หนุ่มสิงคโปร์เผาหมาขอโทษสังคม ชี้เหตุเกิดนานแล้ว สัญญาไม่ทำ – ไม่เลี้ยงหมาอีก

จากกรณีเฟซบุ๊กเพจมูลนิธิ วอชด็อก ไทยแลนด์ (WDT) ได้เผยแพร่คลิป การทารุณกรรมสัตว์ โดยระบุว่า #อัพเดทด่วนล่าสุด #พบแล้วเหตุทารุณกรรมสัตว์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง เป็นชาวสิงคโปร์ เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยคลิปดังกล่าวมีความยาว 0.37 วินาที ในคลิปเป็นภาพการทำร้ายสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนในห้องน้ำ โดยใช้หมวกกันน็อกฟาดไปที่หน้า จากนั้นใช้ไฟแช็กจุดเผาขนช่วงลำต้ว ทำให้สุนัขวิ่งหนีร้องด้วยความหวาดกลัว สร้างความสะเทือนใจให้คนที่รักสุนัขในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก ต่อมา WDT ได้ประสานไปยัง พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคน เข้าเมือง ให้ช่วยติดตามช่วยเหลือสุนัข และจับกุมผู้ก่อเหตุชาวสิงคโปร์รายนี้มาดำเนินคดี ต่อมาวานนี้(10 ต.ค.) เวลา 15.00 น. ตำรวจสืบสวน จนทราบว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นภายในคอนโดฯ หรูแห่งหนึ่ง ย่านลาดพร้าว ก่อนประสานฝ่ายสืบสวน สน.สุทธิสาร ร่วมกันไปตรวจสอบ บริเวณห้องพักเลขที่ 409 ชั้น 4 ซึ่งเป็นห้องที่ปรากฏตามคลิป แต่ไม่พบว่ามีใครอยู่ในห้อง จากนั้นเมื่อเวลา 21.00 น. ชายชาวสิงคโปร์ พร้อมอดีตแฟนสาว ได้นำสุนัขที่ปรากฏในคลิป เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร โดยใช้เวลาสอบสวนกว่า 2 […]

ชื่นชมเจ้าของป้าย ‘ขอเบอร์โทรแลกใจ’ ให้จอดรถหน้าบ้านได้ แค่ทิ้งเบอร์ให้โทรตาม

มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก นำเรื่องราวประทับใจ ไปโพสต์ลงในเพจ “กระบอกเสียงคนภูเก็ต” พร้อมโพสต์ภาพ บ้านหลังหนึ่ง ติดป้ายใหญ่หน้าบ้าน ว่า “จอดไม่เป็นไร ขอเบอร์แลกใจหน้ารถ จะได้โทรเวลาเอารถออก” พร้อมข้อความในโพสต์ ระบุว่า “รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น  พิกัด ห่างจากสามแยกท่าแครงมาทางสี่แยกดาวรุ่ง 200เมตร”  มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ชื่นชม และบอกว่าเป็นวิธีการที่ดี ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางไปบ้านหลังดังกล่าว พบนายจักกรี ตันติพลับมอง เจ้าของบ้าน บอกว่า ที่ทำแบบนี้ เพราะคิดว่า ถนนก็เป็นของหลวง แต่เราบ้านอยู่ติดถนน ถ้าจะนำเก้าอี้มาตั้งวางไว้ก็คงจะไม่เหมาะ ก็ขอแค่เพียงแค่ถ้ามาจอด ขอให้ฝากเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ เพื่อเวลาที่ตนจะเข้า-ออก จะได้สะดวก ก่อนหน้านี้ เคยมีคนเอารถมาจอดหน้าบ้าน เวลาตนเอารถเข้าบ้านไม่ได้ ก็ต้องจอดทิ้งไว้ด้านนอก เสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เพราะถนนตรงนี้ ช่วงกลางคืนอันตรายมาก ทางมืด รถก็ขับเร็ว เคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้ง ด้านเพื่อนบ้าน บอกว่า แนวคิดนี้ เป็นเรื่องที่ดี เพราะบางครั้งหากเกิดเรื่องฉุกเฉิน เช่น คนในบ้านเจ็บป่วย  แล้วเจ้าของบ้านต้องรีบนำรถออกจากบ้าน จะได้โทรตามได้

เปิดใจหนุ่มโพสต์ “เงิน 100 บาทจากคนคุก” ดีใจได้เป็นสะพานบุญ – ไม่ห่วงคนมองสร้างเรื่อง

