ชาวเน็ตมาเลย์เดือด! หลังดาราสิงคโปร์โพสต์บอก “เงาะเป็นของไทย”

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั่วมาเลเซีย หัวร้อนหลังจากที่เฮอร์ซี่ ซุลกิฟี นักแสดงตลกและยูทูบเบอร์ชื่อดังชาวสิงคโปร์ วัย 30 ปี โพสต์ทวิตเตอร์ โดยระบุว่า เงาะเป็นผลไม้ของประเทศไทย จนกลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงข้ามประเทศ รายงานข่าวซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ “เวิลด์ ออฟ บัซซ์” ของมาเลเซีย ระบุว่า เฮอร์ซี่ ได้โพสต์ภาพถ่ายของตัวเองในทวิตเตอร์ส่วนตัว ขณะกำลังอมเงาะ 2 ลูก ที่ยังไม่ได้ปอกเปลือก พร้อมกับข้อความที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “เงาะเป็นผลไม้เมืองร้อนของไทย” หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวของนักแสดงตลกชาวสิงคโปร์ ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตจากมาเลเซีย พากันแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยต่างระบุว่า เงาะเป็นผลไม้ของมาเลเซีย ไม่ใช่ผลไม้ของไทย ขณะที่ชาวเน็ตมาเลเซียหลายรายได้เรียกร้องให้เฮอร์ซี และรัฐบาลสิงคโปร์ ออกมากล่าวขอโทษต่อมาเลเซียในเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากเกิดกระแสดราม่ารุนแรง เฮอร์ซี ได้โพสต์ข้อความอีกครั้ง โดยมี ใจความสำคัญว่า “เงาะเป็นผลไม้ของอัลเลาะห์มิใช่หรือ? เงาะไม่มีพาสปอร์ต เพราะมันเป็นแค่ผลไม้ เราไม่ควรมาทะเลาะกันเพราะเรื่องเงาะ มันจะแปลกตรงไหน ถ้าผลไม้นี้ก็ปลูกในไทยเหมือนกัน ” ทั้งนี้ เงาะหรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “แรมบูแทน” (rambutan) ถือเป็นผลไม้ท้องถิ่นที่มีต้นกำเนิดในภูมิภาคอาเซียน โดยคำว่า แรมบูแทน (rambutan) […]

นายกฯ ชี้ ‘อาเซียน’ มุ่งลดใช้พลังงาน-ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันที่ 23 ก.ย. 62 เวลา 15.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74 ในวันที่ 2 โดยเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ นายกรัฐมนตรีกล่าวในนามอาเซียนว่า พร้อมมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันกับประชาคมโลกเพื่อดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อาเซียนมีความเปราะบางสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่เพิ่มขึ้นก็เป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค ดังนั้นอาเซียนจึงพยายามดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศกับประชาคมโลกในทุกระดับ ในระดับโลก อาเซียนสนับสนุนความพยายามในการแก้ปัญหาภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดได้เข้าเป็นภาคีความตกลงปารีส และได้ประกาศการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDCs) แล้ว ในระดับภูมิภาค อาเซียนได้ดำเนินมาตรการยุทธศาสตร์ภายใต้แผนงานประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 2025 เพื่อมุ่งสู่การมี สภาพภูมิอากาศที่ยั่งยืน และชุมชนที่มีภูมิต้านทาน โดยมีเป้าหมายที่สำคัญประกอบด้วย 1. เป้าหมายด้านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อาเซียนได้บรรลุเป้าหมายของภูมิภาคในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ลดความเข้มข้นในการใช้พลังงานมากกว่าร้อยละ 21.9 เมื่อเทียบกับปี 2005 เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้สำหรับปี 2020 และอาเซียนจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวในการลดความเข้มข้นในการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ภายในปี 2025 และได้กำหนดเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 23 […]

ยูเอ็นเผยสถิติ มีคนฆ่าตัวตายทุก 40 วินาที – ไทยอัตราฆ่าตัวตายสูงสุดในอาเซียน

องค์การอนามัยโลก กำหนดให้วันที่ 10 กันยายนของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตาย เพื่อให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ โดยจากสถิติ พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุก 40 วินาที โดยข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผยโดยองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายสากล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันหามาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ สถิติของยูเอ็น ระบุไว้ว่า ในแต่ละปี มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายปีละราวๆ 8 แสนคน คิดโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 คนในทุก ๆ 40 วินาที ส่วนใหญ่ผู้ชายก่อเหตุมากกว่าผู้หญิง ยกเว้นบางประเทศ เช่นจีน ที่มีสัดส่วนผู้หญิงมากกว่า ขณะที่วิธีการที่ถูกใช้มากที่สุดมีทั้งการกินยาฆ่าแมลง แขวนคอ และการใช้ปืน ทั้งนี้ จากรายงานการจัดอันดับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกประจำปี 2019 โดยคำนวณจากสัดส่วนประชากร 1 แสนคน พบว่าลิทัวเนียมาเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 31.9 คน ตามมาด้วยรัสเซีย 31 คน กายอานา เกาหลีใต้ และเบลารุส ขณะที่ญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่ามีสภาพสังคมเคร่งเครียดมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก อยู่ในอันดับ […]

