วัดใจ!! ลุ้นสหรัฐฯ ให้ “หัวเว่ย” ใช้แอนดรอยด์ต่อหรือไม่ และหากไม่ใช่…ใครจะได้รับผลกระทบบ้าง!?

หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศชะลอคำสั่งแบน และออกใบอนุญาตชั่วคราวโดมีระยะเวลา 90 วัน ซึ่งจะหมดอายุลงในวันนี้ (19 ส.ค. 62) และมีรายงานว่าอาจมีการประกาศยืดระยะเวลาผ่อนปรนคำสั่งห้ามธุรกิจอเมริกันทำการค้ากับบริษัท หัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากประเทศจีนออกไปอีก 90 วัน ทั้งนี้ใบอนุญาตชั่วคราวดังกล่าวจะส่งผลให้หัวเว่ยสามารถให้บริการต่อลูกค้าทั้งระดับผู้บริโภคทั่วไป และระดับเอนเตอร์ไพรส์ในสหรัฐ ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยีโทรคมนาคมและอุปกรณ์สื่อสารของหัวเว่ย แต่ขณะเดียวกัน…หากสหรัฐตัดสินใจยุติการผ่อนปรนดังกล่าว จะส่งผลให้หัวเว่ย เมต 30 ซีรีส์ ที่กำลังจะเปิดตัว ไม่สามารถมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิ้ลได้อีกต่อไป แม้จะยังไม่แน่ใจว่างานนี้จะมีผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ใช้งานของหัวเว่ย ที่หลังจากนี้หากยังตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยอยู่ ก็อาจจะไม่ได้ใช้ระบบปฏิบัติการที่ตัวเองคุ้นเคยอีกแล้ว เพราะตามคำประกาศของ Google เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 62 ที่ผ่านมา ได้มีการระบุว่าจะไม่ให้หัวเว่ยใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของตนอีก ซึ่งผลก็คือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ของหัวเว่ยจะไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันบางตัวของกูเกิลได้อีกต่อไป แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากรายงานประจำปี 2018 ของหัวเว่ย ระบุตัวเลขการเติบโตจากการจำหน่ายสินค้าที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่ในประเทศจีนเท่านั้น (372,162 ล้านหยวน) แต่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกของทางบริษัทก็มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก (รวมถึงไทย) สามารถทำรายได้กว่า 81,918 […]

หากหัวเว่ยเลิกใช้ระบบปฏิบัติการ Android ผู้ใช้ในประเทศใดที่ได้รับผลกระทบ

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและความวิตกกังวลไปพร้อมๆ กัน สำหรับกรณีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ย ที่แม้ว่าภายหลังจะมีการออกใบอนุญาตชั่วคราว ให้สามารถสั่งซื้อสินค้าชิ้นส่วนจากบริษัทของสหรัฐได้ ใบอนุญาตชั่วคราวมีอายุ 90 วัน และในขณะเดียวกัน ทางหัวเว่ยก็วางแผนสำรองหากเกิดกรณีที่ถูกระงับ หรือไม่ให้ใช้ระบบปฏิบัติการของทั้ง Android และ Microsoft Windows นั่นคือการสร้างระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมา (อ่านเพิ่มเติม : แม่ทัพแห่ง “HUAWEI” ติงมะกัน อย่าโยงผู้บริโภคเอี่ยวการเมือง) แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า OS ที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นมานี้มีชื่อว่าอะไร และสุดท้ายจะได้นำมาใช้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ใช้งานของหัวเว่ย ที่หลังจากนี้หากยังตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยอยู่ ก็อาจจะไม่ได้ใช่ระบบปฏิบัติการที่ตัวเองคุ้นเคยอีกแล้ว เพราะตามคำประกาศของ Google เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ได้มีการระบุว่า จะไม่ให้หัวเว่ยใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของตนอีก ซึ่งนั่นจะผลก็คือทำให้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ๆ ของหัวเว่ยจะไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันบางตัวของกูเกิลได้อีกต่อไป แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจาก รายงานประจำปี 2018 ของหัวเว่ย ได้ระบุตัวเลขการเติบโตจากการจำหน่ายสินค้าที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่ในประเทศจีนเท่านั้น (372,162 ล้านหยวน) แต่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกของทางบริษัทก็มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เช่นในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก […]

หมดเวลาสำหรับแอนดรอยด์! Apple ปิดดีล Shazam ที่ 400 ล้านเหรียญ

มีรายงานว่า  Apple ได้ประกาศซื้อ Shazam แอปพลิเคชั่นที่ให้บริการในรูปแบบการใช้ voice recognition จดจำเสียง และไป mapping กับข้อมูลใน database หรือที่ใครๆ มักใช้กับการค้นหาเพลงไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับดีลของ Shazam ที่ Apple ซื้อไปนั้นสูงถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และหลังจากการซื้อขายในครั้งนี้ ทาง Apple จะเอา ads ที่มีอยู่ในแอปฯ ออก รวมถึงเวอร์ชั่นของ Android ด้วย ปัจจุบัน Shazam มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 1 พันล้านครั้งจากทั่วโลก และใช้มากกว่า 20 ล้านครั้งในทุกๆ วัน นอกจากตัวแอปฯ แล้ว database แล้ว ทีมนักพัฒนาทั้งหมดก็ถูกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Apple ด้วย   ที่มา: The Verge

keyboard_arrow_up