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Fair Pongtada ได้โพสต์รูปภาพเงินเเบงค์ร้อย ที่ม้วนอยู่ พร้อมข้อความบอกเล่าเรื่องราว ระบุว่า วันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ผู้โพสต์ได้เดินเที่ยวกับเเฟนสาว ที่งานเจดีย์สมุทรปราการ ระหว่างนั้นมีรถขนส่งนักโทษขับผ่านมา เเละมีนักโทษคนหนึ่งได้วิ่งมาเกาะตะเเกรง เเล้วโยนเศษกระดาษออกมา พร้อมกับพูดว่า “ทำบุญให้หน่อย” หลังจากที่ตนเดินไปหยิบเศษกระดาษดังกล่าว ปรากฎว่า เป็นเงินเเบงค์ร้อย จึงได้นำเงินไปทำบุญให้ตามคำขอ ล่าสุดวันนี้ (29 ต.ค. 62) ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้พูดคุยกับ นายพงษ์ธาดา โชคศิริวรรณา อายุ 21 ปี หรือคุณเเฟร์ ผู้โพสต์ ได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ว่า วันนั้นไปเดินเที่ยวงานเจดีย์กับแฟนสาว ช่วงเวลาประมาณ 17.00-18.00น. เห็นรถควบคุมผู้ต้องหาขับผ่านมา ความรู้สึกเเรกที่เห็น ตนเองก็กลัวว่า จะมีเหตุการณ์นักโทษมาเคาะตะเเกรง แล้วตะโกนเเซวเเฟนสาว จึงบอกให้เเฟนถอยมายืนด้านหลัง เเต่ในระหว่างนั้นหางตาก็ไปชำเลืองเห็นนักโทษคนหนึ่งหย่อนกระดาษอะไรบางอย่างออกมาจากช่องลูกกรง เเละตามมาด้วยเสียงที่ว่า “ทำบุญให้หน่อย” เมื่อตนมองไปที่กระดาษนั้น ปรากฎว่า เป็นเงิน ความรู้สึกตอนนั้น ถ้าหากตนไม่เก็บ เจ้าของเงินคงจะเศร้าใจมาก เเละตนก็อยากจะขอโทษ […]

เปิดใจพลเมืองดีช่วย 2 ผัวเมียตาบอดตกท่อมิดหัว – พบเมียท้อง 5 เดือน เคราะห์ดีไม่เจ็บหนัก

กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความ ผ่านเพจต่าง ๆ ในจ.ขอนแก่น เล่าเหตุการณ์เมื่อ 24 ต.ค. เวลาประมาณ 7.25 น. ขณะขับรถออกจากบ้านคำไฮ ไปทางรร.คนตาบอด จ.ขอนแก่น พบคนตาบอดสองคนชาย-หญิงเดินตกท่อระบายน้ำ บริเวณใกล้โบสถ์คริสตจักรบ้านคำไฮ โดยตอนแรกเขาขับรถผ่านไปแล้ว เห็นมือยกขึ้นมาจากท่อคิดว่าเขามาซ่อมท่อ แต่ได้ยินร้องว่า “ช่วยด้วยคนตาบอดตกท่อ” จึงถอยรถกลับมาดู พบคนตาบอดชายหญิงซึ่งเดินผ่านหน้าบ้านประจำ บางครั้งก็รับมาส่งที่โรงเรียนคนตาบอดตกลงไปในท่อมิดท่วมหัว จึงได้ช่วยทั้งสองขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งผู้โพสต์จะพาทั้งคู่ไปหาหมอแต่ทั้ง 2 คน บอกว่าจะไปทำงานก่อนที่โรงเรียนคนตาบอด ผู้โพสต์เลยไปส่งที่โรงเรียนและเจอเจ้าหน้าที่มารับต่อ บอกว่าจะพาไปโรงพยาบาลเอง ล่าสุดทีมข่าวลงพื้นที่เกิดเหตุพบกับนายนิกร พลศิริ พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์และเป็นอีก 1 คน ที่เข้าไปช่วยเหลือ2สามีภรรยาที่ตกท่อระบายน้ำ นายนิกรเล่าว่า วันเกิดเหตุตนกำลังทำธุระอยู่ในบ้าน ซึ่งอยู่เยื้องๆกับที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงคนร้องตะโกนให้ช่วย ว่ามีคนตกท่อตนเอง จึงรีบวิ่งออกมาดู เมื่อมาถึงก็พบกับ 2 สามีภรรยาตาบอดตกอยู่ในท่อระบายน้ำ จึงได้ช่วยกันกับชาวบ้านซึ่งเป็นคนโพสต์เรื่องราวดังกล่าวขึ้นมาจากท่อได้อย่างปลอดภัย โดยที่ฝ่ายผู้หญิงได้รับบาดเจ็บตามร่างกายมีรอยถลอก และมาทราบภายหลังว่ากำลังตั้งครรภ์ 5 เดือน โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก นายนิกร กล่าวอีกว่า ปกติจะเห็น2สามีภรรยา เดินทางไปทำงานที่โรงเรียนคนตาบอดขอนแก่นเป็นประจำ ทั้งในช่วงเช้าและเย็น […]

