เปิดข้อตกลง ‘ทรัมป์-คิม’ มุ่งปลดอาวุธนิวเคลียร์-สร้างสันติในคาบสมุทรเกาหลี

วันนี้(12 มิ.ย. 61) กับการหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยการหารือดังกล่าวเป็นไปอย่างราบรื่น ประธานาธิบดีทรัมป์เผยว่า ผลการหารือที่ออกมาน่าจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับทั้งสองฝ่าย (อ่านเพิ่มเติม ‘ทรัมป์-คิม’ ร่วมลงนามข้อตกลง เผยโลกเตรียมเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่) ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกัน โดยมีประเด็นหลัก ๆ 4 ข้อ ด้วยกัน คือ สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ จะร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ตามความปรารถนาของประชาชนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เพื่อสันติภาพและความรุ่งเรือง สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ จะร่วมมือสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนและมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีเหนือจะเดินหน้าในการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ ตาม ‘ปฏิญญาปันมุนจอม’ เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 61 สหรัฐฯ และ เกาหลีเหนือ จะรือฟื้นข้อตกลง POW/MIA ว่าด้วยทหารหรือเชลยศึกชาวอเมริกันที่สูญหายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ส่งกลับกระดูกผู้เสียชีวิตที่สามารถระบุตัวตนได้แล้วกลับประเทศทันที นอกจากนี้ในหนังสือสัญญาระบุว่าทั้ง 2 ประเทศได้มีการเปิดใจหารือกันอย่างครอบคลุม ลงลึกและจริงใจ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสงบสุขในคาบสมุทรเกาหลี […]

‘โป๊ปฟรานซิส’ ร่วมสวดอำนวยพรการประชุมสุดยอด ‘ทรัมป์-คิม’

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ทรงประกอบพิธีสวดอำนวยพรให้คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่มีกำหนดพบหารือกันในการประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์วันที่ 12 มิ.ย. 61 นี้ รายงานข่าวระบุว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเป็นผู้นำในพิธีสวดอำนวยพรที่จัดขึ้นบริเวณจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ใจกลางนครรัฐวาติกัน โดยพระองค์ระบุว่า การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นหนทางที่จะนำไปสู่สันติภาพ และเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลก รวมถึงคริสตศาสนิกชนต้องร่วมกันส่งแรงใจสนับสนุน โป๊ปฟรานซิสระบุว่า การประชุมสุดยอดระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯที่จะจัดขึ้นบนเกาะเซ็นโทซ่าของสิงคโปร์ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ อาจเป็น “ความหวังสุดท้าย” ของสันติภาพที่แท้จริงบนคาบสมุทรเกาหลี ดังนั้นชาวคริสต์ทุกคนจึงจำเป็นต้องร่วมกันส่งพลังใจให้เวทีประชุมสุดยอดครั้งนี้ และส่งพลังใจให้กับประชาชนทั้งในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

สิงคโปร์เปิดตัวเหรียญที่ระลึก การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ‘ทรัมป์-คิม’

สิงคโปร์เตรียมออกเหรียญที่ระลึก การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 12 มิ.ย. 61 นี้ โดยเหรียญที่ระลึกจะมี 3 รุ่นด้วยกัน คือทอง เงิน และนิกเกิล ด้านหนึ่งพิมพ์ด้วยคำว่า “World Peace” ภาพของนกพิราบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ พร้อมด้วยภาพดอกกุหลาบและดอกแม็กโนเลียซึ่งเป็นดอกไม้ประจำประเทศสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ อีกด้านหนึ่งเป็นภาพธงชาติและการจับมือของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ระบุวันที่ของงานประชุม และสลักว่าจัดในประเทศสิงคโปร์ โรงกษาปณ์ของสิงคโปร์กล่าวว่า นอกจากจะเป็นอนุสรณ์ของเหตุการณ์สำคัญที่จะนำไปสู่ความสงบสุขนี้แล้ว ยังเป็นอนุสรณ์แก่สิงคโปร์ในฐานะเจ้าบ้านจัดการประชุม ซึ่งเป็นคนกลางผู้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกอีกด้วย     โดยเหรียญทองจะมีการผลิตทั้งสิ้น 1,000 เหรียญ ขายในราคาเหรียญละ 1,380 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 33,000 บาท) ซึ่งต่อมาผลิตเพิ่มเป็น 3,000 เหรียญ จากความต้องการที่ล้นหลาม เหรียญเงินผลิตทั้งสิ้น 15,000 เหรียญ ราคาเหรียญละ 118 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 2,800 บาท) และเหรียญนิกเกิลราคาเหรียญละ 36 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว […]

