“ดุกด้าน” ปลาสารพัดประโยชน์ จะกินก็อร่อย จะเลี้ยงก็สวยแปลกตา

ปลาดุกด้าน (Walking catfish) เป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ปลาดุก (Clariidae) มีรูปร่างค่อนข้างยาวเรียว ส่วนหางค่อนข้างแบน มีสีเทาปนดำ ส่วนท้องมีสีขาว สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้น ๆ โดยใช้ครีบ เรียกว่า “ปลาแถก” ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 50 เซนติเมตร สามารถพบได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงจนลุ่มน้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังพบได้ในแถบคาบสมุทรมลายู, เกาะสุมาตรา, เกาะชวา, เกาะบอร์เนียว, ฟิลิปปินส์ และมีรายงานว่าพบในศรีลังกา, บังกลาเทศ, อินเดีย และพม่า ในประเทศไทยและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ปลาดุกถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเลี้ยงเพื่อนำมาทำเป็นอาหาร เช่น ปลาดุกย่าง, ปลาดุกฟู หรือปลาหยอง เป็นต้น ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นปลาที่ถูกควบคุมการซื้อขายในหลายประเทศ เช่นในเยอรมนี ที่มีรายงานว่าปลาชนิดนี้ได้สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก หลังจากนำเข้าไปเพื่อพัฒนาเป็นปลาเศรษฐกิจ แต่ได้มีบางส่วนที่หลุดลงไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนกลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ไล่กินลูกปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก นอกจากจะมีการเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจแล้ว ปลาดุกยังถูกพัฒนาขึ้นเป็นปลาสวยงามที่มีสีสันและลวดลายแตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะปลาที่มีลักษณะของสีเผือกและปลาด่าง ซึ่งเป็นที่ต้องการในกลุ่มนักเลี้ยงปลาแปลกอย่างมาก

เรียกรวมๆ ว่า “พีค๊อกแบส” แต่ปลาจอมเขมือบรายนี้ มีหลากหลายชนิดมากกว่าที่คิด

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งชนิดพันธุ์ปลาสวยงามรูปทรงดุดันจากทวีปอเมริกาใต้ ที่ภายหลังได้กลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ในเมืองไทย ที่คุกคามแหล่งน้ำหลายๆ แห่งไปเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับที่บนหน้าสื่อมักเรียกรวมๆ ว่า “พีค๊อกแบส” (Peacock bass) นั้น ความเป็นแล้วเป็นชื่อของสกุลที่ประกอบด้วยปลาอีกหลายชนิดด้วยกัน และถึงจะมีรูปร่างใกล้เคียงกันมาก โดยเฉพาะปลาในวัยเด็ก ที่มักมีสีอ่อนกว่าปลาที่เต็มวัย และมีแถบสีดำขนานกับลำตัวของตั้งแต่แก้มไปจนถึงหาง ที่จะหายไปเมื่อโตขึ้น ซึ่งทำให้แบ่งแยกชนิดของปลาได้ชัดเจนขึ้นด้วย ออสเซลาริส เรียกว่าเป็นพีค๊อกแบสกลุ่มแรกๆ ที่ถูกนำเข้ามาขายในบ้านเรา และยังคงเป็นปลาสำหรับเริ่มต้นของนักเลี้ยงปลากินเนื้ออีกด้วย เนื่องจากหาซื้อง่าย มีราคาถูก และมีลีลาการกินเหยื่อที่ดุดันเร้าใจตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวได้ถึง 75 เซนติเมตรทำให้ปลาจากทวีปอเมริกาใต้ชนิดนี้ถูกนักเลี้ยงปลาที่ขาดความรับผิดชอบคน นำไปปล่อยทิ้งในระบบนิเวศที่ไม่ควรมีมันอยู่ และมีบางที่นำปลาชนิดมาปล่อยในบ่อตกปลา เพราะชื่นชอบลีลาการสู้เบ็ดที่ดุดันของมัน ก่อนจะมีปลาบางส่วนหลุดลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ และปรับตัวแพร่พันธุ์ได้เอง จนกลายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่สร้างปัญหาใน สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, มาเลเซีย และประเทศไทย จากการที่มันไล่เขมือบสายพันธุ์พื้นเมืองจนเกลี้ยง โมโนคูลัส เรียกว่าเป็นปลาที่ใกล้เคียงกับออสเซลาริสอย่างมาก โดยเฉพาะปลาในวัยเด็กที่ขนาดไม่เกิน 3 นิ้วนั้น แทบจะแยกความแตกต่างกันไม่ได้เลย แต่เมื่อปลาเริ่มมีความยาวได้ 5 นิ้วขึ้นไป โมโนคูลัสจะมีสีของครีบหางเป็นสีแดงเข้มกว่า และจุดบนลำตัวที่กลายเป็นลายแถบสีดำจะมีขนาดใหญ่และยาวกว่าออสเซลาริส และสีตามลำตัวจะมีสีเหลืองเข้มหรือเหลืองทองโดยเฉพาะส่วนท้อง ในขณะที่ส่วนอื่นๆ บนร่างกายจะเหลือบสีส้มหรือสีแดงเข้ม อีกทั้งเมื่อโตเต็มที่ ปลาตัวผู้จะมีโหนกบนหัวขึ้นเป็นสัน […]

