‘ทรัมป์’ เมินตอบโต้ ‘อิหร่าน’ โวมียุทโธปกรณ์ล้ำหน้า แต่ไม่จำเป็นต้องใช้

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.63 เวลา 11.40 (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ แถลงการณ์ว่า กองทัพสหรัฐที่ประจำการอยู่ที่นี่ไม่ได้รับอันตรายจากการโจมตีครั้งนี้ และฐานทัพได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งผู้นำสหรัฐมองว่า เป็นสัญญาณที่สื่อว่าอิหร่านต้องการป้องกันไม่ให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น ในแถลงการณ์ที่ผู้นำสหรัฐกล่าวที่ทำเนียบเขา เขาอธิบายว่า ไม่มีชาวอเมริกันได้รับอันตรายจากขีปนาวุธของอิหร่าน ดังนั้น สหรัฐจึงไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทันที และสหรัฐไม่จำเป็นต้องใช้แสนยานุภาพทางทหารตอบโต้อิหร่าน แต่จะเพิ่มมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจแทน โดยยังไม่ให้รายละเอียดว่ามาตรการลงโทษจะออกมาในรูปแบบใด นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศด้วยว่า เขาจะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้มหาอำนาจต่างๆ ในโลก ที่รวมทั้งรัสเซีย และจีน ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อปี 2558 และเดินหน้าทำข้อตกลงฉบับใหม่ เพื่อให้โลกเป็นที่ที่ปลอดภัยและสงบสุขกว่านี้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยด้วยว่า สหรัฐ กำลังพัฒนา Hypersonic missile หรือขีปนาวุธที่มีความเร็วกว่าเสียงจำนวนมาก แต่แม้สหรัฐจะมีกองทัพและยุทโธปกรณ์ที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นต้องใช้มัน

ไม่สะท้าน ‘ทรัมป์’ ทวีตตอบกลับอิหร่าน ‘จนถึงตอนนี้มันดีมาก!’

จากกรณีที่อิหร่าน เปิดฉากล้างแค้น ด้วยการยิงมิสไซล์เข้าใส่ฐานทัพอเมริกันในอิรัก อ่านข่าว: เริ่มแล้ว! อิหร่านยิงมิสไซล์ ถล่มฐานทัพอเมริกันในอิรัก ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหว หลังอิหร่านเปิดฉากยิงมิสไซล์ใส่ฐานทัพในอิรัก ผ่านทวิตเตอร์ว่า “การปล่อยมิสไซล์จากอิหร่าน ลงสู่ฐานทัพ 2 แห่งในอิรัก ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่! เรามีทหารที่ทรงพลังที่สุด และมีอุปกรณ์ครบครันที่สุดในโลก” ทั้งนี้ ทรัมป์ ยังทิ้งท้ายว่า จะมีการออกแถลงการณ์ในเช้าวันพรุ่งนี้ (8 ม.ค.63)

อิหร่านเดือด ตั้งค่าหัว “ทรัมป์” 2,400 ล้านบาท พร้อมประกาศเดินหน้านิวเคลียร์เต็มสูบ