‘คิม จองอึน’ ส่งจม.ถึง ‘ทรัมป์’ ย้ำเกาหลีเหนือจริงใจ ยุติทดสอบนิวเคลียร์

นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้ฝากจดหมายส่งให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมกับแสดงความจริงใจในการยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่สหรัฐฯ มั่นใจว่าประชุมหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และนายคิม จองอึนจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่านายพลคิม ยองชอล เจ้าหน้าที่ระดับสูงและมือขวาของนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่อยู่ระหว่างการเดินทางเยือนนครนิวยอร์กกำลังเตรียมเดินทางต่อไปยังกรุงวอชิงตันดี.ซี. เพื่อส่งจดหมายของนายคิม จองอึนให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ด้วยตนเอง เป็นที่คาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะได้รับจดหมายฉบับดังกล่าวในวันนี้(1 มิ.ย. 61) โดยนายปอมเปโอระบุว่าการที่นายคิมต้องการจะมอบจดหมายให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ถือเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งชี้ว่าการประชุมหารือระหว่างผู้นำทั้งสองจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หลังการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมมีความคืบหน้าอย่างมาก และกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ มั่นใจว่าการเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ขณะที่สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการณ์ของนายคิม จองอึนที่ระบุว่า เกาหลีเหนือจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้ายุติการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยคำกล่าวนี้ก็มีขึ้นตรงกับช่วงที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือเดินทางเยือนนครนิวยอร์กเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และนายคิม จองอึน ที่จะมีขึ้นที่สิงคโปร์ ในวันที่ 12 มิ.ย. 61 นี้

มือขวา ‘คิม จองอึน’ เข้าพบรมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมความพร้อมประชุมครั้งประวัติศาสตร์

นายพลคิม ยองชอล เจ้าหน้าที่ระดับสูงและคนสนิทของนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้เดินทางถึงนครนิวยอร์กของสหรัฐฯเพื่อเข้าพบกับนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อหารือและเตรียมความพร้อมก่อนหน้าการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งนายพลคิม ยองชอลได้ร่วมประทานอาหารมื้อค่ำกับนายปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา (30 พ.ค. 61) ซึ่งทั้งคู่ได้ใช้เวลาหารือร่วมกันราว 90 นาที ทั้งนี้ทั้งคู่มีกำหนดนัดประชุมหารือกันอีกครั้งในวันนี้(31 พ.ค. 61) โดยนายพลคิม ยองชอลก็ถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสที่สุด ที่เดินทางเยือนสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 20 ปี ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศยกเลิกการประชุมหารือกับนายคิม จองอึน โดยอ้างว่าเกาหลีเหนือแสดงท่าทีที่เป็นปรปักษ์ต่อสหรัฐฯอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนใจในเวลาต่อมา และหันมาเจรจากับเกาหลีเหนือเพื่อให้การประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศจัดตามกำหนดเดิม ที่จะมีขึ้นที่สิงคโปร์ ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้