โซเชียลกระตุกจิตสำนึก หลังเจอขยะเกลื่อนวันแข่งฟุตบอล “ไทย-เวียดนาม”

หลังจากเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา ทีมชาติไทย เปิดบ้านเสมอกับเวียดนาม แบบไร้สกอร์อย่างสุดมัน ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง นัดแรกของกลุ่ม จี ที่สนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต นั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Yanyong Akrajindanon ได้เผยภาพประณามพฤติกรรมกลุ่มแฟนบอล และผู้จัดงาน ที่พากันทิ้งขยะเอาไว้บริเวณหน้าสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต หลังจบการแข่งขัน พร้อมระบุข้อความว่า… ในการจัดกิจกรรมใหญ่ ตัวชี้วัดความเจริญของผู้จัดและผู้เข้าร่วมงานคือ ขยะที่หลงเหลือหลังงาน จากการสำรวจคร่าวๆ ขยะที่ผู้เข้าร่วมงานทิ้ง ค่อนข้างเป็นที่เป็นทาง ไม่เลอะเทอะมาก แต่ในจุดนี้ ผู้ประกอบการขาดความรับผิดชอบ ขายเสร็จ แค่เก็บของกลับบ้าน เท่านั้นหรือ แบรนด์ระดับชาติ ควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ในการจัดกิจกรรมใหญ่ ตัวชี้วัดความเจริญของผู้จัดและผู้เข้าร่วมงานคือ ขยะที่หลงเหลือหลังงานจากการสำรวจคร่าวๆ… โพสต์โดย Yanyong Akrajindanon เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2019

‘คาจิกิ’ วกกลับเวียดนาม ฝนลดน้อยลงเหลือตามฤดู – ไม่มีพายุลูกใหม่เร็ว ๆ นี้

วานนี้(3 ก.ย.) เวลา 18.00 น.  ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รายงานการเฝ้าติดตาม พายุคาจิกิ ว่า พายุ“คาจิกิ” จากระดับ 3 (โซนร้อน) อ่อนกำลังลงเป็นระดับ 2 (ดีเปรสชั่น) และได้เปลี่ยนทิศทางวกกลับไปทางเมืองเว้และดองฮอย ชายฝั่งเวียดนามตอนใต้ และมีทีท่าเคลื่อนตัวออกสู่ทะเลและขึ้นไปทางเกาะไหหลำ สิ่งที่ดีคือทำให้ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยที่ฝนตกต่อเนื่องจะลดน้อยลงเป็นลำดับ สถานการณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มจะคลี่คลายดีขึ้นเรื่อย ๆ  จากนั้นสิ่งที่เหลืออยู่จะเป็นร่องความกดอากาศต่ำและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้มีฝนฟ้าคะนองเป็นปกติ  ส่วนพายุลูกใหม่หลังพายุคาจิกิ ในระยะเวลาใกล้นี้ไม่พบว่ามีส่วนไหนที่จะปรากฎมาอีกครั้ง ต่อมาเมื่อเมื่อเวลา 04.00 น ของวันนี้ (4 ก.ย.62)  กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ “พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) “คาจิกิ” (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 4 กันยายน 2562)”  เผย“คาจิกิ”  บริเวณทะเลจีนใต้ มีศูนย์กลางพายุอยู่ที่ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 109.3 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือค่อนทางตะวันออกเล็กน้อย อย่างช้า ๆ ออกห่างจากประเทศเวียดนามเข้าสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง […]

“ขนมโตเกียว” ของกินเล่นแบบไทยๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากญี่ปุ่น