กระแสประท้วงต่อต้านปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ยังคงลามไปทั่ว อิหร่าน และคาดว่าจะรุนแรงต่อเนื่อง เมื่อวานนี้(5 ม.ค.) ในพิธีศพของนายพลกาเซม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังนักรบคุดส์ ที่ถูกสังหารโดยคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ชาวอิหร่านหลายแสนคนออกมารวมตัวเพื่อไว้อาลัย ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น และต้องการให้ตอบโต้สหรัฐฯ ต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น ระหว่างการเคลื่อนขบวนศพ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ มีการประกาศเรี่ยไรค่าหัวทรัมป์ โดยขอให้ชาวอิหร่าน 80 ล้านคน บริจาคเงินคนละ 1 ดอลลาร์ หรือเป็นเงินประมาณ 2,400 ล้านบาท เพื่อลงขันในการสังหารผู้นำสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน ท่าทีจากฝ่ายการเมืองของอิหร่านยังคงแข็งกร้าว แม้ว่าเมื่อวานนี้(5 ม.ค.) กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านจะยืนยันว่าอิหร่านไม่ต้องการก่อสงคราม แต่พร้อมตอบโต้หากถูกโจมตีก่อน ขณะที่สภาอิรักลงมติเอกฉันท์ขับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ที่มีทหาร 5,200 นายออกจากประเทศ ด้านรัฐบาลอิหร่านประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปลอดนิวเคลียร์ที่เคยลงนามกับชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศในปี 2015 ซึ่งในครั้งนั้นอิหร่านยอมลงนามเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ภายหลัง อเมริกาได้ถอนตัวจากข้อตกลงฉบับนี้ และเริ่มกดดันอิหร่าน ซึ่งผลจากการถอนตัว จะทำให้อิหร่านเดินหน้าวิจัยและพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตัวเองได้อย่างอิสระ

ทำเนียบขาวมั่นใจ “ทรัมป์”จะรอดพ้นจากการถูกถอดถอน เชื่อมั่นวุฒิสภาจะไม่ลงมติรับรอง

สเตฟานี่ กริชแมน โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ตำหนิ สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯว่าเป็นวันที่น่าอับอายที่สุดของการเมืองสหรัฐฯ หลังสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติถอดถอนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่ง จากกรณีที่ผู้นำสหัฐฯใช้อำนาจในทางมิชอบ กดดันให้ทางการยูเครนขุดคุ้ยนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดี และคู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต และบุตรชาย สมัยที่ทั้งคู่บริหารบริษัทด้านพลังงานในยูเครน และจากกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขัดขวางการทำงานของสภาคองเกรส และกระบวนการไต่สวนรื่องการถอดถอน ด้านโฆษกหญิงประจำทำเนียบขาว ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ โดยไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีความผิดจริง ทั้งยังไม่ได้เสียงสนับสนุนจากส.ส.ของฝั่งพรรครีพับลิกันด้วย อย่างไรก็ดี ทำเนียบขาวและประธานาธิบดีทรัมป์ มั่นใจว่าวุฒิสภาจะไม่ลงมติถอดถอนและผู้นำสหรัฐฯจะรอดพ้นจากความผิด เช่นเดียวกับเหล่านักวิเคราะห์ที่มองว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะรอดพ้นจากการถูกถอดถอน เนื่องจากพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภา โดยคาดว่าวุฒิสภาสหรัฐฯจะเริ่มขั้นตอนการไต่สวนประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงเดือนมกราคมปีหน้านี้ ก่อนที่จะลงมติ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ถือเป็นผู้นำคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง โดยก่อนหน้านี้มีอดีตประธานาธิบดีแอนดูรว์ จอห์นสัน และอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตันที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ถูกถอดถอน แต่ก็รอดพ้นมาได้ เมื่อมติเข้าสู่การพิจารณาในวุฒิสภา

สภาสหรัฐฯ ลงมติถอดถอน ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ลุ้นวุฒิสภาชี้ขาด

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใน 2 ข้อหา คือ การใช้อำนาจในทางมิชอบ และขัดขวางกระบวนการสอบสวนของสภาคองเกรส โดยในข้อหาแรกเรื่องการใช้อำนาจประธานาธิบดีในทางที่ผิด มติถอดถอนชนะไปด้วยคะแนน 230 ต่อ 197 และข้อหาขัดขวางกระบวนการสภาคองเกรส ผ่านด้วยมติ 229 ต่อ 198 เสียง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของผู้นำสหรัฐฯ ก็ไม่ถึงสุ่มเสี่ยงต่อการถูกถอนถอนมากนัก เพราะว่า เสียงของวุฒิสภานั้น พรรครีพับลิกันของทรัมป์ ครองเสียงข้างมาก ทำให้มีแนวโน้มว่าทรัมป์จะรอดพ้นจากการถูกถอดถอน ในการลงมติในวุฒิสภา