รองโฆษก ตร. ติงหนุ่มหัวร้อน อย่าแอบอ้างรู้จักนายตำรวจ

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการนำเสนอเกี่ยวหนุ่มขับรถเก๋งหัวร้อน ด่ากราด รถยนต์กระบะคู่กรณีที่เฉี่ยวชนกัน พร้อมอ้างรู้จักผู้ใหญ่ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย ว่าได้รับรายงานจาก สภ.พุทธมณฑล ภ.จว.นครปฐม ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 62 เวลาประมาณ 11.00 น. บริเวณจุดกลับรถ ด้านหน้าพุทธมณฑล บนถนนพุทธมณฑลสาย4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยฝ่ายรถยนต์เก๋งขับมาจากฝั่งถนนเพชรเกษม มากลับรถบริเวณดังกล่าว ต่อมาฝ่ายรถรถยนต์กระบะได้ขับขี่มาในทิศทางตรงจากศาลายา แล้วมาถึงบริเวณจุดกลับรถจึงได้เกิดการเฉี่ยวชนกัน แล้วมีการกระทบกระทั่งพร้อมและพูดจาด่าว่ากัน ตามคลิปที่สื่อสังคมออนไลน์ได้นำเสนอไปแล้วนั้น อีกทั้งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่ายนั้นได้ใช้สิทธิกับบริษัท ประกันภัย ตกลงไกล่เกลี่ย และชดใช้ค่าเสียหายซ่อมรถที่เกิดจากการเกิดเฉี่ยวชนให้แก่กัน รองโฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ส่วนในประเด็นที่มีการด่าว่าหรือดูหมิ่นกันนั้น คงต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน หากเป็นความผิดต่อส่วนตัวแล้วฝ่ายที่เสียหาย จะต้องมาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อน ส่วนหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน เจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถกล่าวโทษเองเพื่อดำเนินการตรมขั้นตอนของกฎหมายได้ “ส่วนที่ชายคนดังกล่าวได้พูดในคลิปลักษณะที่ว่า “ตนเองอายุ 24 ปี […]

โซเชียลรุมจวก หนุ่มซีวิคหัวร้อนเหยียดคู่กรณี-พาลด่าคนไทยชั้นต่ำทั้งประเทศ

เอือมทั้งโซเชียล หนุ่มขับเก๋งป้ายแดงเคลียร์เหตุรถชน ด่าเหยียดคู่กรณีพาลถึงคนไทยทั้งประเทศ เป็นพวกชั้นต่ำ วันที่ 23 ต.ค. 62 โลกโซเชียลวิจารณ์สนั่น  เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก โต้ เจ็ทโด้ เผยคลิปเหตุการณ์ขณะที่ชายคนหนึ่งแต่งกายดี ขับรถเก๋งซีวิคป้ายแดงเข้ามาต่อว่าผู้ถ่ายคลิป หลังจากหญิงสาวที่มาด้วยกันยกมือไหว้ขอโทษ ชายคนดังกลาวยังด่าทอผู้ถ่ายคลิปมากมาย อาทิ “ขยะสังคม”, “มึงมีปัญญาซื้อรถกูไหม”, “กูมีออมสิน 1 ล้านบาท กูให้มึงดูเลย” , “กูไม่เคยแคร์คนไทย พวกคนไทยชั้นต่ำทั้งประเทศ กูหมิ่นทุกคนแม้กระทั่งนายกฯ” ฯลฯ ขณะที่แฟนสาวพยายามจะห้ามหนุ่มขับซีวิคแต่ไม่เป็นผล โดยผู้โพสต์แคปชั่นว่าว่า “กลับรถไม่ดูรถ มาทางตรงเลยน่ะเสี่ย ลงมาด่ากุยับเลย ไม่ตะบันหน้าให้ก็บุญแล้ว” ดูโพสต์ต้นฉบับ

ดราม่า! อดีตเด็กแว้นมาเป็นตำรวจ เข้าใจหัวอก…ไม่จับแว้นด้วยกัน

โลกเซียลเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ภายหลังจาก “สิบตำรวจตรี” นายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ “จากเด็กแว้นที่มีแต่คนเคยด่า เคยว่า กลับกลายเป็นสิบตำรวจตรีที่คนนับหน้าถือตา # ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ไม่ยอมแพ้กับคำดูหมิ่นของคนอื่นนะครับ” พร้อมเผยภาพของตนเองในอดีตขณะยังวัยรุ่นสายแว้น กับภาพในปัจจุบันที่สวมเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทว่ากลับกลายเป็นดราม่าร้อนแรง เมื่อมีชาวเน็ตและเพื่อน ๆ ของตำรวจคนดังกล่าว เข้ามาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเด็กแว้น ซึ่งสิบตำรวจตรีได้แสดงความเห็นไปว่า “ผมไม่เคยคิดจับเขาอยู่แล้ว ไม่จับสายแว้นด้วยกันแน่นอน เข้าใจครับ ผมผ่านมาก่อน” ทำให้ความเห็นดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และปมดราม่าอย่างหนัก โดยชาวเน็ตส่วนใหญ่ต่างแสดงความเป็นห่วงในการบังคับใช้กฎหมายที่อาจจะมีการเลือกปฎิบัติ รวมไปถึงหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคิดเห็นเหมือนกับตำรวจอดีตเด็กแว้นคนดังกล่าว การบังคับใช้กฎหมายในอนาคตก็น่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่จนกลายเป็นที่วิจารณ์ไปไม่นาน “สิบตำรวจตรี” คนดังกล่าว ได้ทำการลบโพสต์ออกไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ก็มีชาวเน็ตสามารถแคปเจอร์โพสต์เอาไว้ได้ ขณะที่เจ้าตัวก็ได้สำนึกผิดโพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้ง ขอโทษสังคมและผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และสัญญาว่าจะปฏิบัติตนเป็นตำรวจที่ดี

