หมีขั้วโลกหิวโซ เดินเร่รอนหาอาหารในเขตเมืองรัสเซีย

พบหมีขั้วโลกสภาพหิวโซ ออกจากถิ่นอาศัยตามธรรมชาติบริเวณขั้วโลกเหนือมาไกลหลายร้อยกิโลเมตร และเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในเมืองอุตสาหกรรม ในพื้นชานเมือง เมืองโนริลสค์ ของประเทศรัสเซีย โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า หมีขั้วโลกตัวนี้ ถือเป็นหมีตัวแรกที่หลงเข้ามาในเมืองในช่วงเวลากว่า 40 ปี ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ป่าในพื้นที่ ซึ่งถ่ายภาพหมีตัวนี้ในระยะใกล้ บอกว่า มีมีข้อมูลแน่ชัดว่ามันหลงเข้ามาในเมืองได้อย่างไร แม้จะมีความเป็นไปได้ว่ามันหลงมาจากถิ่นอาศัย โดยอธิบายว่าดวงตาของมันมีอาการที่อาจทำให้มองเห็นได้ไม่ดีนัก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกซึ่งเป็นพื้นผิวมหาสมุทรละลาย และเป็นการทำลายถิ่นอาศัยของหมีขั้วโลก ส่งผลให้พวกมัน ออกหาอาหารในพื้นที่ดินมากขึ้น รวมทั้งเข้าใกล้ถิ่นอาศัยของมนุษย์มากขึ้นด้วย ก่อนหน้านี้ทางการรัสเซียประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือ หลังหมีขั้วโลกหิวโซหลายสิบตัว เข้ามาป้วนเปี้ยนหาอาหาร และบุกเข้าไปตามอาคารบ้านเรือนของประชาชน คาดการณ์ว่า ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ป่าของรัฐจะเดินทางไปยังเมืองโนริลสค์  ในวันนี้(19 มิ.ย.) เพื่อประเมินอาการของหมีตัวล่าสุดที่หลงเข้ามา ขณะที่ชาวเมือง พากันออกมาถ่ายรูปหมีขั้วโลก จนตำรวจต้องวางกำลังป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้มันมากเกินไป ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 

‘ปลาปักเป้า’ ข้ามสายพันธุ์ระบาดจากภาวะโลกร้อน ทำประมงญี่ปุ่นเดือดร้อนหนัก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฮิโรชิ ทาคาฮาชิ จากมหาวิทยาลัยประมงแห่งชาติในญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ปลาปักเป้า ที่เกิดจากการข้ามสายพันธุ์ได้เพิ่มจำนวนสูงต่อเนื่องในช่วง 6 ปีที่ผ่าน โดยได้เพิ่มจำนวนเกือบ 40% ตั้งแต่ปี 2012 ปลาปักเป้าแบบข้ามสายพันุธ์ส่วนใหญ่ที่พบจะอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โดยปัญหาจำนวนปลาปักเป้าข้ามสายพันธ์ุเพิ่มสูงมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน ที่ทำให้อุณหภูมิน้ำเพิ่มสูง ส่งผลให้ปลาปักเป้าบางส่วนว่ายน้ำไปผสมพันธุ์บริเวณอื่นที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า การเพิ่มจำนวนของปลาปักเป้าแบบข้ามสายพันธุ์นี้กำลังสร้างปัญหาให้กับอุตสาหกรรมประมงในญี่ปุ่น เนื่องจากปลาเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับปลาปักเป้าทั่วไป ซึ่งทำให้การแยกแยะปลาปักเป้าชนิดมีพิษและไม่มีพิษทำได้ยาก และบรรดาพ่อค้าปลาจำเป็นต้องกำจัดปลาปักเป้าข้ามสายพันธุ์ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้ ขณะที่กระทรวงสาธารณะสุขของญี่ปุ่นกำลังเร่งรวบรวมข้อมูลของปลาปักเป้าข้ามสายพันธุ์ แต่จนถึงขณะนี้ทางการญี่ปุ่นก็ยังไม่มีออกมาตรการใด ๆ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

นักเรียนทั่วออสเตรเลีย รวมตัวประท้วงนโยบายโลกร้อนของรัฐบาล

วันนี้(30 พ.ย.) นักเรียนหลายพันคนทั่วประเทศ ออสเตรเลีย ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดเพิกเฉยและมีมาตรการในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยมีนักเรียน ผู้ปกครองและอาจารย์ ได้ออกมารวมตัวในย่านศูนย์กลางธุรกิจของมหานครซิดนีย์ และตะโกนขับไล่นาย สก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรี ในขณะเดียวกัน ในเมลเบิร์น และเมืองอื่น ๆ  ทั่วประเทศก็มีการออกมาประท้วงเช่นกัน โดยในแคนเบอร์ร่า มีการประท้วงไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนมากที่สุด เนื่องจากการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นหลัก และในต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลมีท่าทีไม่ยึดมั่นต่อ ความตกลงปารีส ซึ่งได้ผ่านการเห็นชอบเมื่อปี 2558 เป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ชมโปสการ์ดใหญ่สุดในโลกบนเทือกเขาแอลป์ ตั้งเป้ารณรงค์ยุติปัญหาโลกร้อน