หากใครไปญี่ปุ่น และพยายามเดินตามหา “ขนมโตเกียว” มาลองชิมล่ะก็ งานนี้คงจะต้องผิดหวังอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะขนมที่ว่านี้เป็นไอเดียไทยประดิษฐ์โดยแท้ เพียงแต่ได้แรงบันดาลใจมาจากขนมญี่ปุ่นที่หน้าตาคล้ายๆ กันอย่าง ขนมโดะระยะกิ (บ้างก็ว่าเป็นขนมยะสึฮะชิ) นั่นคือการใช้แป้งแพนเค้กบางๆ ที่ผ่านการทำให้สุกบนเตาร้อนๆ แล้วม้วนห่อไส้ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายไส้ เช่น ไส้กรอก, ไข่นกกระทา, ไส้ครีมรสหวานต่าง ๆ รวมถึงอาจจะมีไส้พิเศษในบางร้าน เช่น ชีส, บิ๊กไบค์, ไก่ยอ หรือแม้กระทั่งเนื้อปลาแซลมอนก็มี แม้จะยังไม่ทราบที่มาแน่ชัดของขนมชนิดนี้ (แม้กระทั่งขนมที่เป็นแรงบันดาลใจก็ยังมีข้อมูลไม่ตรงกัน) แต่จากข้อมูลในนิตยสาร HEALTH & CUISINE ปีที่ 16 Vol. 188 ได้ระบุว่า ขนมโตเกียวนั้นมีการนำขายในประเทศไทยเมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2510 ที่ห้างสรรพสินค้าไทยไดมารู ซึ่งเป็นกิจการห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่นมาเปิดดำเนินกิจการครั้งแรกในประเทศไทย และได้รับความนิยมเป็นมาก เพราะเป็นสถานที่แห่งแรกในประเทศไทยที่มีบันไดเลื่อนและเครื่องปรับอากาศ เชื่อว่าจุดกำเนิดของขนมโตเกียวมาจากการที่มีผู้ขายอยู่ที่ห้างแห่งนี้ โดยดัดแปลงมาจากขนมโดะระยะกิของญี่ปุ่น แล้วตั้งชื่อขนมของตนเองที่ทำขึ้นใหม่นี้ว่า “ขนมโตเกียว” เนื่องจากไทยไดมารูนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นรวมถึงอาหารด้วย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นแต่อย่างใด ปัจจุบัน ขนมโตเกียวกลายเป็นของกินเล่นที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งในแบบของร้านที่มีการตั้งขายเป็นหลักแหล่ง และในแบบในร้านรถเข็นตามชุมชน และมีการพัฒนารูปแบบการทำไปอีกหลายรูปแบบ […]

“โลมา” สัตว์ทะเลสุดเป็นมิตร และมีสติปัญญาใกล้เคียงมนุษย์ แต่กลับถูกลากอวนขึ้นเรือประมงไทย

กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์บนเรือประมงไทย ที่กำลังนำโลมาจำนวนหลายตัวขึ้นเรือประมง บางตัวถูกทิ้งลงทะเล และบางส่วนก็ตาย ซึ่งทางด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่ากรมประมงต้องหาเรือต้นเหตุมาลงโทษคนทำผิด อีกทั้งในทางกฎหมายไทยยังระบุด้วยว่า โลมาเป็นสัตว์คุ้มครอง และ พ.ร.บ.สงวนคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 โทษรุนแรงมากกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ปรับ 4 หมื่นจำคุก 4 ปีอีกต่อไปแล้ว โลมา (Dolphin) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจำพวกหนึ่ง อาศัยอยู่ทั้งในทะเล, น้ำจืด และน้ำกร่อย มีรูปร่างคล้ายปลา คือ มีครีบ มีหาง แต่โลมามิใช่ปลา เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีรก จัดอยู่ในอันดับวาฬและโลมา (Cetacea) ซึ่งประกอบไปด้วย วาฬและโลมา ซึ่งโลมาจะมีขนาดเล็กกว่าวาฬมาก และจัดอยู่ในกลุ่มวาฬมีฟัน (Odontoceti) เท่านั้น ทั้งยังเป็นสัตว์ที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่าเฉลียวฉลาด มีความเป็นมิตรกับมนุษย์ และมักมีเรื่องราวเกี่ยวกับการช่วยชีวิตมนุษย์เมื่อยามเรือแตก จนกลายเป็นตำนานหรือเรื่องเล่าขานทั่วไป โลมาส่วนใหญ่มีอุปนิสัยอยู่รวมกันเป็นฝูง บางฝูงอาจมีจำนวนมากถึงหลักพันถึงหลายพันตัว ว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว รวมถึงสามารถกระโดดหมุนตัวขึ้นเหนือน้ำได้ ชอบว่ายน้ำขนาบข้างหรือว่ายแข่งไปกับเรือ พบกระจัดกระจายทั่วไปในมหาสมุทรโดยทั่วไป ลักษณะของโลมาที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ มีรูปร่างเพรียวยาวคล้ายตอร์ปิโดหรือกระสวย […]