เข้าช่วยเหลือเด็กกำพร้า ถูกญาติรังแก ถีบหัว-ลากกับพื้น

กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปเด็กชายคนหนึ่งถูกเด็กชายอีกคนหนึ่งทำร้าย ด้วยการใช้เท้าถีบหัว ใช้กิ่งไม้ตีและลากแขนไปกับพื้น ซึ่งเด็กเล็กร้องไห้ตลอดเวลา โดยคลิปนี้มีการระบุว่า อยู่ในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีนั้น ทางสำนักงานพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสิงห์บุรี ก็ได้ตรวจสอบและประสานงานติดต่อไปยัง ผู้โพสต์ แต่พบว่าผู้โพสต์อยู่ต่างประเทศ แต่เป็นญาติของเด็ก  ๆ ในคลิป จึงได้สอบถาม ข้อมูล ทราบว่า เด็กชายที่โดนแกล้ง ชื่อว่า น้องต้นกล้า ซึ่งจะถูกกลั่นแกล้งทำร้ายเป็นประจำ เนื่องจากน้องต้นกล้าเป็นเด็กกำพร้า ที่แม่ของน้องต้นกล้านำเอามาทิ้งไว้ให้ตาเป็นคนเลี้ยงดู จากนั้นเจ้าหน้าที่ จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการลงพื้นที่ พบกับ นายเหว่า เป็นตาของน้องต้นกล้า และเป็นพ่อของเด็กในคลิป ที่ทำร้ายน้องต้นกล้า นายเหว่า เล่าว่า น้องต้นกล้าเป็นลูกของลูกสาวตนที่เกิดกับภรรยาเก่า โดยลูกสาวนำน้องต้นกล้ามาฝากให้ช่วยเลี้ยง ส่วนตนได้มีภรรยาใหม่ มีลูกด้วยกัน 3 คน โดยหนึ่งใน 3 คือเด็กในคลิป ที่ทำร้ายน้องต้นกล้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ จึงได้ขออนุญาตพูดคุยกับเด็ก ๆ โดยแยกเด็ก ๆออกเป็นสองชุด เพื่อพูดคุยซักถามข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นจึงแจ้งกับนายเหว่า ว่าจะต้องพาตัวน้องต้นกล้าไปให้แพทย์ตรวจและต้องพาไปรักษาทางสุขภาพจิตใจก่อน โดยจะนำตัวไปพักที่บ้านพักศูนย์คุ้มครองเด็กฯจังหวัดสิงห์บุรี ในระหว่างนี้จะมีการประเมินทั้ง น้องต้นกล้าและทางครอบครัวของนายเหว่าผู้เป็นตาด้วย ว่าสามารถเลี้ยงดูน้องต้นกล้าได้หรือไม่ […]

รักสุขภาพ…แต่ไม่รักษ์โลก? ดราม่าสนั่น! งานวิ่งภูทับเบิก ทิ้งขยะเกลื่อนข้างทาง

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก สถาปนิก เพื่อสังคม ได้เผยแพร่เรื่องราวกิจกรรมงานวิ่งงานหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นที่ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ เมื่อเช้านี้ (6 ต.ค.) ซึ่งมีผู้ร่วมกิจกรรมนับร้อยคน แต่ภาพที่เห็นแล้วทำเอาถอนหายใจแรง กับขยะจากแก้วน้ำพลาสติก ที่ทิ้งเกลื่อนริมข้างทาง ขณะที่ผู้โพสต์ได้บรรยายบางช่วงบางตอนว่า “ผู้จัดงานได้เตรียมสิ่งต่างๆ ไว้เรียบร้อยสมบูรณ์ดี จุดแจกน้ำก็มีเพียงพอ แก้วน้ำก็มีเพียงพอ ถังขยะก็มีเพียงพอ และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เพียงแต่ว่า นักวิ่งบางคน ซึ่งก็น่าจะนับเป็นร้อยคน (เมื่อประเมินจากจำนวนแก้วน้ำที่ถูกทิ้งขว้างเกลื่อนกราด) ไม่สามารถจะรับผิดชอบ ทิ้งแก้วพลาสติกให้ลงในตำแหน่ง ที่เตรียมไว้ และยังมักง่ายมากพอ ที่จะทิ้งเรี่ยราด ห่างจากจุดที่มีถังขยะรอเอาไว้ ออกไปเรื่อยๆ ตามแต่ใจ”