‘แอ๊ด คาราบาว’ แต่งเพลง ‘ฝนเหลือง’ จวกสหรัฐฯ หลังตัด GSP ไทย

“แอ๊ด คาราบาว” แต่งเพลงปลุกใจ ‘ฝนเหลือง’ อัดสันดานอเมริกา ตัด GSP ไทยสูญ 4 หมื่นล้าน ลั่นเอาแต่ประโยชน์ฝ่ายเดียว หนุนรัฐบาลมาถูกทางแบน 3 สารพิษ นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง ได้โพสต์คลิปเพลง “ฝนเหลือง” พร้อมข้อความในเฟซบุ๊กแฟนเพจ Add Carabao จวก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ กรณีประกาศระงับการให้สิทธิพิเศษทางพิกัดอัตราภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(GSP) แก่สินค้าไทยเป็นมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ว่า “ผมมองว่าการตัด Gsp ของอเมริกาต่อสินค้าไทยเป็นสงคราม เพื่อมุ่งกดดันตอบโต้การแบนสารพิษในการเกษตรของรัฐบาลไทย งานนี้มีบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอยู่เบื้องหลัง ดูเหมือนทรัมป์จะออกหน้าออกตาเต็มที่ ประหนึ่งว่ามีผลประโยชน์ร่วม อย่างไรก็ตามผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักชาติรักประชาชน ผมต้องปกป้องผลประโยชน์ของไทยเป็นหลัก แต่เป็นผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ไม่ใช่อธรรมอย่างที่ทรัมป์ทำกับเรา” สำหรับเพลง “ฝนเหลือง” มีเนื้อร้องว่า เคยใช้ฝนเหลืองเข่นฆ่าคนเวียตนาม ยังใช้สามสารพิษเข่นฆ่าคนไทย อเมริกา อเมริกันยังอันตราย […]

ตึงเครียด! หุ้นสหรัฐฯร่วงกว่า 700 จุด หลังค่าเงินหยวนลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี

ดัชนีดาวน์โจนส์ร่วงดิ่งกว่า 700 จุด หลังรัฐบาลจีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนลดลงอยู่ในระดับ 7 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ถือเป็นระดับอ่อนไหวทางการเมือง ธนาคารกลางของจีน กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินหยวนตกต่ำลงในขณะนี้ ว่า เป็นเพราะนโยบายปกป้องผู้ประกอบการในประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ ประกอบกับคำขู่ของทรัมป์ ที่ว่าจะขึ้นภาษีอีก 10% สำหรับสินค้าจากจีนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ นั่นเอง โดยทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ทวีตข้อความในวันจันทร์ (5 ส.ค.62) โต้กลับจีน ว่า พยายามบงการค่าเงินหยวนด้วยการปล่อยให้มีค่าต่ำลง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า การที่ค่าเงินหยวนลดต่ำลงนั้น เป็นเพราะทางการจีนต้องการสร้างความได้เปรียบทางการค้าในตลาดโลก และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ล่าสุด ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวล และทำให้ดัชนีดาวน์โจนส์ร่วงดิ่งกว่า 700 จุด

เข้มข้น! “ทรัมป์” ขู่ขึ้นภาษีจีนอีกรอบ หากไม่ยอมเจรจาการค้าด้วย

“ทรัมป์” ขู่ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน หาก “สี จิ้นผิง” ไม่ยอมเจรจาการค้าด้วย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 325,000 ล้านดอลลาร์ หากประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ไม่ยินยอมเจรจาการค้ากับตนในช่วงปลายเดือนนี้ โดยภาษีชุดใหม่นี้จะเพิ่มเติมจากมาตรการเก็บภาษี 25% ต่อสินค้าจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ เผยกับ CNBC ว่า  จีนต้องการจะทำข้อตกลงการค้าฉบับนี้มากกว่าสหรัฐฯ ดังนั้นตนเชื่อว่า ปธน.สี จะต้องยอมเจรจากับตนแน่นอน สำหรับสหรัฐฯ และจีนส่งผู้แทนไปเจรจาการค้ากันมาแล้ว 11 ครั้งตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนพยายามเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหลายอย่างในส่วนที่ได้ตกลงกันไปแล้ว ขณะที่จีนก็กล่าวหาว่าสหรัฐฯ เองที่เป็นฝ่ายทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