หยุดมโน!! นริศโรจน์ ยัน “วิน ดีเซล” ไม่ได้มาไทย แต่ใช้สตันท์แมนวัยเกือบ 80 แทน

จากกรณีที่มีแฟนหนัง และสื่อมวลชนชาวไทย ได้เผยแพร่ภาพและข่าวคราวการยกกองเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ดัง fast and furious ภาคที่ 9 ในประเทศไทย และพบว่ามีหลายสื่อรายงานกระแสข่าวดังกล่าวกันอย่างต่อเนื่อง แต่ภายหลังได้มีการตรวจสอบพบว่ามีทั้งข่าวจริงและไม่จริงมากมายถูกเผยแพร่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นภาพจากกองถ่ายที่ระบุว่าเป็นฉากในบ้านเรา รวมไปถึงการเดินทางเข้ามาของนักแสดงชื่อดังบางส่วน ล่าสุด เมื่อนวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา ประธานคณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ และวีดิทัศน์จากต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่พิจารณาอนุญาตให้ Fast and Furious 9 เข้ามาถ่ายทำในไทย ได้โพสต์ข้อความและภาพของชายชราซึ่งเป็นสตันท์แมนของ วิน ดีเซล ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าทั้ง วิน ดีเซล และ เจสัน สเตธัม ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง ไม่ได้เดินทางเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้แต่อย่างใด ทั้งนี้ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล ได้โพสต์ข้อความดังกล่าวโดยมีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้… ช่วงนี้ข่าวเกี่ยวกับการถ่ายทำ FF9 ในไทย ค่อนข้างสับสน และมีสื่อต่างๆจับเอาข่าวเก่า ข่าวจากแหล่งอื่นมาจับแพะชนแกะ จนมั่วไปหมด ผมในฐานะที่เป็น ประธานคณะกก.พิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย […]

เปิดเบื้องหลังงานประเพณี “แห่เทียนพรรษา” กว่าจะเป็นขบวนประกวดสุดตื่นตา

อีกมีประเพณีหนึ่งที่สืบเนื่องในวันเข้าพรรษาและสืบทอดกันเรื่อยมาอย่างต่อเนื่องนั่นคือ ประเพณีหล่อเทียนพรรษา ที่เปิดให้พระภิกษุและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์ซึ่งเทียนพรรษาสามารถอยู่ได้ตลอด 3 เดือน และเป็นกุศลทานอย่างหนึ่งในการให้ทานด้วยแสงสว่าง ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนามาเป็นงานประเพณี “ประกวดเทียนพรรษา” ของแต่ละจังหวัดโดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ การถวายเทียนพรรษาโดยแกะสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ นั้น มีมาแต่โบราณ โดยในอดีตนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาถือเป็นพิธีสำคัญที่ชาวพุทธจะมารวมตัวกันนำขี้ผึ้งมาหลอมรวมเป็นแท่งเทียนเพื่อถวายแก่พระสงฆ์ แต่ในปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่จะนิยมการซื้อหาเทียนพรรษาจากร้านสังฆภัณฑ์ โดยบางส่วนมีการปรับเปลี่ยนไปซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างถวายแก่พระสงฆ์แทนด้วย ซึ่งนับเป็นการปรับเปลี่ยนที่ได้ประโยชน์แก่พระสงฆ์โดยตรง เพราะปัจจุบันไม่ได้มีการนำเทียนมาจุดเพื่ออ่านหนังสืออีกแล้ว พระสงฆ์คงนำเทียนไปจุดบูชาตามอุโบสถวิหารเท่านั้น สำหรับเทียนแกะสลักที่ปรากฏว่ามีการจัดทำประกวดกันเป็นเรื่องราวใหญ่โตในปัจจุบันนั้น พึ่งเริ่มมีเมื่อปี พ.ศ. 2483 ในจังหวัดอุบลราชธานี โดยนายโพธิ์ ส่งศรี ได้เริ่มทำแม่พิมพ์ปูนซีเมนต์เพื่อหล่อขี้ผึ้งเป็นทำลวดลายไทยไปประดับติดพิมพ์บนเทียนพรรษา นับเป็นการจัดทำเทียนพรรษาแกะสลักของช่างราษฏร์เป็นครั้งแรก และนายสวน คูณผล ได้ทำลวดลายนูนสลับสีต่างๆ เข้าประกวดจนชนะเลิศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 จึงเริ่มมีการทำเทียนพรรษาติดพิมพ์ประกวดแบบพิสดารโดยนายประดับ ก้อนแก้ว คือทำเป็นรูปพุทธประวัติติดพิมพ์จนได้รับรางวัลชนะเลิศติดต่อกันมาหลายปี จนปี พ.ศ. 2502 นายคำหมา แสงงาม ช่างแกะสลัก ได้ทำเทียนพรรษาแบบแกะสลักมาประกวดเป็นครั้งแรกจนได้รับรางวัลชนะเลิศ จากนั้นจึงได้มีการแยกประเภทการประกวดต้นเทียนเป็นสองแบบคือ ประเภทติดพิมพ์ และประเภทแกะสลัก จนในช่วงหลังปี พ.ศ. 2511 นายอุตสาห์ และนายสมัย แสงวิจิตร […]

เปิดประวัติ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” อาหารง่ายๆ ที่ยอดขายพุ่งช่วงครึ่งปีแรกในไทย