ยายขายนกกระจอกมัดใส่ถุงขอโทษสังคม ยันเลิกขายนกตลอดชีวิต

กรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Tul Pewthongngam ได้โพสต์ภาพแม่ค้าในตลาดสดแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ จับนกกระจอกใส่ถุงพลาสติก วางขายถุงละ 100 บาท เพื่อหวังให้คนใจบุญซื้อไปปล่อย ซึ่งได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่บอกว่า เป็นการนำสัตว์มาทรมาน และไม่อยากอุดหนุน รวมทั้งให้หน่อยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ เช้าวันนี้(4 ก.ย.) ทีมข่าวอมรินทร์ พร้อมผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดกาฬสินธุ์, หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าลำปาว และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตลาดสดทุ่งนาทอง เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เพื่อตามหาแม่ค้าที่อยู่ในโพสต์ ก่อนจะพบกับนางอำนวย นนทะไชย หรือยายนวย วัย 63 ปี แม่ค้าขายอาหารพื้นบ้านในตลาดสด ยายนวย บอกว่า โดยปกติจะขายอาหารพื้นบ้านอีสาน แต่มีบางวันที่จะขายนกเพื่อเป็นรายได้เสริม โดยตนไม่ได้จับนกมาขายเอง แต่จะมีผู้นำนกจับใส่ถุง-เจาะรูมาส่งให้ โดยตนจะแบ่งขาย 3 ตัวร้อย และไม่ได้ขายทุกวัน  ทั้งนี้ส่วนตัวก็ไม่ได้อยากขายเพราะสงสารและกลัวบาป แต่จำใจต้องขายเพราะต้องการเงินเลี้ยงชีพและเลี้ยงลูก สำหรับผู้ที่มาซื้อนกและนำเรื่องราวไปโพสต์นั้น ตนจำได้ว่า เป็นชายที่ มาต่อรองขอซื้อนกกระจอกในราคา 90 บาท ซึ่งตนไม่ได้ลดราคาให้และไม่คิดว่าจะถ่ายภาพแล้วนำไปโพสต์ในโลกโซเชียล จนเป็นเรื่องเป็นราว เหตุที่เกิดขึ้น ต้องขอโทษทุกคนในสังคม […]

เปิดใจสาวรีวิวสแกนใบหน้า ‘ชิมช้อปใช้’ ห่วงคนแก่ไม่คล่องเทคโนโลยีอาจมีปัญหา

ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งโพสต์ภาพการสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนเพื่อรับเงิน 1,000 บาทในโครงการ ชิมช้อปใช้ โดยหญิงสาวรายนี้ได้ทำการสแกนถึง 3 รอบ แต่ก็ไม่ผ่าน ในโพสต์ระบุว่า “[Review] #ชิมช้อปใช้ : การยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า ได้ทำการสแกนฯ ตามขั้นตอนไปทั้งหมด 3 ครั้งก็ไม่ผ่าน แต่ด้วยความที่เราเป็นคนสวย ไม่พอแต่ดันฉลาดด้วย จึงจุดประกายว่าหรือว่าต้องทำหน้าให้เหมือนในบัตรประชาชนนะ? และสุดท้ายก็ให้ภาพเล่าเรื่องล่ะค่ะท่านผู้โช้มมมม….” จนเป็นที่ฮือฮา กลายเป็นกระแสไวรัลตอนนี้ มีคนรีทวิตกว่า 8 หมื่นรีทวิตแล้ว ล่าสุดคุณมุก หรือ นางสาวจันทรรัตน์ แก้วมณี อายุ 26 ปี เจ้าของโพสต์ดังกล่าว เผยกับผู้สื่อข่าวอมรินทร์ทีวีว่า เธอก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ทราบข่าวเกี่ยวกับโครงการชิมช้อปใช้ และสนใจร่วมโครงการ จึงได้เข้าไปอ่านรายละเอียดต่าง ๆ ในเว็บไซต์และลองทำตาม โดยได้กรอกข้อมูลในแต่ละขั้นตอนตามคำแนะนำ แต่เมื่อมาถึงขั้นตอนสุดท้ายจะต้องยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า เธอก็สแกนใบหน้าตามปกติ แต่สแกนถึงสามครั้งก็ไม่ผ่าน ไม่ทราบว่าเป็นเพราะหน้าเปลี่ยนหรืออย่างไร โดยสามครั้งที่ไม่ผ่านเธอสแกนโดยใช้มุมเชิดหน้านิดหน่อย จนสแกนเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน จนเริ่มหงุดหงิด จึงคิดขึ้นมาได้ว่า “หรือต้องทำหน้าให้เหมือนบัตรประชาชน” ซึ่งรูปภายในบัตรประชาชน เธอทำหน้าบึ้งเพราะวันที่ไปถ่ายบัตรประชาชนเธออารมณ์เสีย เลยลองทำหน้าอารมณ์เสีย กดหน้าลงให้เห็นเหนียง มองกล้อง ทำตาโต […]