ชมโปสการ์ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นการนำเอาโปสการ์ดของเด็ก ๆ กว่า 125,000 คน มาเรียงต่อกันจนกลายเป็นผืนขนาดใหญ่ วางบน จุงเฟราย็อค เป็นช่องสันเขาที่มีชื่อเสียงของเทือกเขาแอลป์ ตั้งอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,466 เมตร โครงการนี้เป็นผลงานขององค์กรไม่แสวงผลกำไรที่รณรงค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ จากทั่วโลกร่วมกันส่งข้อความเพื่อรณรงค์ยุติปัญหาโลกร้อน หรือเป็นการเขียนคำตอบว่าพวกเขาตั้งใจจะช่วยโลกจากปัญหาโลกร้อนได้อย่างไรบ้าง ซึ่งโปสการ์ดนับแสนใบที่เห็นนี้ ราว ๆ 5 หมื่นใบถูกส่งมาจากแอฟริกาใต้ ส่วนอีกราว 2 หมื่นใบส่งมาจากอินเดีย ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

โลกร้อนทำพิษ! ‘หิมะ’ หายจากเทือกเขาสวิตฯ ต่อเนื่อง หวั่นกระทบท่องเที่ยว

ผลการวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แห่งมหาวิทยาลัยเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์ เผย ปริมาณหิมะตามเทือกเขาต่างๆทั่วประเทศสวิตเซอร์แลนด์กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยผลการวิจัยดังกล่าว ซึ่งมีการศึกษาข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบ พบว่าในช่วงเวลา 22 ปี ระหว่างปี ค.ศ.1995 – 2017 พื้นที่ที่เคยมีหิมะ “ปกคลุมบางส่วน” ในสวิตเซอร์แลนด์ได้หายไปแล้วมากกว่า 5,200 ตารางกิโลเมตร ขณะที่พื้นที่ที่เคยมีหิมะ “ปกคลุมตลอดทั้งปี” ได้หดหายไปแล้วกว่า 2,100 ตารางกิโลเมตร เกรกอรี จูลิอานี หนึ่งในแกนนำของทีมวิจัยเผยว่า ปรากฏการณ์หิมะที่หายไปจากเทือกเขาต่างๆของสวิตเซอร์แลนด์นี้เป็นผลโดยตรงมาจากภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก และการละลายหายไปของหิมะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการเล่นกีฬาฤดูหนาวอย่างเช่นสกี ที่ต้องพึ่งพาหิมะเป็นหัวใจสำคัญ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

นักธุรกิจจับมือนักวิทย์ฯ ห่มผ้าให้ธารน้ำแข็ง ชะลอการหลอมละลาย

คาร์เล็น ฟิลิปป์ นักธุรกิจชื่อดังด้านโรงแรมและครอบครัว ได้ว่าจ้างคนงาน รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ เข้ามาช่วยห่มผ้าสีขาวผืนใหญ่เหนือ “ธารน้ำแข็งโรน” บนเทือกเขาแอลป์ส เพื่อปกป้องธารน้ำแข็งแห่งนี้ที่ได้ชื่อว่า เป็นธารน้ำแข็งเก่าแก่อายุหลายพันปี และมีขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป ฟิลิปป์ระบุว่า ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งโรนแห่งนี้ได้หลอมละลายและหดสั้นลงไปแล้วคิดเป็นระยะทางกว่า 1,400 เมตร และการหลอมละลายของธารน้ำแข็งแห่งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของโรงแรมของเขาซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง ที่อาจต้องปิดตัวลง หากธารน้ำแข็งโรนหลอมละลายไปจนหมด ข้อมูลระบุว่า ผ้าห่มสีขาวผืนใหญ่ ซึ่งมีความหนาเพียง 2 เซนติเมตรนี้ ถูกทีมนักวิทยาศาสตร์ออกแบบขึ้นเพื่อให้มีคุณสมบัติสะท้อนแสงอาทิตย์ แทนการปล่อยให้ธารน้ำแข็งถูกแดดแผดเผาแบบเต็ม ๆ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยชะลอการหลอมละลายของธารน้ำแข็งโรนแห่งนี้ให้ช้าลง ทั้งนี้ ข้อมูลจากรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า ในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยบริเวณเทือกเขาแอลป์สได้เพิ่มสูงขึ้นราว 1.8 องศาเซลเซียส และส่งผลให้ธารน้ำแข็งหลอมละลายหายไปปีละ 6-8 เมตร ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่า ธารน้ำแข็งที่เคยอยู่คู่กับเทือกเขาแอลป์สแห่งนี้ จะหายไปอย่างถาวรในไม่กี่ปีข้างหน้า จากผลของภาวะโลกร้อน ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ระทึก! ภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์! เคลื่อนตัวประชิดหมู่บ้านในกรีนแลนด์

จากกรณีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ เคลื่อนตัวเข้าหาหมู่บ้านอินนาร์ซุต หมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่งประชากรราว 170 คน ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะกรีนแลนด์สร้าง โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านเป็นอย่างมากนั้น สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นอกจากภูเขาน้ำแข็งลูกนี้จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้กับหมู่บ้าน การเคลื่อนตัวของมันยังส่งผลให้เกิดการพังถล่มของหน้าผาน้ำแข็งลงสู่ทะเล และทำให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าสู่ชายฝั่ง จนชาวบ้านแตกตื่นและกลัวว่าจะเกิดคลื่นสึนามิตามมา ขณะที่ทางการท้องถิ่นต้องอพยพประชาชนเกือบทั้งหมู่บ้านออกนอกพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวระบุว่า เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุคลื่นยักษ์ซัดถล่มชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะกรีนแลนด์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไป 4 ราย

เผยสภาพ 7 เมืองใหญ่ทั่วโลกที่อาจเปลี่ยนไป เมื่อโลกร้อนขึ้นอีก 2-4 องศาฯ

ลำพังแค่สภาพอากาศทุกวันนี้ก็ทำให้การใช้ชีวิตกลางแจ้งยากลำบากมากพอแล้ว แต่จากข้อมูลจาก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ The International Plant Protection Convention (IPPC) ที่ได้รายงานเมื่อปี 2016 ว่าโลกของเรายังมีแนวโน้มที่อุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และหากสถานการณ์ของภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะนี้ ภาพในช่วงศตวรรษที่ 21 โลกของเราอาจมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นอีก 2 -4 องศาเซลเซียล ซึ่งถ้าการคาดการณ์นี้เป็นจริง โลกของเราจะมีความเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ ที่อาจต้องเผชิญหน้ากับระดับน้ำที่สูงขึ้นจนน่าใจหาย เหมือนใช่ในภาพจำลองสถานการณ์ข้างล่างนี้ 1. เมืองเดอร์บัน เป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสามของประเทศแอฟริกาใต้ 2. กรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ 3. มุมไบ เมืองริมชายฝั่งทะเลอาหรับของประเทศอินเดีย 4. มหานครนิวยอร์ก เมืองใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา 5. รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล 6. เซี่ยงไฮ้ เขตการปกครองระดับเขตการปกครองพิเศษแบบเทศบาลนคร และเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน 7. ซิดนีย์ เมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ที่มา – climatecentral.org

นักวิจัยเตือน! ‘ปะการัง’ เสี่ยงสูญพันธุ์ หลังโลกร้อนทำภาวะปะการังฟอกขาวพุ่ง

ศาสตราจารย์ นิค เกรแฮม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลจากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ในประเทศอังกฤษ เผยปะการังทั่วโลกเสี่ยงสูญพันธุ์จากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ที่เป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อน ผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า แนวปะการังในน่านน้ำเขตร้อนทั่วโลกตั้งแต่ทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก กำลังเผชิญกับภาวะฟอกขาวหรือภาวะที่ปะการังหลากสีจะกลายสภาพเปลี่ยนเป็นปะการังสีขาวซีดในอัตราที่สูงขึ้นและบ่อยขึ้น จากผลพวงของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ปรากฏการณ์เอลนินโญ่ และภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ทีมวิจัยพบว่าระยะเวลาที่แนวปะการังจะเผชิญภาวะฟอกขาวในแต่ละครั้ง ขณะนี้ได้ลดลงเหลือเพียง 6 ปีเท่านั้น จากเดิมที่การฟอกขาวแต่ละครั้งจะเกิดขึ้น ต้องใช้เวลานานถึง 25 ปีเมื่อช่วงปี ค.ศ.1980 นอกจากนี้ศาสตราจารย์เกรแฮมยังเตือนว่า ระบบนิเวศทางทะเลของโลกจะเผชิญหายนะครั้งใหญ่หากอุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอีกเพียง 3-4 องศาเซลเซียส เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเพียงเท่านี้ก็ถือว่ามากพอที่จะทำให้ปะการังเขตร้อนที่เป็นบ้านของสัตว์ทะเลราว 1 ใน 3 ถูกทำลาย

keyboard_arrow_up