จากกรณีที่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ได้เปิดเผยถึงภาพรวมของมาม่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2562 โดยระบุว่า ตลาดรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท มีการเติบโตถึง 6% จากปกติที่เติบโตเพียง 1-2% สะท้อนให้เห็นกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงล่าง โดยภาพรวมของมาม่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 62 มียอดขายรวมอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท ซึ่งเติบโตจากครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมาถึง 11.6% บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดย โมโมฟุคุ อันโดะ จากบริษัท นิสชิน ฟูดส์ ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสภาพของประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม และต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จากการที่ได้เห็นชาวญี่ปุ่นต้องเข้าแถวรอรับแจกขนมปังจากรัฐบาล แต่คนเหล่านั้นไม่มีความสุข โมะโมะฟุคุจึงคิดที่จะหาอาหารที่ชาวญี่ปุ่นสามารถรับประทานได้ในราคาถูกและเป็นที่ชื่นชอบด้วย และพบว่าแท้จริงแล้วคือ ราเม็ง หรือบะหมี่ โมโมฟุคุได้พัฒนากระบวนการผลิตเส้นบะหมี่โดยการทอด และอบแห้งเป็นการถนอมอาหารที่สามารถนำกลับมารับประทานได้อีกครั้งเมื่อเติมน้ำร้อน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางจำหน่ายครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมือวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ชิกิง ราเมง” […]

ซึมซับเสน่ห์ความเป็นไทย ในงาน กรุงเก่า เล่าใหม่ ตอน อโยธยา ๒๕๖๒

เซ็นทรัลพัฒนา ชวนซึมซับเสน่ห์ความเป็นไทยร่วมสมัย กับงาน กรุงเก่า เล่าใหม่ ตอน อโยธยา 2562 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น จัดแคมเปญ กรุงเก่า เล่าใหม่ ตอน อโยธยา 2562 เทียบท่าอาหารไทยโบราณในสไตล์ร่วมสมัยดื่มด่ำกับบรรยกาศย้อนยุคสมัยอโยธยา ที่ผสมผสานความทันสมัยอย่างลงตัว รวบรวมอาหารไทยคาวหวาน ข้าวของ เครื่องใช้ และ ขนมไทยโบราณ หาทานยาก อาทิเช่น บุหลันดั้นเมฆ ขนมเหนียวดังโงะ สัมปันนี ขนม 4 ถ้วย (ประกอบด้วย ขนมไข่กบ นกปล่อย นางลอย อ้ายตื้อ) ทองเอก กระเช้าสีดา ขนมหม้อตาล เป็นต้น บุฟเฟ่ต์ขนมไทย ที่มีให้เลือกกว่า 20 ชนิด จากร้านบ้านขนมไทยชาววัง by Chatchanok เสริมเสน่ห์ปลายจวักกับกิจกรรมเวิร์คช็อป ทำขนมไทยจากร้านเสน่ห์ Sane Café and […]

เปิดประวัติ “ผัดกะเพรา” อาหารตามสั่งแบบไทยๆ ที่ดังไกลถึงญี่ปุ่น

อีกหนึ่งเมนูตามสั่ง ที่หลายๆ คนยกให้เป็น “อาหารสิ้นคิด” ที่หากใครนึกไม่ออกว่าจะกินอะไร ก็แค่ได้เป็นร้านอาหารตามสั่ง แล้วสั่ง “ผัดกะเพรา” มารับประทานสักจาน ก็ได้อิ่มสบายท้องไปอีกหนึ่งมื้อแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า…เมนูไทยๆ จนนี้ เพิ่งจะเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ในช่วงปี พ.ศ. 2500 นี้เอง ผัดกะเพรา เป็นอาหารจานเดียวของไทยที่ได้รับความนิยมที่สุดจานหนึ่งที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยวัตถุดิบหลักคือ เนื้อสัตว์ พริก กระเทียม ใบกะเพรา แต่ภายหลังได้มีบางร้านเติมถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน และหอมหัวใหญ่ ลงไปด้วย ซึ่งก็มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชื่นชอบกับไอเดียนี้ และพยายามเรียกร้องให้ผัดกะเพราต้องใส่ใบกะเพราเท่านั้น สำหรับเนื้อสัตว์ที่นำมาใช้ในเมนูผัดกะเพรานั้นมีด้วยกันหลายชนิด ตั้งแต่เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว กุ้ง ปลาหมึก หรือแม้แต่ ปลา หอยแมลงภู่ เนื้อปู วิธีการปรุง ใช้วิธีการผัดวัตถุดิบเข้าไปด้วยกัน มีการปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล บ้างใส่ผงชูรส ซีอิ๊วดำ พริกไทยป่น เติมน้ำสต๊อกพอให้ขลุกขลิก รับประทานกับข้าวสวย อาจกินด้วยกับไข่ดาว มีน้ำปลาพริกเป็นเครื่องปรุงให้รสหอมและเผ็ดขึ้น ความเป็นมาของกะเพราในเมืองไทยนั้น สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี พ.ศ. 2230 […]