เผยโฉม “ศูนย์ป้องกันข่าวปลอม” ใช้ทั้ง “คน – AI” วิเคราะห์เนื้อหาสื่อออนไลน์

เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โดยรายงานความคืบหน้าของ “ศูนย์ป้องกันข่าวปลอม” ที่ล่าสุดอยู่ในขั้นตอนติดตั้งอุปกรณ์ และทดลองใช้งาน ทั้งนี้ นายพุทธิพงษ์ ยังระบุข้อความในโพสต์ดังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า… เมื่อผมเป็นคนเริ่มต้น ก็ต้องทำให้ได้ และทำให้ดี ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนชนต่างเฝ้าติดตามมาตรการปราบปรามข่าวปลอม ที่ผมประกาศออกไป และแจ้งข่าวปลอมเข้ามามากมาย ผมได้กำชับให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมรายงานผลให้ทราบเป็นระยะ หลายๆ คดีอยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างรัดกุม ไม่ให้เกิดความผิดพลาด เพื่อให้ได้กระทำผิดตัวจริง จึงอาจต้องใช้เวลาดำเนินการ ไม่สามารถทำได้ทันทีทันใด และได้มีการแบนเว็บไซต์หลายๆ แห่งตามคำสั่งศาล ขอให้ทุกคนมั่นใจ หากมีความคืบหน้า จะรีบแจ้งให้ทราบครับ ขณะนี้ส่วนของ ‘ศูนย์ป้องกันข่าวปลอม’ อยู่ในขั้นตอนติดตั้งอุปกรณ์ และทดลองใช้งาน ซึ่งมีทั้งการใช้ AI และทีมผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข่าวปลอมจากทุกแหล่งในสื่อออนไลน์ สืบหาต้นตอผู้กระทำผิด ตรวจสอบแหล่งข่าวจริง ซึ่งจะแถลงเปิดศูนย์ฯ อย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ครับ [ เมื่อผมเป็นคนเริ่มต้น ก็ต้องทำให้ได้ และทำให้ดี ]ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนชนต่างเฝ้าติดตามมาตรการปราบปรามข่าวปลอม… […]

ญี่ปุ่นเร่งแก้ปัญหา “โรคจิต” ลวนลามผู้หญิงบนรถไฟ หวั่นกระทบโอลิมปิก 2020

เมื่อวันที่ 21 กันยายนทีผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ธนากร ใจสุขสกุลดี ได้โพสต์ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการปราบปรามกลุ่มคนโรคจิตที่มีพฤติกรรมลวนลามผู้หญิงบนรถไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น โดยระบุว่า… สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับการรถไฟทุกสายออก ประกาศถึงแนวทางการรับมือกับพวกโรคจิตลวนลามผู้หญิงในรถไฟ โดยเฉพาะในปีหน้าที่จะมีมหกรรมงานกีฬาโอลิมปิคในปี 2020 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าคนกลุ่มนี้จะออกมาสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้หญิงและสาธารณะชนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ปัจจุบันนี้นี้มีเว็บบอร์ดนัดหมายเชิญชวนแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในคนกลุ่มนี้ด้วย มีการให้ข้อมูลกับคนที่จะออกปฏิบัติการด้วย โดยตำรวจเปิดเผยว่าการลวนลามผู้หญิงในรถไฟถือเป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่ง ศาลกำหนดให้มีโทษรุนแรงมากขึ้นแต่ชาวโรคจิตก็ไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด มีแต่พัฒนารูปแบบและวิธีการมากขึ้นเสียอีก ส่วนคำว่าลวนลามในรถไฟมีอะไร แบบไหนบ้าง ลองมาดูตามภาพประกอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น 1. มีที่นั่งว่างๆเยอะแยะมากมายแต่พวกก็ไม่ไปนั่งกันหรอก จะมานั่งแนบชิดคลอเคลียอยู่นั่นแหละ 2. แสร้งทำเป็นหมดแรง เหนื่อยจากการทำงานมาก แล้วเอาคางมาวางแหมะซบตรงบ่าไหล่ เพื่อสูดดมกลิ่นตัว 3. จับผมมากัดกินหรือกัดเล่น 4. จับกุมมือของเธอที่จับห่วงในรถไฟแบบไม่รู้ไม่ชี้ 5. เอาบริเวณเป้ามาเสียดสีทางด้านหลัง 6. ใช้นิ้วมือลูบไล้เส้นผมหมุนวนด้านบนศีรษะผู้หญิงเล่นไปเรื่อยๆ 7. ล้วงอวัยวะเพศออกมาสำเร็จความใคร่ 8. เอาเท้าเข้าข้างหนึ่งเหยียบยืนบริเวณที่ว่างตรงหว่างขาของผู้หญิง ทั้งนี้ ทางตำรวจแนะนำว่าถ้าเจอการกระทำทุกรูปแบบให้มีสติแล้วพยายามจับให้ได้คาหนังคาเขาแล้วแจ้งตำรวจ หรือพนักงานสถานีรถไฟโดยเร็วที่สุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับการรถไฟทุกสายออกประกาศถึงแนวทางการรับมือกับพวกโรคจิตลวนลามผู้หญิงในรถไฟ… โพสต์โดย ธนากร ใจสุขสกุลดี เมื่อ วันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2019

อ.ปรเมศวร์ มั่นใจ “ศพพูดได้” เชื่อผลชันสูตรช่วยไขปริศนาคดี “ลัลลาเบล”

เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา อ.ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดี สำนักงานอัยการสูงสุด ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยกล่าวถึงคดี “ลัลลาเบล” ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางว่า… ว่าจะไม่เขียนแล้วนะ แต่หลายคนให้ความเห็นแตกต่างกันมากมาย ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีลาเบลไปตามสำนวนการสอบสวนเถอะครับ อย่าไปวิตกกับสื่อโซเชี่ยวเลยครับ ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงดีกว่าพนักงานสอบสวนหรอกครับ ขอแนะนำนิดเดียว สอบข้อเท็จจริงให้ได้นาทีต่อนาที ในนาทีนั้นๆ ใครทำอะไร โพสต์อย่างไร คดีนี้น่าต้องใช้พยานหลักฐานทุกชนิดและตรรกของเหตุและผลเป็นหลัก ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องรับโทษแน่นอน ผมเชื่อฝีมือพนักงานสอบสวน อย่างที่พนักงานสอบสวนบอกนั้นแหละครับ คดีนี้ทั้งหมดจะอยู่ที่ผลการชันสูตรพลิกศพ คือเวลาการตาย และสาเหตุการตาย แล้วทุกอย่างจะกระจ่างชัด เชื่อผมซิ “ศพพูดได้” ไม่มีอาชญากรรมใดสมบูรณืแบบร้อยเปอร์เซนต์ ขอให้ท่านทั้งหลายติดตามดูกันต่อไป ว่าจะไม่เขียนแล้วนะ แต่หลายคนให้ความเห็นแตกต่างกันมากมาย ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีลาเบลไปตามสำนวนการสอบสวนเถอะครับ… โพสต์โดย ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2019

น้ำใสไหลเย็นเห็น “วาฬบรูด้า” ว่ายอวดโฉมนักดำน้ำที่เกาะเต่ากว่า 40 นาที

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก Koh Tao Divers – KTD ได้โพสต์ภาพของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรายหนึ่งที่ได้เดินทางมาดำน้ำในบริเวณจุดเรือจม Torpedo wreck ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะเต่าทางตอนเหนือประมาณ 2 ชั่วโมง และได้พบกับวาฬบรูด้าตัวหนึ่งที่ว่ายอวดโฉมอยู่ในบริเวณดังกล่าวนานกว่า 40 นาที Most of you have taken a selfie, but how many have done a whalefie? Here Mikko is having whale of a time during his long… โพสต์โดย Koh Tao Divers – KTD เมื่อ วันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2019 […]

เลขาต่อต้านคอร์รัปชันฯ แฉระบบซื้อขายตำแหน่ง “ข้าราชการระดับสูง” ราคาพุ่ง 10 – 30 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก มานะ นิมิตรมงคล เกี่ยวกับระบบการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการระดับสูง โดยมีเนื้อหาดังนี้… มีเรื่องบอกเล่าถึงการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงที่ถูกตั้งราคาไว้ 10 ถึง 30 ล้านบาท ด้วยเงื่อนไขเดิมๆ คือจะจ่ายครั้งเดียวหรือผ่อนส่งก็ได้ บางรายต้องรับเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าจะอนุมัติหรือทำโครงการบางอย่างเป็นการตอบแทนนายในภายหลัง ใครที่ไม่เล่นด้วยอาจโดนดูแคลนและกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุว่าทำผลงานไม่เข้าเกณฑ์ บางกระทรวงได้สั่งการแล้ว ให้ทุกกรมรวมทั้งรัฐวิสาหกิจในสังกัดส่งแผนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทและรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ขณะที่ผู้บริหาร “กองทุนขนาดใหญ่” บางคนถูกท่านเรียกพบเพื่อขอความร่วมมือให้ตั้งโครงการใช้เงินนอกแผนงาน พร้อมข่มขู่เรื่องโยกย้ายหากไม่ได้ตามข้อเสนอ คนโกงทั้งได้เงินและเครือข่าย.. ที่ผ่านมากลุ่มข้าราชการที่เห็นแก่ได้ต่างเชื่อว่า ตำแหน่งที่แลกมาด้วยเงินก้อนโตนั้นเป็นการลงทุนที่ “คุ้มค่า” เพราะทำให้อาชีพก้าวหน้าแถมยังเปิดโอกาสให้ไปฉ้อราษฎร์บังหลวงได้มากกว่าเงินที่เสียไป ขณะที่คนมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายนอกจากจะได้เงินเป็นกอบกำแล้ว ยังได้คนเข้าสังกัดที่รู้กันและมั่นใจได้ว่าจะคอยร่วมมือฉ้อฉลในเรื่องที่ใหญ่และเลวร้ายกว่าของตนและพรรคพวกในวันข้างหน้า แต่ขบวนการชั่วนี้กำลังทำให้ข้าราชการที่ตั้งใจทำงานจำนวนมากต้องเจ็บช้ำใจ จนน่าเป็นห่วงว่าขืนปล่อยไว้ ข้าราชการที่เป็นนักบริหาร รู้งาน ทุ่มเทจริงจังจะได้ขึ้นเป็นผู้นำน้อยลง แล้ววันนั้นคนโกงจะครองเมืองอย่างย่ามใจ เงินซื้อตำแหน่งเอามาจากไหน.. การซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องสมประโยชน์กันของผู้จ่ายและผู้เรียกรับ จึงหาหลักฐานเอาผิดได้ยาก ส่วนเงินก้อนโตที่นำจ่าย บางคนใช้เงินของครอบครัว บางคนใช้เงินบาปที่ตนสะสมมาจากการใช้อำนาจหน้าที่ ขณะที่บางคนอาจได้เงินลงขันจากเอกชนที่เคยช่วยเหลือกันมาโดยหวังว่าจะตอบแทนได้มากขึ้นอีกหากคว้าตำแหน่งใหญ่มาเสริมบารมี เรื่องแบบนี้คนในหน่วยงานเดียวกันแม้รู้หรือเป็นผู้ถูกเอาเปรียบเอง ก็ไม่มีใครกล้าเอาพยานหลักฐานมาเปิดโปงต่อสาธารณะเพราะไม่อยากเอาอนาคตมาเสี่ยง เช่นเดียวกับบทความนี้ที่ไม่สามารถเปิดใบเสร็จเพื่อยืนยันสิ่งที่รับรู้มาได้ มีทางเอาชนะหรือไม่.. คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบได้เสนอ […]