ราดน้ำมันใส่กองไฟ! Huawei ตอบโต้ ทรัมป์ ไล่ พนง.มะกันกลับประเทศ

สื่อนอกรายงาน Huawei ไล่พนักงานที่เป็นชาวอเมริกันกลับประเทศ เพื่อตอบโต้การแบนของรัฐบาลสหรัฐ ดูท่าว่าสงครามการค้าระหว่าง Huawei และรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งนี้จะยิ่งระอุขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดสำนักข่าว Financial Times รายงานว่า Huawei ได้มีการยกเลิกการประชุมร่วมกับพนักงานที่เป็นชาวอเมริกัน นอกจากนี้ยังมีคำสั่ง เชิญให้พนักงานที่เป็นชาวอเมริกันที่ทำงานอยู่ในสำนักงานใหญ่ของ Huawei เดินทางกลับประเทศอีกด้วย โดย Financial Times ได้รายงานว่า มีพนักงานชาวอเมริกันที่ทำงานฝ่ายการวิจัยและการพัฒนาถูกส่งตัวกลับประเทศเมื่อสองสัปดาห์ก่อน หลังจากบริษัทสัญชาติจีนถึง 68 แห่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป็นภัยต่อความมั่นคง และบริษัทในสหรัฐไม่สามารถทำธุรกิจกับ Huawei ได้

“ทรัมป์” เผยจีนจะต้องเสียใจ หากแก้ไขข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

ทรัมป์ เผย จีนยังคงต้องการเจรจาการค้ารอบใหม่กับสหรัฐฯ และว่าจีนจะต้องเสียใจที่จีนพยายามแก้ไขข้อตกลงการเจรจาที่ใกล้จะบรรลุ สื่อ วอยซ์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (30 พ.ค.62) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า หากทีมเจรจาการค้าจีน-สหรัฐฯจะต้องกลับมาหารือกันอีกครั้ง ก็คงจะไม่เป็นการหารืออย่างที่ผ่านมา และการปรับขึ้นภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ทำให้ผู้ประกอบการในจีนต้องย้ายฐานการผลิตออกไปประเทศอื่นๆ แต่ส่งผลต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ระดับเล็กน้อยเท่านั้น

“แรร์เอิร์ธ” ไม้เด็ดในอุ้งมือมังกร ที่ทำให้จีนมีแต้มต่อเหนือพญาอินทรี

หลังจากเปิดศึกจนทำเศรษฐกิจทั่วโลกระส่ำระสายไม่สบายตัวกันไปทั่วหน้า (ดูจากหุ้นทั้งในสหรัฐและยุโรปพากันร่วงลงกันอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา) ก็ดูเหมือน “สงครามการค้า” ระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่าง “สหรัฐอเมริกา – จีน” จะยังไม่จบลงง่ายๆ และยังคงดำเนินต่อไปภายใต้กลเกมการกดดันผ่านมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ ที่จะทำให้ทั่วโลกต้องปั่นป่วนไปอีกสักพักใหญ่ และทำให้การพบกันของประธานาธิบดีทั้งสอง “โดนัลด์ ทรัมป์ – สี จิ้นผิง” ในเดือนมิถุนายนนี้ น่าจับตามองเป็นอย่างมากว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร และเหนือสิ่งอื่นใด…เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นมาจากการส่งสัญญาณของพญามังกรไปสู่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เริ่มตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ย ด้วยการขู่ไม่ส่งแร่หายาก “แรร์เอิร์ธ” ที่ใช้ผลิตชิปให้ (อ่านเพิ่มเติม : “แรร์เอิร์ธ” แร่สำคัญในการผลิต iPhone ที่จีนขู่จะระงับการส่งออกให้สหรัฐฯ) ทำไม “แร่หายาก” ที่หลายคนบอกว่าสามารถพบได้ทั่วโลก จึงกลายเป็นแต้มต่อของจีนที่สร้างความปั่นป่วนจนเขย่าโลกเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะอเมริกา) ได้ถึงขนาดนี้ !? อย่างที่เคยได้บอกไปแล้วว่า แร่แรร์เอิร์ธนั้นถูกนำมาใช้ในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคนบนโลก ตั้งแต่ สมาร์ทโฟน แว่นตา กล่องถ่ายรูป อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า ที่สำคัญยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างอาวุธสมัยใหม่ เช่น ขีปนาวุธนำวิถี (อ่านเพิ่มเติม : สำคัญกว่าแค่ผลิต iPhone เพราะ “แรร์เอิร์ธ” […]