รัฐบาลลาวดันส่งออก “ไฟฟ้า” ป้อนลูกค้ารายใหญ่ “ไทย-เวียดนาม”

รัฐบาลลาว เล็งขยายกำลังการส่งออกไฟฟ้าให้ลูกค้ารายใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย-เวียดนาม หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทม์ส รายงานว่า รัฐบาลลาวเห็นชอบที่จะขายไฟฟ้า 5,000 เมกะวัตต์ ให้แก่เวียดนาม ขณะที่ปัจจุบันลาวส่งออกไฟฟ้าให้เวียดนามราว 300 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะจัดส่งพลังงาน 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2563 รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองของลาว ระบุ นอกจากนั้นลาวยังเห็นชอบการลงนามข้อตกลงการค้าไฟฟ้ากับไทยอีก 4 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะขายไฟฟ้า 2,357 เมกะวัตต์ของกำลังการผลิตติดตั้งภายในสิ้นปีนี้ และลาวได้ปรับราคาการค้าไฟฟ้าและเพิ่มการส่งออกไฟฟ้าแก่ไทย รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ยังกล่าวว่า ลาวเห็นชอบที่จะขายไฟฟ้า 9,000 เมกะวัตต์ให้แก่ไทย ที่ปัจจุบันจัดส่งอยู่ที่ 4,260 เมกะวัตต์ แต่จะเพิ่มปริมาณขึ้นที่ 7,000 เมกะวัตต์ในปี 2563 และ 9,000 เมกะวัตต์ในปี 2568 นอกจากนั้น ทางการลาวยังเห็นชอบที่จะลงนามข้อตกลงว่าด้วยการค้าไฟฟ้าใน 4 โครงการกับไทย โดยลาวได้ปรับปรุงราคาซื้อขายไฟฟ้าและเพิ่มการส่งออกไฟฟ้าให้แก่ไทยด้วย ปัจจุบันลาวส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับแรงดันไฟฟ้า 115 กิโลโวลต์ และกำลังพิจารณาที่จะเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อขายพลังงานผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับแรงดันไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ และ 500 […]

ฤา จะถึงคราวสูญพันธุ์!? เมื่อ “ปลาบึก” ไม่มีเหลือในธรรมชาติ และปลาส่วนใหญ่เกิดจากการ “ผสมเทียม”

แม้จะฟังดูไม่น่าเชื่อ เพราะไม่ว่าจะในตลาดปลา หรือแม้แต่ในร้านอาหาร ก็ล้วนแต่สามารถหาปลาบึก ทั้งที่ตายแล้ว หรือยังมีชีวิตอยู่ได้ไม่ยาก แต่ส่งหนึ่งที่ทั้งนักชิมและคนเลี้ยงปลาบางส่วนอาจยังไม่ทราบ นั่นคือปลายักษ์จากแม่น้ำโขงที่เราเห็นกันทุกวันนี้ล้วนแต่เกิดจากการ “ผสมเทียม” ทั้งสิ้น จากข้อมูลของ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ซึ่งได้เปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับสถิติการจับปลาบึกในช่วงปี 2529-2538 ที่สามารถจับปลาบึกได้รวมกันถึง 362 ตัว ในขณะที่ช่วงปี 2539-2549 หรือหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนบริเวณต้นแม่น้ำโขง พบว่าสามารถจับปลาบึกรวมกันได้เพียง 48 ตัวเท่านั้น จากข้อมูลดังกล่าวทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ขวางกั้นลำน้ำโขง ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายพันธุ์ของปลาบึกหรือไม่? เพราะนอกจากปลาบึกขนาดใหญ่ที่พร้อมผสมพันธุ์ที่จับได้นั้น ยังไม่เคยมีใครพบเห็นลูกปลาบึกในธรรมชาติเลย ปัจจุบัน ปลาบึกที่มีขาย หรือแม้แต่ที่ถูกจับได้จากธรรมชาตินั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการผสมเทียมโดยกรมประมงทั้งสิ้น และลูกปลาเหล่านั้นจะถูกนำไปปล่อยไปในแหล่งน้ำหลายแห่งในประเทศ อาทิ เขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา, เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี, บ่อน้ำภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เป็นต้น โดยมีการกำหนดให้จับได้เป็นช่วงระยะเวลาและปริมาณที่ชัดเจน เช่น ที่เขื่อนแก่งกระจานมีการปล่อยปลาบึกลงไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 มีกำหนดในช่วงปลายปีถึงต้นปี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ที่น้ำจะมีอุณหภูมิเย็น ปลาบึกจะลอยตัวขึ้นมาบริเวณผิวน้ำเพื่อเล่นน้ำ ทำให้จับได้ง่าย โดยธรรมชาติแล้ว ปลาบึก นั้นอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงตั้งแต่ประเทศจีน, ลาว, […]