เจตนาฆ่าโดยการงดเว้น…คืออะไร!? เพจดัง อธิบายข้อหา ผู้ต้องสังสัยคดี “ลัลลาเบล”

จากกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ หรือ ลัลลาเบล หลังจากไปรับงานเอ็นเตอร์เทรน ชงเครื่องดื่มที่บ้านพักหลังหนึ่งย่านบางบัวทอง ซึ่งพบว่า นายรัชเดช วงษ์ทะบุตร หรือ น้ำอุ่น อยู่กับผู้ตายเป็นคนสุดท้าย หลังจากเสร็จงาน พาตัวผู้ตายมาที่ห้องพักในคอนโดฯ ย่านท่าพระ ซึ่งผู้ตายมาด้วยสภาพหมดสติตั้งแต่ออกจากบ้านที่จัดงาน และล่าสุดชุดคลี่คลายคดีโดยเฉพาะในส่วนของพนักงานสอบสวน ได้พยายามรวบรวมฎีกา คดีสำคัญๆ ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย สรุปได้ว่า แนวทางการแจ้งข้อกล่าวหาและออกหมายจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีนี้ในเบื้องต้นควรจะเป็นข้อหาฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นข้อหาที่มีอัตราโทษสูงสุดคือประหารชีวิตเอาไว้ก่อน คือเป็น “เจตนาฆ่าโดยการงดเว้น” ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก ทนายตัวแสบ:Badass Attorney โพสต์ความรู้และอธิบายว่า “เจตนาฆ่าโดยการงดเว้น” คืออะไร โดยระบุว่า… เพิ่งได้อ่านข่าวคดีคุณลัลลาเบล ล่าสุดตำรวจจะแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นเจตนาฆ่าโดยการงดเว้น” หลายคนคงเคยได้ยินแค่ เจตนาฆ่า กับ ประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีเจตนาฆ่าโดยงดเว้น คงมีคนสงสัย เอ้า ก็งดเว้นเท่ากับไม่ได้ทำแล้วมันจะเป็นเจตนาฆ่ายังไง ที่จริงงดเว้นอันนี้มาจาก มาตรา 59 วรรคท้าย ป.กฎหมายอาญา “การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย” ตำรวจอิงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 16412/2555 […]

สาวทอมยิงตัวตายคาบ้านพัก พี่สาวคาดน้อยใจถูกต่อว่าในโซเชียล

ร้อยตำรวจเอกสุภณ ตรงบรรทัด ร้อยเวร สน.บางเสาธง พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบเหตุฆ่าตัวตายในบ้านพักแห่งหนึ่ง แขวงคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน พบศพ นางสาวพัชรี เดชพันพัว 42 ปี สวมเสื้อยืดสีขาว เสื้อคุมยีนส์ กางเกงขาสั้น รองเท้าหนัง ที่เกิดเหตุพบปืนยาว 1 กระบอก ด้านนางจรรศจี เดชพันพัว อายุ 43 ปี พี่สาวของผู้ตาย เปิดเผยว่า ตัวเองเพิ่งเจอน้องสาวครั้งสุดท้ายเมื่อตอนประมาณ 19.00 น. จนกระทั่ง 07.00 เช้าของวันนี้ ตัวเองได้เข้าไปปลุกน้องสาว เพื่อที่จะออกไปทำบุญด้วยกัน แต่พอเปิดประตูก็พบน้องนอนอยู่ และมีคราบเลือด กระทั่งสั่งเกตุเห็นปืน จึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบ นางจรรศจี กล่าวอีกว่า ปกติน้องสาวจะเป็นคนร่าเริง แต่ก็จะเป็นคนที่ชอบคิดมาก ซึ่ง 2 วันก่อนหน้านี้ ได้มาบอกกับตัวเองว่า เครียดเรื่องในเฟซบุ๊ก หลังมีคนเข้ามาต่อว่าเรื่องการแต่งตัว โดยขณะนั้นตัวเองก็ได้บอกให้ลบเฟซแล้วสมัครใหม่ แต่น้องสาวไม่ยอม อย่างไรก็ตามตัวเองก็ไม่เคยคิดว่าน้องสาวจะคิดสั้นแบบนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ให้อาสาสมัครกู้ภัยนำศพผู้เสียชีวิตไปยังนิติเวชโรงพยาบาลศิริราช เพื่อตรวจหาสาเหตุต่อไป แต่ที่น่าสนใจ […]

keyboard_arrow_up