‘ฮุนเซน’ ออกโรงยืนยัน ‘ยิ่งลักษณ์’ ไม่ได้ใช้กัมพูชาเป็นเส้นทางหลบหนีไปสิงคโปร์

หลังจากที่มีกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้กัมพูชาเป็นเส้นทางหลบหนีต่อไปยังสิงคโปร์ ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 60 นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง โดยในรายงานของสื่อกัมพูชาอ้างคำพูดของนายกฯ ฮุน เซน ที่ขึ้นเวทีแถลงต่อหน้าแรงงานชาวกัมพูชาในกรุงพนมเปญ ยืนยันว่าจากการตรวจสอบข้อมูลกับสายการบินและสนามบินในประเทศ ไม่พบชื่อของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางเข้าออกตามที่มีข่าวลือ ขณะที่นายเขียว โสเพียก โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เดินทางเข้ากัมพูชาอย่างแน่นอน และถ้าหากว่าเธอเข้ามาหลบซ่อนจริง กัมพูชาก็พร้อมส่งตัวเธอกลับประเทศไทยทันที  

ครอบครัวเข้าเยี่ยม ‘บุญทรง’ เป็นห่วงอาการไซนัส-ภูมิแพ้ หารือทนายลุ้นยื่นประกันตัวรอบ 2

ครอบครัวพร้อมทนายความส่วนตัวเข้าเยี่ยม “บุญทรง” ปรึกษายื่นขอประกันครั้งที่ 2 ยอมรับเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ เนื่องจากผู้ต้องขังมีโรคประจำตัว เมื่อเช้าวันที่ 28 ส.ค. 60 นายนรินทร์ สมนึก ทนายความ และครอบครัว เข้าเยี่ยม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องกลายมาเป็นผู้ต้องขังในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา ให้จำคุก 42 ปี ซึ่งนายบุญทรงและพวกได้ถูกย้ายมาคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตั้งแต่เย็นวันเสาร์ที่ 26 ส.ค. 60 ที่ผ่านมา นายนรินทร์ เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาเข้าเยี่ยมและสอบถามความเป็นอยู่ปัจจุบันของนายบุญทรง เบื้องต้นทราบว่านายบุญทรงมีโรคประจำตัว เป็นไซนัส และภูมิแพ้ ซึ่งก็ได้เตรียมยามาด้วย การเข้าเยี่ยมวันนี้จะมีครอบครัว และ ญาติของนายบุญทรงเข้ามาเยี่ยม 2 รอบ คือรอบเช้า และรอบเย็น นอกจากนี้มีเรื่องที่จะต้องหารือด้วยกัน 2 เรื่อง คือการประกันตัว และการยื่นอุทธรณ์ โดย 2 เรื่องนี้จะมีการพูดคุยและตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งหากหารือกันแล้วตกลงว่าจะมีการยื่นประกัน ก็จะเดินทางไปที่ศาลฎีกาฯ เพื่อยื่นประกันครั้งที่ […]

รู้จัก ‘โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน’ ภัยใกล้ตัว ที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ กับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะ ‘ยิ่งลักษณ์’

จากกรณีที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์เลื่อนการเข้าพบศาล โดยให้เหตุผลว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน นั้น ทีมข่าวได้ตรวจสอบกับแพทย์ประจำโรงพยาบาลยันยี เผยความเครียดนอนไม่หลับ อาการเจ็บป่วย เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน สามารถเกิดได้ทั้งในเพศชายและหญิงผู้ป่วย ที่มีอาการหนักจะไม่สามารถเดินทางได้ นายแพทย์ศุภวัฒน์ วราพรมงคลกุล อายุรแพทย์ทั่วไป ประจำโรงพยาบาลยันฮี ระบุว่า โรคน้ำในหูไม่เท่ากันเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้จากการถูกกระตุ้นจากโรคอื่นๆ ที่มาจากความเครียด นอนไม่หลับ อาการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อไวรัสต่างๆซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อน ที่ทำให้เกิดอาการบางชนิด เช่น เวียนหัว บ้านหมุน ขณะที่บางรายเป็นหนักจะไม่สามารถเดินทางได้ ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยมักจะแนะนำให้นอนนิ่งๆ ลุกขึ้นอย่างช้าๆ หรือไม่เปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็วเพื่อให้ภาวะน้ำในหูไม่ถูกกระตุ้นมากเกินไป สำหรับผู้ป่วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากันพบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 30 ถึง 60 ปีทั้งในเพศชายและเพศหญิง ส่วนใหญ่ผู้ที่เข้ารับการรักษา จะต้องดูตามอาการว่ามีมากน้อยเท่าใด หรือเกี่ยวเนื่องกับความผิดปกติของหูชั้นในถูกกระตุ้นหรือไม่ ซึ่งบางครั้งต้องตรวจร่วมกับโรคกล้ามเนื้อและระบบประสาทด้านอื่นๆด้วย