เกาหลีใต้ จ่อใช้ระบบ ETA คัดกรองนักท่องเที่ยว สกัด “ผีน้อยไทย” ลักลอบเข้าประเทศ

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ มีการเผยแพร่ข่าวการประชุมหารือด้านการกงสุลไทย – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 4 โดย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ในระดับประชาชนอยู่ในระดับที่ดี โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางมาไทยประมาณ 1.8 ล้านคนต่อปี และนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเกาหลีใต้ประมาณ 5 แสนคนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีที่ใกล้ชิดและดำเนินมาครบ 60 ปีแล้ว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองบุคคลตั้งแต่ต้นทางเพื่อคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวโดยสุจริต เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนคนไทยที่ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีเป็นจำนวนมากประมาณ 14๐,๐๐๐ คน โดยภายหลังสิ้นสุดการดำเนินมาตรการผ่อนปรนของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีที่ให้แรงงานต่างชาติที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายเดินทางกลับประเทศโดยไม่ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้กระทำผิด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 31 มีนาคม 2562 ยังมีคนไทยที่อยู่อย่างผิดกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีถึงร้อยละ 39 ของจำนวนคนต่างชาติทั้งหมดที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลี โดยสาธารณรัฐเกาหลีก็จะบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบเข้ามาทำงานและนำคนเข้ามาทำงานผิดกฎหมายให้มากขึ้น ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความคืบหน้าของการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงแรงงานกับกระทรวงยุติธรรมสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในการอำนวยความสะดวกการโยกย้ายถิ่นฐานแบบปกติและการป้องกันการจ้างงานผิดกฎหมายของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งนี้ ร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะเป็นความร่วมมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันของหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศอย่างเป็นทางการ ในโอกาสนี้ฝ่ายไทยได้หารือกับฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อแสวงหาช่องทางการรับแรงงานไทยไปทำงานอย่างถูกกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีเพิ่มเติมจากระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (Employment Permit System – […]

เปิดประวัติ “รถเมล์นายเลิศ” รถโดยสารประจำทางสายแรกของไทย

รถเมล์นายเลิศ หรือ รถเมล์ขาว เป็นรถโดยสารประจำทางสายแรกของไทย ผู้ริเริ่มคือ พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ นายเลิศ เศรษฐบุตร เริ่มจากกิจการบริการรถม้าเช่า ซึ่งนายเลิศเป็นผู้ออกแบบตัวรถเอง โดยคิดค่าโดยสารสำหรับรถม้าเดี่ยวชั่วโมงละ 75 สตางค์ รถม้าคู่ชั่วโมงละ 1 บาท แต่นายเลิศเห็นว่าเป็นการทรมานสัตว์ จึงคิดเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2453 รถเมล์นายเลิศมีลักษณะเฉพาะคือ ทาสีขาวทั้งคัน มีตราประจำรถเป็นรูปขนมกง นายเลิศเป็นผู้ออกแบบตัวถังรถเมล์ด้วยตัวเอง โดยเขียนแบบด้วยชอล์กบนพื้นปูน ให้ช่างไม้ชาวเซี่ยงไฮ้เป็นผู้ต่อ โดยใช้เครื่องยนต์ที่สั่งซื้อมาจากประเทศอังกฤษ นายเลิศมีนโยบายในการเดินรถว่า “สุภาพ ซื่อสัตย์ ประหยัด ทันใจ เอากำไรแต่น้อย บริการผู้มีรายได้น้อย” รถเมล์สายแรกของนายเลิศ วิ่งจากประตูน้ำไปสี่พระยา เมื่อกิจการเจริญก้าวหน้าจึงขยายออกไปจนเกือบทั่วกรุงเทพมหานคร คนทั่วไปเรียกรถของนายเลิศว่า “รถเมล์ขาว” ตามสีของรถ ต่อมานายเลิศได้ริเริ่มบริการเรือเมล์ที่ชาวบ้านเรียก “เรือขาว” รับส่งผู้โดยสารตามคลองแสนแสบ ผ่านหนองจอก มีนบุรี แล้วมาสุดทางที่ประตูน้ำ เชื่อมโยงกับเส้นทางของรถเมล์ขาว กิจการนี้เป็นที่ประทับใจของคนทั่วไป และสร้างชื่อเสียงให้นายเลิศอย่างมาก กิจการรถเมล์นายเลิศ ดำเนินการมานานถึง 70 ปี […]