เปิดภาพ ‘เกาหลีเหนือ’ ทำลายฐานทดสอบนิวเคลียร์-เผยพร้อมหารือ ‘ทรัมป์’ ทุกเมื่อ

สื่อเกาหลีใต้ได้เผยภาพขณะที่ฐานทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือถูกทำลาย หลังเกาหลีเหนือยืนยันว่าได้รื้อทำลายห้องทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เพื่อหวังสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี โดยได้ระเบิดทำลายฐานทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ปุงเก-รี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งภายในฐานทดสอบนิวเคลียร์ดังกล่าวประกอบไปด้วยอุโมงค์และห้องปฏิบัติการโดยทางการเกาหลีเหนือก็ได้อนุญาตให้บรรดาสื่อมวลชนต่างประเทศเดินทางเข้าชมและรายงานข่าวการรื้อทำลายห้องทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เพื่อแสดงความโปร่งใส แต่กลับไม่ได้เชิญให้คณะผู้ตรวจสอบร่วมสังเกตการณ์  ด้านสำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือยืนยันกับบรรดาผู้สื่อข่าวว่าการรื้อทำลายฐานทดสอบอาวุธนิวเคลียร์นี้จะไม่มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหล และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณฐานทดสอบดังกล่าว พร้อมกับระบุว่าการยุติการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดไปจากคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้การรื้อทำลายฐานทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯประกาศยกเลิกการประชุมหารือกับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเดิมทีการประชุมดังกล่าวมีกำหนดหารือที่สิงคโปร์ ในวันที่ 12 มิ.ย. 61 นี้ โดยประธานานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าสาเหตุที่ต้องยกเลิกการประชุมหารือเป็นเพราะเกาหลีเหนือแสดงท่าทีที่เป็นปรปักษ์ต่อสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ขณะที่กระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือได้แสดงความเสียใจที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศยกเลิกการประชุม และเกาหลีเหนือยังคงเต็มใจที่ใจประชุมหารือกับสหรัฐฯ ในทุกรูปแบบและทุกเมื่อ

‘คิม จองอึน’ ยกเลิกหารือโสมขาว-ขู่ล้มการเจรจา ‘ทรัมป์’ เหตุไม่พอใจเกาหลีใต้ซ้อมรบกับสหรัฐฯ

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือรายงานว่าทางการเกาหลีเหนือได้ยกเลิกการเจรจาหารือระดับสูงกับทางการเกาหลีใต้ ที่มีกำหนดหารือในวันนี้(16 พ.ค. 61) เนื่องจากกองทัพเกาหลีใต้ดำเนินการซ้อมรบกับกองทัพสหรัฐฯ โดยการซ้อมรบดังกล่าวใช้ชื่อว่า “แม็กซ์ ธันเดอร์” ซึ่งเกาหลีเหนือระบุว่าการซ้อมรบดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรุกรานเกาหลีเหนือ และถือเป็นการกระทำอันยั่วยุ อย่างไรก็ดี ทั้งเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ระบุว่าการซ้อมทางทหารดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมของกองทัพในการปกป้องประเทศเท่านั้น นอกจากนี้ สื่อของเกาหลีเหนือยังขู่ด้วยว่าจะยกเลิกการเจรจาหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นที่สิงคโปร์ ในวันที่ 12 มิ.ย. 61 นี้ด้วย เนื่องจากไม่พอใจการซ้อมรบระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ขณะที่กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ยังคงยืนยันว่าการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯและเกาหลีเหนือจะยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม และยังไม่ได้รับการแจ้งเปลี่ยนกำหนดการประชุมจากเกาหลีเหนือในเวลานี้  

‘เมลาเนีย’ สุภาพสตรีหมายเลข 1 สหรัฐฯ เข้าผ่าตัดเนื้องอกที่ไต ‘ทรัมป์’ รุดเข้าเยี่ยม

โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาวเผยว่า นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ วัย 48 ปี ได้เข้ารับการผ่าตัดเพื่อกำจัดเนื้องอกบริเวณไตแล้ว และการผ่าตัดประสบความสำเร็จด้วยดี แต่จำเป็นต้องพักฟื้นดูอาการในโรงพยาบาลต่อไปจนถึงช่วงสุดสัปดาห์ ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมภรรยาของตนที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับอาการของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางเมลาเนีย ทรัมป์ เพิ่งประกาศจะเดินหน้าโครงการช่วยเหลือเด็กๆ ที่ขาดแคลนและประสบปัญหาทั้งในสหรัฐฯและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ซ้อมรอหารือครั้งประวัติศาสตร์! นักแสดงหน้าเหมือน ‘ทรัมป์-คิม’ จูงมือเดินเล่นในมาเก๊า