คุมตัว ‘บุญทรง’ พร้อมพวกเข้าเรือนจำ รอตรวจสุขภาพ ทำประวัติ-ส่งแดนแรกรับ

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 60 หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา ในคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี ซึ่งศาลฎีการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาตัดสินตัดสินจำคุก นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 42 ปี พร้อมพวก 28 คน โทษลดหลั่นกันไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายบุญทรง ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพแล้ว โดยบรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำ เต็มไปด้วยสื่อมวลชนเดินทางมาปักหลักรอทำข่าวอยู่บริเวณด้านหน้า ขณะเดียวกันทางเรือนจำได้มีการมาตรการดูแลความปลอดภัยหนาแน่น โดยตั้งจุดคัดกรอง ตรวจรถทุกชนิดที่จะเดินทางเข้าไปในพื้นที่เรือนจำ เพื่อตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่ามีมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจแต่อย่างใด หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะนำตัวนายบุญทรง พร้อมพวก เข้าสู่กระบวนการคุมขัง โดยจะมีการตรวจร่างกาย พร้อมจัดทำประวัติ และส่งตัวเข้าสู่แดนแรกรับ ก่อนจะนำตัวไปยังพื้นที่คุมขังต่อไป

‘บุญทรง’ พร้อมน้อมรับคำตัดสินคดีระบายข้าวจีทูจี แถมเตรียมหลักทรัพย์ไว้รอแล้ว

นอกจากคดีจำนำข้าวของ อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว ยังมีอีกคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำตัดสินในวันที่ 25 ส.ค. 60 คือคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ซึ่งมีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพวกเป็นจำเลย ล่าสุดอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยนายบุญทรง เปิดเผยก่อนเข้าฟังคำตัดสินของศาลฎีกาฯ ว่า ไม่กังวลเพราะที่ผ่านมาได้ต่อสู้เต็มที่ เพราะได้แสดงหลักฐานอย่างเต็มที่แล้ว วันนี้ได้มีการเตรียมหลักทรัพย์และหลักฐานในการยื่นประกันตัว และยื่นอุทธรณ์ในคดี หากศาลพิพากษาว่าตนมีความผิด แต่ขณะนี้ยังไม่ได้คิดเรื่องการยื่นอุทธรณ์ พร้อมยอมรับว่า คำตัดสินคดีในวันนี้จะส่งผลต่อคดีคำสั่งยึดทรัพย์ เพื่อชดเชยความเสียหายที่ตนเองได้ขอยื่นต่อศาลปกครองให้ทุเลาการยึดทรัพย์ของรัฐบาล แต่ส่วนตัวไม่ได้กังวล เพราะที่ผ่านมาได้ต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้มีจำเลยหลบหนี 2 ราย และศาลฎีกาฯได้ออกหมายจับไปแล้ว ได้แก่ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือ ‘หมอโด่ง’ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุธี เชื่อมไธสง.

ทนายแจงเพิ่งทราบ ‘ยิ่งลักษณ์’ ป่วย เหตุไม่มีใบรับรองแพทย์ยืนยันศาล ปัดตอบยังอยู่ในไทยหรือไม่

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 60 นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังทราบว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อนุมัติหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากไม่เดินทางมาศาลเพื่อรับฟังคำพิพากษาในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ว่า ตนก็เพิ่งได้รับทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าป่วยเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น.วันนี้ โดยเป็นการติดต่อผ่านตัวแทนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนหน้านี้ก็ไม่ทราบมาก่อนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีอาการป่วยเพราะช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา จะติดต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผ่านทางตัวแทนเท่านั้น ทั้งนี้ สาเหตุที่ไม่ได้นำใบรับรองแพทย์มายืนยันต่อศาล ก็เนื่องจากเป็นเหตุฉุกเฉินและเพิ่งได้รับทราบ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถยืนยันได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไหน ในประเทศหรือต่างประเทศ ส่วนการที่ศาลอนุมัติหมายจับแล้วหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาพบศาลก่อนวันที่ 27 ก.ย. 60 ซึ่งเป็นวันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว จะทำให้ศาลเพิกถอนหมายจับหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

อนุมัติหมายจับ ‘ยิ่งลักษณ์’ ไม่มาศาลทนายอ้าง ‘น้ำในหูไม่เท่ากัน’ เลื่อนฟังคำพิพากษาเป็น 27 ก.ย.60

ศาลอนุมัติออกหมายจับ ” ยิ่งลักษณ์ ” เหตุไม่เข้าฟังคำพิพากษา อ้างน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยเห็นว่ามีพฤติการณ์เจตนาหลบหนี ยึดเงินประกัน 30 ล้าน เลื่อนอ่านคำพิพากษา 27 ก.ย.60 เมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 ส.ค. 60 ความคืบหน้าการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ล่าสุดทนายจำเลยยื่นคำร้องต่อองค์คณะผู้พิพากษาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถเดินทางมาฟังคำพิพากษาได้ เพราะอาการป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง  แต่ศาลวินิจฉัยเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากไม่มีใบรับรองแพทย์ และเห็นว่าอาการเช่นนี้สามารถเดินทางมาได้ อีกทั้งมีพฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยหลบหนี จึงออกหมายจับ และปรับเงินประกันเต็มจำนวน 30 ล้านบาท ทั้งนี้ ศาลได้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็น 27ก.ย.60 เวลา 09.00น. แทน