เปิดความสัมพันธ์ “ไทย-ฝรั่งเศส” เมื่อ “คนไทยบางกลุ่ม” จวกเหตุไฟไหม้เพราะ “บาปกรรม”

กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความสลดใจไปทั่วโลก เมื่อ มหาวิหารนอร์ทเทอร์-ดาม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ในช่วงเย็นของวันจันทร์ (ที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ในขณะที่มีการซ่อมแซมปรับปรุงตัวอาคารของมหาวิวหารอายุกว่า 850 ปี ทำให้เห็นกลุ่มควันพวยพุ่งเหนืออาคารสไตล์กอทิกเก่าแก่ และมีรายงานว่ารัฐบาลและเอกชน เพิ่งระดมทุนเมื่อปีที่แล้ว เพื่อปรับปรุงตัวโบสถ์ที่ทรุดโทรมหนัก ซึ่งอาจต้องมีการระดมทุนจากทั่วโลกอีกครั้งเพื่อสร้างและซ่อมแซมมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ (อ่านเพิ่มเติม : เปิดประวัติ “มหาวิหารนอร์ทเทอร์-ดาม” แห่งกรุงปารีส ก่อนจะลุกไหม้ในกองเพลิง / ย้อนชมความงาม “มหาวิหารนอร์ทเทอร์-ดาม” ก่อนจะลุกไหม้ในกองเพลิง) อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสียใจและข้อความให้กำลังใจมากมายจากทั่วโลก พบว่าหลังเหตุการณ์ดังกล่าวยังมีคนไทยจำนวนมากที่แสดงความเห็นในโลกออนไลน์ที่ชวนหดหู่ ต่อการสูญเสียมหาวิหารแห่งนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจากความคึกคะนอง หรือด้วยทัศนคติที่มีต่อประเทศและสถานนี้แห่งนี้จริงๆ แต่ความสัมพันธ์ของไทยกับฝรั่งเศสนั้นมีมากยาวนานเกินกว่าที่คอมเมนท์ และความเห็นของชาวเน็ตบางส่วนแสดงออกมาเป็นอย่างมาก และจากข้อมูลของ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ได้อธิบายความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเอาไว้ดังนี้… ไทยกับฝรั่งเศสเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งได้ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามเมื่อปี พ.ศ. 2228 ต่อมา ราชทูตสยาม (โกษาปาน) ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ […]

หาก “ปูสีฟ้า” ระบาดมาถึงไทย มันจะกลายเป็นเมนูอะไรได้บ้าง!?

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อนักวิทยาศาสตร์จาก University of Alicante Marine Research Centre (CIMAR) ในประเทศสเปน ได้พบการระบาดของ ปูสีฟ้า (Blue Crab) ที่ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่กลับมาแพร่พันธุ์ใน Ebro Delta ทางเหนือของสเปนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปูตัวหนึ่งวางไข่ได้ถึง 8,000,000 ฟอง ภายใน 2 ปี โดยมีระยะเวลาตั้งท้อง 30-50 วัน ส่งผลให้จำนวนปูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกมันตะกละเป็นอย่างมาก สามารถกินได้ตั้งแต่ปูท้องถิ่นหรือแม้กระทั่งพวกเดียวกันเอง ด้วยเหตุนี้เองทำให้ปูสีฟ้าเริ่มส่งผลกระทบต่อการประมงในประเทศ เพราะพวกมันสามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมดูเหมือนจะเป็นการหาวิธีจับพวกมันให้ได้เยอะที่สุด โดยการออกใบอนุญาตให้ชาวประมงสามารถใช้ตะกร้าหรือกรงที่เอาไว้จับปูโดยเฉพาะได้มากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลพบว่าในหนึ่งสัปดาห์จำนวนปูสีฟ้าที่จับได้ทั้งหมดมีน้ำหนักรวมมากกว่า 12 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปูที่จับได้ตลอดทั้งปี 2017 ฟังมาถึงตรงนี้ คงเป็นที่แน่นอนแล้วว่าวิธีปรายสายพันธุ์ต่างถิ่นทั้งหลายคงหนึ่งไม่พ้นการนำมันมาทำอาหารแน่ และพี่น้องชาวไทยทั้งหลายคงแอบหวังให้เจ้าปูสีฟ้ารีบๆ ระบาดมาไทยสักที เพื่อจะได้มอบชะตากรรมแบบเดียวกับตั๊กแตนปาทังก้า หอยเชอรี่ และปลาซัคเกอร์ ให้กับมัน แถมดูเหมือนเราจะมีเมนูเอาไว้ต้อนรับพวกมันเอาไว้เยอะเลยทีเดียว เอามาต้มเป็นแกงน้ำข้นแบบนี้ดีมั้ย   หรือจะเอามาผัดพริกไทยดำดี   ผัดผงกะหรี่ก็เข้าท่านะ   […]

keyboard_arrow_up