บรรดานักท่องเที่ยวบนเกาะมาเก๊าต่างฮือฮาเมื่อได้เห็นนักแสดงหน้าเหมือนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ออกมาจูงมือและเดินเล่นด้วยกันในย่านแหล่งช้อปปิ้งของมาเก๊า ซึ่งทั้งคู่ยังได้โพสท่าให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปและยังมีนักแสดงหน้าเหมือนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียมาร่วมสร้างสีสันด้วย โดยการปรากฎตัวของนักแสดงทั้งสองคนนี้มีขึ้น ก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์และนายคิม จองอึนมีกำหนดหารือร่วมกันครั้งประวัติศาสตร์ที่สิงคโปร์ในวันที่ 12 มิ.ย. 61 นักแสดงหน้าเหมือนประธานาธิบดีทรัมป์มีชื่อเดนนิส อลัน เป็นนักดนตรีวัย 67 ปี ชาวสหรัฐฯ ขณะที่นักแสดงหน้าเหมือนนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือใช้ชื่อว่าฮาวเวิร์ด เป็นนักแสดงชาวออสเตรเลีย ที่ทำงานในฮ่องกง โดยฮาวเวิร์ดบอกว่าเมื่อปีที่ผ่านมาเขาทำเงินจากการแสดงเลียนแบบเป็นนายคิม จองอึนได้มากกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1 ล้าน 2 แสนบาท ซึ่งมั่นใจว่าตราบใดที่นายคิม จองอึนยังคงอยู่ในตำแหน่งผู้นำเกาหลีเหนือ เขาก็จะไม่มีทางตกงานอย่างแน่นอน

วิถีทรัมป์!? ทีมกฎหมายยอมรับ ผู้นำสหรัฐฯจ่าย 4 ล้าน อุดคดีดาราหนังโป๊

ทีมกฎหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ออกมายอมรับว่าผู้นำสหรัฐฯจ่ายเงินกว่า 4 ล้านบาทเพื่อปิดปากอดีตนักแสดงหนังโป๊ห้ามพูดว่าเคยมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับประธานาธิบดีทรัมป์ นายรูดี้ กุยลิอานี อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก เพื่อนสนิท และหนึ่งในทีมกฎหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้นายไมเคิล โคเอ็น ทนายความของเขาจ่ายเงินให้กับนางสตอร์มี่ แดเนีลยส์ หรือที่มีชื่อจริงว่าสเตฟานี่ คลิฟฟอร์ด อดีตนักแสดงหนังโป๊เป็นจำนวน 130,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 4,100,000 บาทเพื่อให้เธอปิดปากเงียบเรื่องที่เคยมีความสัมพันธ์แบบชั่วข้ามคืนกับประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อปี 2006 โดยการจ่ายเงินปิดปากดังกล่าวก็มีขึ้นเมื่อปี 2016 ในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งนายกุยลิอานีเปิดเผยว่าการจ่ายเงินนี้ไม่ละเมิดกฏที่เกี่ยวกับการเงินหาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากเงินที่นำมาจ่ายนั้นไม่ได้นำมาจากเงินทุนหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นเรื่องการจ่ายเงินปิดปากนางแดเนียลส์ อดีตดาราหนังโป๊คนดังกล่าว ทั้งยังยืนยันว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเธอ เช่นเดียวกับทำเนียบขาวที่ยังคงปฏิเสธเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับนางแดเนียลส์ ขณะที่นางแดเนียลส์เปิดเผยว่า เคยถูกชายคนหนึ่งข่มขู่ว่าห้ามเปิดปากเรื่องความสัมพันธ์ลับระหว่างเธอและประธานาธิบดีทรัมป์ และเธอเพิ่งฟ้องร้องดำเนินคดีประธานาธิบดีทรัมป์ในข้อหาหมิ่นประมาทไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา  หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ได้ทวีตข้อความระบุว่าเธอกุเรื่องที่ถูกข่มขู่

