร์ อดีตกัปตันทีมชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้รณรงค์ช่วยให้นายฮาคีมได้รับการปล่อยตัวได้ทวีตข้อความขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับขอบคุณนายกรัฐมนตรีสก็อต มอร์ริส นางมาริส เพนย์ รัฐมนตรีต่างประเทศออสตรเลีย เจ้าหน้าที่สถานทูตออสเตรเลียประจำไทย และคนไทยทุกคนที่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน แห่งออสเตรเลีย มีแถงการณ์ระบุว่า ออสเตรเลียขอขอบคุณและขอแสดงความชื่นชมรัฐบาลไทยสำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่า ออสเตรเลียให้ความเคารพต่อกระบวนการทางกฎหมาย และขอชื่นชมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างลุล่วง ทั้งนี้ยอมรับว่า กรณีของฮาคีม  ถือเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน แต่เป็นเพราะความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างออสเตรเลียกับรัฐบาลไทย และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย จึงทำให้ปัญหาระหว่างประเทศครั้งนี้ ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ขณะที่สำนักข่าวบาห์เรนได้รายงานว่านายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีต่างประเทศ […]

keyboard_arrow_up