เยือนญี่ปุ่นสุดชื่นมื่น! ทรัมป์ เพลิดเพลินกอล์ฟ-มวยปล้ำซูโม่

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน โดยได้ร่วมเล่นกอล์ฟร่วมกับชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในจังหวัดชิบะ ใกล้กับกรุงโตเกียว ก่อนชมการแข่งขันซูโม่ครั้งยิ่งใหญ่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังอยู่ที่ญี่ปุ่นสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการรวมสี่วัน ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องพิธีการและกีฬาต่างๆ เช่น กอล์ฟ และการชมการแข่งขันมวยปล้ำซูโม่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐให้สัญญาว่าจะมีเรื่องราวที่เป็นสาระที่จะประกาศก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้แสดงความหวังว่า สหรัฐกับญี่ปุ่นจะสามารถทำข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกล่าวถึงการเจรจาการค้ากับญี่ปุ่น แต่ก็ไม่มีความคาดหมายอย่างจริงจังเกี่ยวกับความคืบหน้าที่สำคัญเรื่องข้อตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศทั้งสองจากการเยือนครั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ (26 พ.ค.62) ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้เวลาเล่นกอล์ฟกับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น หลังจากนั้นผู้นำทั้งสองเข้าชมการแข่งขันมวยปล้ำซูโม่ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำพิธีมอบถ้วยรางวัล President’s Cup หรือที่เรียกกันว่า “Trump Cup” ให้ผู้ชนะ และในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นเป็นการส่วนตัว สำหรับในวันจันทร์ ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตของญี่ปุ่น รวมทั้งจะเข้าพบหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและเข้าร่วมในงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบรัฐพิธีซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ

เปิดข้อพิพาท “แร่แรร์เอิร์ธ” เมื่อสหรัฐฯ เคยร้อง WTO กรณีจีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก

จากกรณีที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิต แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ที่มณฑลเจียงซี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่ดังกล่าวที่สำคัญของประเทศ และจีนยังเป็นผู้ผลิตในสัดส่วนถึง 90% ของทั้งโลก พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปถึง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ย ด้วยการขู่ไม่ส่งแร่ผลิตชิปให้กับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทเกี่ยวกับ “แร่แรร์เอิร์ธ” นั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเพราะการคว่ำบาตรหัวเว่ยในปีนี้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถย้อนกลับได้ถึง 7 ปีก่อน โดยจากข้อมูลของ ศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่ข้อมูลเรื่อง “สหรัฐฯ ร้อง WTO กรณีจีนจำกัดการส่งออกแร่ที่มีธาตุโลหะหายาก” เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555 โดยระบุว่า… เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 รัฐบาลสหรัฐฯได้ยื่นข้อร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในกรณีที่จีนกำหนดโควต้าส่งออกแร่ที่มีธาตุโลหะหายาก หรือ rare-earth minerals ซึ่งเป็นแร่ที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์จอแบน รวมไปถึงขีปนาวุธ เนื่องจากสหรัฐฯเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดขวางกลไกตลาด […]

“ทรัมป์” ผู้นำต่างชาติคนแรกที่จะเข้าเฝ้า “จักรพรรดิองค์ใหม่” ของญี่ปุ่น

มีรายงานว่า วานนี้ (18 เม.ย.62) ทำเนียบขาวแถลงว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเมลาเนีย ทรัมป์ ผู้เป็นภริยา มีกำหนดเดินทางเยือนญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม โดยนับเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่จะได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิองค์ใหม่ของญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดการเดินทางเยือนญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 25-28 พ.ค. 2019 ในฐานะแขกระดับรัฐบาลคนแรกของญี่ปุ่น หลังการขึ้นครองราชย์ของพระจักรพรรดินารุฮิโตะในวันที่ 1 พ.ค. 2019 รายงานเสริมยังบอกอีกว่า ทรัมป์ยังจะประชุมร่วมกับชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพื่อ “พัฒนาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประชาชนชาวอเมริกันและชาวญี่ปุ่นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” ระหว่างการเยือนด้วย

ประชุม ‘ทรัมป์-คิม’ ปิดฉากก่อนกำหนดแบบไร้ข้อตกลง

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้ปิดฉากลงแล้วในวันนี้(28 ก.พ.)  โดยไม่มีการลงนาม หรือบรรลุข้อตกลงใด ๆ จากผู้นำทั้งสอง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯเปิดการแถลงข่าวเมื่อเวลา 14.00 น.ที่ผ่านมา หลังเสร็จสิ้นประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 กับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือในกรุงฮานอยของเวียดนาม โดยประธานาธิบดีประทรัมป์และนายคิม จองอึนได้หารือกันในช่วงเช้า แต่ได้ยกเลิกการรับประทานอาหารมื้อเที่ยงแบบกะทันหัน ทั้งยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง หรือลงนามในข้อตกลงใด ๆ ร่วมกันในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งทำให้การประชุมเสร็จสิ้นก่อนกำหนดเดิมถึง 2 ชั่วโมง แม้ว่าก่อนหน้าการประชุมผู้นำทั้งสองแสดงความมั่นใจว่าผลการประชุมจะออกมาดีและเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่ายก็ตาม ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าได้หารือในประเด็นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจกับผู้นำเกาหลีเหนือ และการหารือประเด็นปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีก็มีความคืบหน้า แต่เกาหลีเหนือกลับต้องการให้สหรัฐฯยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือทั้งหมดถึงจะยอมยุติการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ แต่สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุด้วยว่ายังไม่มีแผนที่จะประชุมหารือกับนายคิม จองอึนในรอบที่ 3 ในเร็ววันนี้ และบอกว่าการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการปูทางไปสู่การเจจราหารือที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศในอนาคต ทั้งยังยืนยันว่าความสัมพันธ์ของเขากับนายคิม จองอึนยังคงเหนียวแน่น ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

สหรัฐฯ จัดรัฐพิธีศพอดีตปธน. ‘จอร์ช บุช’ ผู้นำโลกร่วมอาลัย

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 61 บรรยากาศรัฐพิธีศพของนายจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช อดีตประธานาธิบดีคนที่ 41 ของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติ มีผู้นำและอดีตผู้นำโลกเข้าร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก รัฐพิธีดังกล่าวถูกจัดขึ้นภายในมหาวิหารแห่งชาติ ในกรุงวอชิงตันดีซี โดยมีสมาชิกราชวงศ์และผู้นำชาติต่างๆ เดินทางเข้าร่วม อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลาห์แห่งจอร์แดน เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ แห่งอังกฤษ และอังเกลา แมร์เคิล นายกฯ เยอรมนี ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการรวมตัวของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ 3 คน คือจอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้เป็นลูก,  บิล คลินตัน และบารัก โอบามา ทั้งหมดนั่งเรียงกันที่เก้าอี้ตัวหน้าของแถว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน โดนัลด์ ทรัมป์ก็เดินทางมาถึง และเข้าไปนั่งที่แถวเดียวกัน ทำให้เป็นการปรากฎตัวอย่างพร้อมเพรียงกันของผู้นำและอดีตผู้นำสหรัฐฯ ที่มากที่สุด ซึ่งถ้าหากนับจอร์จ บุช ซีเนียร์ (ผู้เสียชีวิต) ด้วย ก็จะเป็น 5 คน หลังเสร็จสิ้นรัฐพิธี ร่างของบุชได้ถูกนำขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เพื่อเดินทางกลับไปที่รัฐเท็กซัส […]