เผยโฉม ‘องค์คณะผู้พิพากษา’ ชี้ชะตา ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งคดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีขึ้นในวันที่ 25 ส.ค. 60 กับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใน คดีรับจำนำข้าว ซึ่งมี อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตกเป็นจำเลย ยืดเยื้อมานานถึงกว่า 2 ปี 6 เดือน และไม่เพียงแต่คดีนี้เท่านั้นที่จะมีการอ่านคำพิพากษา แต่ยังมี คดีการระบายข้าวจีทูจี ซี่งนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพวกตกเป็นจำเลย ก็จะมีการอ่านคำพิพากษาเช่นกัน ทีมข่าวอมรินทร์จะพาไปทำความรู้จักกับองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ รวมถึงแนวทางในคำพิพากษา ว่าจะเป็นเช่นไร สำหรับองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ ประกอบไปด้วยผู้พิพากษา 9 ท่าน ได้แก่ 1. นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ และเป็นองค์คณะคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพวก ซึ่งเคยเป็นอดีตอธิบดีศาลผู้พิพากษาศาลอาญาที่ทำบันทึกแย้งคำพิพากษาขององค์คณะศาลอาญาที่สั่งยกฟ้อง นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร กับพวกรวม 5 คน ในคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่ยอมเก็บภาษี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร (นามสกุลในขณะนั้น) […]

เริ่มแล้ว! แผนปฏิบัติการรับมือมวลชนให้กำลังใจ ‘ยิ่งลักษณ์’ เตรียม ฮ.สแตนด์บาย 3 ลำ (คลิป)

เหลืออีกเพียงหนึ่งวันก็จะมีการตัดสินคดีข้าวของอดีตนายฯยิ่งลักษณ์ ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมแผนรับมือทุกคำตัดสินคดี ป้องกันความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมเตือนมวลชนชุมนุมคัดค้านคำตัดสินเข้าข่ายผิดกฎหมาย ไปติดตามได้กับคุณภูมินทร์ สารสมบูรณ์ รายงานสดจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 60 เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาได้นำแผงเหล็กมาติดตั้งโดยรอบพื้นที่อาคารและทางเข้าศาลฎีกา เพื่อกำหนดเขตพื้นที่สำหรับสื่อมวลชน ที่จะมาติดตามทำข่าวเหตุการณ์สำคัญของการเมืองไทย การตัดสินคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นจำเลย ส่วนความเคลื่อนไหวที่ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ขณะนี้ได้มีตำรวจสื่อสาร นำจอมอนิเตอร์จำนวนกว่า 10 ตัวมาติดตั้งไว้ภายในศาลฎีกา ชั้น 1 อาคาร A อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เพื่อที่วันที่ 25 ส.ค. 60 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล รอง ผบ.ตร. จะได้ใช้จุดดังกล่าวเป็นจุดสั่งการกำลังพลต่างๆ ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ ที่รับสัญญาณภาพจากกล้องวงจรปิด ติดตามจุดต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร รวม 110 ตัว และกล้องเคลื่อนที่วิทยุดิจิตอล 4G LCE อีกจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 ตัว ด้านจุดที่ใช้รองรับมวลชนที่คาดว่าจะมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ […]

ใช้ตร.คุมฝูงชน 2,500 นาย ตรึงรอบศาลวันชี้ชะตา ‘ยิ่งลักษณ์’ ส่วนทหาร-มท.เป็นกำลังเสริม

ผบ.ทบ.ระบุตำรวจเป็นกำลังหลักดูแลสถานการณ์รอบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันตัดสินคดี “รับจำนำข้าว” 25 ส.ค.นี้ พร้อมส่งกำลัง กกล.รส. และมหาดไทย เสริมหากเกินกำลัง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการดูแลความเรียบร้อยบริเวณโดยรอบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันตัดสินคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีนายกรัฐมนตรี ว่า ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ย้ำในการประชุม คสช.เมื่อวันอังคารที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้ใช้กฎหมายตามปกติ โดยตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ส่วนกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) และกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ให้การสนับสนุน โดยประสานงานกับทุกฝ่าย ผบ.ทบ. กล่าวว่า มีความเป็นกังวลเรื่องสภาพอากาศที่ร้อนและมีฝน แต่ก็จะอำนวยความสะดวกให้ดีที่สุด ซึ่งก็ดำเนินการตามขั้นตอน โดยตำรวจนครบาลเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้ามีปัญหาเกินกำลังจะใช้กำลังของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และกระทรวงมหาดไทยเข้าไปเสริม ด้าน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า ศาลฎีกาฯ ให้แนวทางปฏิบัติมาแล้ว ทั้งการกำหนดจุดพื้นที่วางแนวแผงกั้น ซึ่งจะได้หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน พร้อมประเมินจำนวนมวลชนที่ต้องดูแลและเฝ้าระวังมือที่สาม อาจก่อกวน […]

keyboard_arrow_up