ประมวลภาพ : วิกฤตการณ์สู้รบในสมรภูมิซีเรีย ผู้คนต่างพากันอพยพหนีภัย

วิกฤตการณ์สู้รบในสมรภูมิซีเรียยังคงทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังที่กองทัพพันธมิตร สหรัฐฯ อังกฤษและฝรั่งเศส ได้ส่งเครื่องบินรบหลายลำปฏิบัติการณ์ถล่มเป้าหมายสำคัญหลายแห่งในซีเรีย เพื่อเป็นการตอบโต้ที่กองทัพซีเรียใช้อาวุธเคมีกับกลุ่มกบฏฝ่ายต่อต้านทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี เป้าหมายการโจมตีหลักๆ มี 3 จุดคือห้องวิจัยในกรุงดามัสกัสที่ใช้พัฒนาและผลิตอาวุธเคมี รวมถึงอาวุธชีวภาพซึ่งรัฐบาลซีเรียนำมาใช้กับประชาชนและกลุ่มกบฏ ส่วนอีก 2 แห่งเป็นสถานที่ที่เชื่อว่าใช้เป็นคลังเก็บอาวุธเคมีในเมืองฮอมส์ และที่เว็บไซต์ reuters.com ได้ประมวลภาพเหตุการณ์เปิดฉากภารกิจถล่มซีเรีย และภาพบรรยากาศผู้คนพากันอพยพไปที่ชายแดนสหรัฐฯ คลิกเพิ่มเติม ขอบคุณภาพ/ข้อมูล reuters.com

‘ทรัมป์’ แนะครูพกปืน หลังเหตุกราดยิงร.ร.ในฟลอริด้า เชื่อช่วยป้องกันได้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แนะควรมีการอนุญาตให้ครูพกอาวุธปืนติดตัวขณะทำการสอนในโรงเรียนได้ เชื่อจะสามารถช่วยป้องกันโศกนาฏกรรมการกราดยิงที่เกิดขึ้นตามโรงเรียนต่างๆ และจะช่วยยุติเหตุรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว การเสนอแนวคิดให้ครูพกปืนในโรงเรียนของทรัมป์มีขึ้นระหว่างการเปิดห้องรับรองภายในทำเนียบขาวต้อนรับเหล่าผู้ปกครอง รวมถึงนักเรียนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่อดีตนักเรียนที่ถูกไล่ออกรายหนึ่ง ใช้ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ กราดยิงนักเรียนรวม 17 ศพที่โรงเรียนมัธยมมาร์จอรี สโตนแมน ดักลาส ที่เมืองพาร์คแลนด์ มลรัฐฟลอริด้าเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 61 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ทรัมป์เองก็ยอมรับว่า แนวคิดการติดอาวุธให้กับครูตามโรงเรียนนี้ น่าจะถูกต่อต้านจากสังคมในวงกว้าง พร้อมเผยว่า ตัวเขาจะเร่งผลักดันมาตรการตรวจสอบประวัติและสุขภาพจิตของผู้ซื้อปืนทั่วประเทศ ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น นับจากนี้ ในอีกด้านหนึ่งมีรายงานว่า นักเรียนชั้นมัธยมและนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจำนวนหลายร้อยคนเดินทางไปรวมตัวกันที่เมืองแทลลาฮัสซี เมืองหลวงของมลรัฐฟลอริด้า เพื่อส่งมอบรายชื่อผู้สนับสนุนการควบคุมอาวุธปืนต่อริค สกอตต์ ผู้ว่าการรัฐคนปัจจุบัน ให้เร่งผลักดันร่างกฏหมายควบคุมอาวุธ ก่อนจะเกิดเหตุกราดยิงขึ้นในโรงเรียนอีก  

ยืมเก่ง! พิพิธภัณฑ์ดังยอมให้ทำเนียบขาวยืม ‘ส้วมทองคำ’ เพื่อให้ ‘ทรัมป์’ ได้นั่งปลดทุกข์