ผู้นำโลกร่วมพิธีรำลึก 100 ปียุติสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ฝรั่งเศส

ผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก นำโดยประธานาธิบดีแอมานูแอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ, นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลแห่งเยอรมนี และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เดินทางเข้าร่วมพิธีรำลึกที่กรุงปารีส เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี การลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก ที่นำไปสู่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 รายงานข่าวระบุว่า บรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ ต่างเดินทางมารวมตัวกันบริเวณประตูชัย ที่ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดินโปเลียน แห่งฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1806 โดยพิธีรำลึกนี้ ถูกจัดขึ้นท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของทางการฝรั่งเศส ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1918 ผู้แทนกลุ่มประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรที่เป็นฝ่ายชนะสงคราม กับผู้แทนของรัฐบาลเยอรมนีที่แพ้สงคราม ได้เดินทางมาลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก บริเวณป่ากงเปียญ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส นำไปสู่การสิ้นสุดของการสู้รบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีระหว่างปี ค.ศ.1914-1918 และคร่าชีวิตทหารไปกว่า 10 ล้านคน ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง […]

ทรัมป์ ส่งทหาร 15,000 นาย ประจำชายแดนเม็กซิโก ต้านขบวนผู้อพยพ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ บอกว่า สหรัฐอาจส่งกำลังทหารมากถึง 15,000 นาย ไปประจำการบริเวณพรมแดนที่ติดกับเม็กซิโก เพื่อแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อขบวนผู้อพยพที่หลบหนีความรุนแรงและความยากจนในภูมิภาคอเมริกากลาง และกำลังมุ่งหน้ามายังอเมริกาเหนือ โดยล่าสุดบรรดาทหารพร้อมยุทโธปกรณ์ชุดแรก เดินทางถึงเมือง ซานแอนโตนิโอ ในรัฐเท็กซัส ที่อยู่ติดกับเม็กซิโกแล้ว หลายวันมานี้ ทรัมป์ออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว โดยบอกว่า ขบวนผู้อพยพจากอเมริกากลางที่หลบหนีความยากจนและความรุนแรงผ่านแม็กซิโกมุ่งหน้ามายังพรมแดนสหรัฐ ถือเป็นภัยคุมคามต่อสหรัฐ โดยทหารจำนวน 15,000 นาย ที่ทรัมป์บอกว่าจะส่งไปประจำการที่พรมแดน เป็นจำนวนมากกว่า 2 เท่าของจำนวนที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ บรรดา สส. พรรคริพับลิกัน และผู้สนับสนุนทรัมป์ คนอื่น ๆ ต่างเห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ แต่เหล่านักวิจารณ์ โต้แย้งว่า ทรัมป์ได้ฉวยโอกาสสร้างวิกฤต เพื่อให้ประชาชนที่หนุนรีพรรคริพับลิกันออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศในสัปดาห์นี้ด้วยว่า เขาจะหาทางยกเลิกสิทธิการเป็นพลเมืองสหรัฐที่ให้แก่เด็กที่เกิดในสหรัฐ แต่ผู้ปกครองไม่ใช่พลเมืองสหรัฐ และผู้อพยพผิดกฎหมาย โดยบอกว่า เขาจะออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

keyboard_arrow_up