ขอบคุณภาพจาก NY POST ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ตกเป็นข่าว “ขอยืม” โถส้วมทองคำ 18 กะรัตจากพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ในมหานครนิวยอร์ก เพื่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ใช้ในระหว่างการขับถ่ายประจำวัน ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ทางทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พยายามขอยืมภาพเขียน “แลนด์สเคป วิธ สโนว์” ของศิลปินชื่อก้องโลกอย่างวินเซนต์ แวนโก๊ะห์ สำหรับนำไปประดับภายในทำเนียบขาวที่เป็นที่พำนักของทรัมป์มาแล้ว แต่ทางพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ปฏิเสธคำขอ เนื่องจากเกรงว่าภาพเขียนเก่าแก่นี้จะได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ดี ล่าสุดมีการยืนยันว่า ทางพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ ตกลงจะให้ทางทำเนียบขาวยืม “โถส้วม” ที่ทำจาก “ทองคำ 18 กะรัต” ที่สามารถใช้งานได้จริง เพื่อตอบสนองรสนิยมส่วนตัวของทรัมป์ ที่ได้ชื่อว่าชื่นชอบสิ่งของเครื่องใช้ที่ทำจากทองคำแท้ หรือ สิ่งของที่เคลือบด้วยทอง ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยว่า ทางทำเนียบขาวต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนเท่าใดให้กับทางพิพิธภัณฑ์ เพื่อแลกกับการขอยืมส้วมทองคำให้ทรัมป์ได้นำไปใช้ระหว่างการขับถ่าย และไม่มีการเปิดเผยระยะเวลาในการขอยืม ขณะที่เมาริซิโอ กัตเตลัน ศิลปินชาวอิตาเลียนผู้สร้างโถส้วมทองคำนี้ให้กับทางพิพิธภัณฑ์ก็ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆต่อเรื่องนี้เช่นกัน.

‘ทรัมป์’ แถลงนโยบายครั้งแรก ขอปรองดองการเมือง-อวดผลงานเด่น

ประธานาธิบดีนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ขึ้นกล่าวนโยบายประจำปีเมื่อช่วงเช้าวันนี้(31 ม.ค. 61) ตามเวลาในไทย ซึ่งถือเป็นการกล่าวนโยบายครั้งแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้ทั้งสมาชิกพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยุติความบาดหมางต่อกัน และร่วมกันทำงานเพื่อประชาชน ขณะเดียวกันประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวถึงผลงานที่โดดเด่นรัฐบาล เช่นเรื่องเศรษฐกิจที่เติบโต และอัตราการว่างงานที่ลดลง ส่วนนโยบายสำคัญที่ผู้นำสหรัฐฯ นำมาแถลงต่อสภาครองเกรสยังคงมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปนโยบายผู้อพยพ พร้อมประกาศว่าจะทำงานร่วมกับพรรคเดโมแครต ที่ยังคงมีความเห็นไม่ตรงกับประธานาธิบดีทรัมป์ในประเด็นผู้อพยพ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ก็จะให้ความสำคัญเรื่องการช่วยเหลือเด็กๆ ผู้ใช้แรงงาน และคนยากจนในประเทศให้มีโอกาสทางสังคมมากขึ้น นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ประกาศว่าจะเพิ่มมาตรการกดดันเพื่อไม่ให้นิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ  ทั้งยังมีแผนที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ให้ทันสมัยมากขึ้นเพื่อพร้อมสำหรับการปกป้องประเทศ ขณะเดียวกันยังประกาศเดินหน้าปราบปราบกลุ่มไอเอสให้หมดสิ้นไป และจะยังคงเปิดเรือนจำบนเกาะกวนตานาโมในคิวบาต่อไปเพื่อใช้เป็นสถานที่กักขังกลุ่มผู้ก่อการร้าย ทั้งนี้การแถลงโนยบายดังกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่คะแนนความนิยมของเขายังคงลดต่ำลง โดยเป็นที่คาดว่าจะมีชาวสหรัฐฯ ติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ราว 40 ล้านคน

ชาวเน็ตผุด #Oprah2020 หนุน ‘โอปราห์’ สมัครปธน.สหรัฐฯ หลังสุนทรพจน์เวทีลูกโลกทองคำ

ที่ประเทศสหรัฐฯ มีควันหลงจากงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำเมื่อวานนี้(8 ม.ค. 61) โดยสุนทรพจน์ที่กลายเป็นที่สุดของงานคือคำพูดของโอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าของรางวัลเกียรติยศ ซึ่งสุนทรพจน์ของเธอประทับใจผู้คนทั่วโลกจนตอนนี้เกิดกระแสผลักดันให้เธอลงสมัครเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรชื่อดังของสหรัฐฯ กล่าวหลังขึ้นรับรางวัลเกียรติยศของตน โดยยกย่องผู้หญิงหลายคนที่กล้าออกมาเปิดเผยเรื่องการถูกคุกคามทางเพศจนสามารถสร้างกระแสในสังคม ทำให้จุดประกายการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และตามมาด้วยแคมเปญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “มีทู” และ “ไทม์ส-อัพ” เพื่อรณรงค์ให้เกิดความเท่าเทียม ไม่ให้สังคมถูกควบคุมโดยเพศชาย โดยถือเป็นสุนทรพจน์ที่ดีที่สุดต้อนรับปีใหม่เลยก็ว่าได้ ซึ่งโอปราห์ใช้คำว่า “ความพยายามของทุกคนจะไม่สูญเปล่า เพราะรุ่งอรุณแห่งวันใหม่กำลังจะมาถึง” คำพูดของเธอสร้างความประทับใจให้กับผู้คนอย่างมาก จนหลายคนอยากให้เธอได้เข้ามาเป็นผู้นำประเทศ ถ้าหากเข้าไปดูในสังคมออนไลน์ของบรรดาคนบันเทิงในฮอลลีวูด ตลอดจนชาวเน็ตทั่วไป จะเห็นแฮชแทกคำว่า #โอปราห์ ฟอร์ เพรซิเดนท์  (#oprahforpresident ) และ #โอปราห์ 2020 (#Oprah2020) ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในอีกสองปีข้างหน้า ต่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถ้าหากว่าโอปราห์ลงสมัครและชนะเลือกตั้งจริง ก็จะได้เป็นผู้นำหญิงคนแรกของสหรัฐฯ

นายมี…เราก็มี!! ทรัมป์ โพสต์เย้ย ‘คิม จองอึน’ หลังแถลงมีปุ่มกดนิวเคลียร์บนโต๊ะทำงาน

จากกรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดประเทศเกาหลีเหนือ ได้ออกแถลงการณ์ประจำปีเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ที่ระบุว่าเกาหลีเหนื่อกำลังเร่งพัฒนาโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังย้ำว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่สมบูรณ์แบบตามเป้าหมายตั้งแต่ปีก่อน และขอให้สหรัฐอเมริกาตระหนักว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การขู่ แต่เป็นเรื่องจริง และตนมีปุ่มกดนิวเคลียร์อยู่บนโต๊ะทำงานแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มกราคม นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก พร้อมระบุตำแหน่งว่ากำลังอยู่ที่ทำเนียบขาว (The White House) โดยมีเนื้อหา ตามที่ผู้นำเกาหลีเหนือที่แถลงว่ามีปุ่มกดนิวเคลียร์บนโต๊ะทำงานนั้น ตนอยากฝากให้ใครสักคนในประเทศที่ขาดแคลนอาหารนั้นไปบอกกับคิม จองอึน ทีว่า บนโต๊ะทำงานของตนก็มีปุ่มยิงนิวเคลียร์เช่นกัน แถมยังมีอานุภาพทำลายล้างสูงกว่าด้วย ทั้งยังบอกอีกว่า…ปุ่มของตนสามารถใช้งานได้จริง (My Botton work!)

หมอดูดังชาวออสซี่นิมิตเห็นเมฆดำปกคลุมทำเนียบขาว ทำนาย ‘ทรัมป์’ จะถูกถอดจากตำแหน่งปีนี้ (คลิป)

หมอดูชื่อดังจากประเทศออสเตรเลีย ได้ออกมาทำนายว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งในปีนี้ ขอบคุณภาพ KIIS 1065 ขอบคุณภาพ tpmtv จอร์จิน่า วอล์คเกอร์ หมอดูชื่อดังชาวออสเตรเลีย ที่เคยทำนายดวงชะตาให้คนดังมาแล้วมากมาย ได้ทำนายว่า ในปีนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะถูกถอดถอนจากตำแหน่ง โดยเธอระบุว่า มีนิมิตเห็นเมฆดำเคลื่อนตัวปกคลุมเหนือทำเนียบขาว เหมือนกับที่เธอเคยเห็นในสมัยอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งในเวลานั้น อดีตประธานาธิบดีคลินตันต้องเจอกับเรื่องอื้อฉาว ที่มีเรื่องชู้สาวกับนักศึกษาฝึกงาน จนทำให้เขาเกือบถูกถอดถอนจากตำแหน่ง โดยหมอดูวอล์คเกอร์ เชื่อว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ก็น่าจะเจอกับอุปสรรค และทำงานด้วยความยากลำบากในปีนี้เช่นกัน ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ขอบคุณภาพ Craig Hamilton-Parker ขณะที่นายเครก แฮมมิลตัน พาร์กเกอร์ หมอดูชื่อดังชาวอังกฤษกลับมีคำทำนายในทิศทางตรงกันข้าม โดยเขาทำนายว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะรอดพ้นจากการถูกถอดถอนจากตำแหน่ง และจะได้รับคะแนนความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ โดยที่ผ่านมาหมอดูพาร์กเกอร์เคยทำนายถูกเรื่อง เบร็กซิท ที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และเรื่องที่ประธานาธิบดีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง นอกจากนี้ เขายังทำนายด้วยว่านายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือจะถูกโค่นล้มอำนาจในปีนี้ด้วย.

สมัชชาใหญ่ยูเอ็นลงคะแนนล้นหลาม โหวตคว่ำวาระ ‘เยรูซาเล็ม’ ให้คำประกาศมะกันเป็นโมฆะ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมัชชาใหญ่สหประชาชาติลงคะแนนเสียงอย่างล้นหลาม 128 ต่อ 9 เสียง คว่ำวาระ “เยรูซาเล็ม” ด้านปาเลสไลน์ขอบคุณผู้ไม่สนับสนุนจุดยืนของสหรัฐฯ ส่วนสหรัฐฯ เองก็เตรียมเชิญประเทศพันธมิตรที่ลงคะแนนเข้าข้าง ให้มาร่วมงานเลี้ยงพิเศษที่จะจัดช่วงหลังปีใหม่ หลังจากที่สหรัฐฯ ออกมาประกาศรับรองให้ “นครเยรูซาเล็ม” เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล จนเกิดกระแสต่อต้านไปทั่วโลก เพราะว่าเยรูซาเล็มถือเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ซึ่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา “อียิปต์” สมาชิกหมุนเวียนได้นำวาระดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ แต่ถูกสหรัฐฯ วีโต้จนตกไป ถึงแม้ประเทศที่เหลือทั้งหมดอีก 14 ประเทศจะลงคะแนนสู้ก็ตาม ต่อมาตุรกีได้เป็นตัวตั้งตัวตีนำวาระนี้เข้าสู่สมัชชาใหญ่ สุดท้ายที่ประชุมก็ลงคะแนน 128 ต่อ 9 เสียง เห็นชอบให้คำประกาศรับรองของสหรัฐฯ เป็นโมฆะ และยังมีอีก 35 เสียงที่ของดออกเสียง ทั้งนี้ เสียงที่ไม่เห็นด้วยและงดออกเสียงส่วนหนึ่งมาจากคำขู่ของสหรัฐฯ ก่อนการลงคะแนน ที่ว่าจะตัดความช่วยเหลือด้านการเงินกับประเทศที่ขัดจุดยืนสหรัฐฯ สำหรับไทยนั้นก็อยู่ใน 128 เสียงที่โหวตคว่ำวาระเช่นกัน รายงานข่าวระบุว่า หลังผลออกมาปาเลสไตน์ก็ออกมาขอบคุณนานาประเทศที่ช่วยกันลงคะแนนเสียงสู้กับสหรัฐฯ ส่วนอิสราเอลก็ประกาศไม่ยอมรับมติของยูเอ็น ส่วนสหรัฐฯ ได้เชิญพันธมิตร 64 ประเทศที่ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วย งดออกเสียง และประเทศที่ไม่มาร่วมประชุม เข้าร่วมงานเลี้ยงขอบคุณที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 […]

keyboard_arrow_up