“คู้ดำ” ปลาจากอเมซอนที่ถูกส่งเสริมเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และกลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ในเมืองไทย

ปลาคู้ดำ หรือ ปลาเปคูดำ (Blackfin pacu, Black pacu) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์Serrasalmidae มีรูปร่างทั่วไปคล้ายปลาปิรันยาที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน แต่มีความต่างตรงที่ปลาคู้ดำจะมีส่วนเว้าของหน้าผากเว้าเข้ามากกว่า โคนหางจะคอดเล็ก ฟันภายในปากมีสภาพเป็นหน้าตัดคล้ายฟันมนุษย์ซึ่งไม่แหลมคม และมีไว้เพื่อขบกินผลไม้และเมล็ดพืชเปลือกแข็งที่หล่นลงมาในน้ำ ปลาคู้ดำ เมื่อวัยเด็กจะมีลำตัวและปลายหางจะมีสีเงินปนดำ และจะมีสีดำสนิทชัดเจนขึ้นเมื่อปลาอายุมากขึ้น ซึ่งปลาชนิดนี้สามารถโตเต็มที่ได้ถึง 1 เมตร หนักได้กว่า 40 กิโลกรัม และจัดเป็นปลาที่พบได้ทั่วไปในลุ่มแม่น้ำอเมซอนและแม่น้ำโอริโนโคซึ่งเป็นแม่น้ำสาขา และจัดเป็นโปรตีนราคาประหยัดของชนพื้นเมืองในแถบนั้น โดยมีชื่อเป็นภาษาพื้นเมืองเรียกว่า Tambaqui หรือ Cachama หรือ Gamitana ด้วยความเป็นปลาที่นิยมนำมาบริโภคกันมากในท้องถิ่น และสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ทำให้ประเทศไทยได้มีการนำเข้าปลาคู้ดำได้เข้ามาในฐานะเป็นปลาเศรษฐกิจ โดยกรมประมงส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง โดยมีชื่อเรียกกันในแวดวงเกษตรว่า “ปลาจะละเม็ดน้ำจืด” เช่นเดียวกับ ปลาคู้แดง (Piaractus brachypomus) ด้วยที่ถูกนำเข้ามาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย เนื่องจากมีขนาดใหญ่โตอลังการ และสามารถฝึกให้เชื่องได้ไม่ยาก แต่ก็ด้วยขนาดของมันนี่เองที่ทำให้ผู้เลี้ยงบางคนไม่สามารถเลี้ยงต่อได้ จึงนำไปปล่อยตามแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ ทำให้ในปัจจุบัน มีปลาคู้ดำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ เป็นต้น จัดเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในจำพวกชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากพฤติกรรมการชอบไล่จับปลาที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหาร

“Red-eared slider” ชื่อเป็นญี่ปุ่น ตัวมาจากอเมริกาเหนือ และเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ในเมืองไทย

เมื่อเอ่ยชื่อ Red-eared slider อาจจะไม่คุ้นหูคนไทย แต่ถ้าพูดถึง เต่าญี่ปุ่น หรือ เต่าแก้มแดง แล้วล่ะก็ คงมีหลายที่ร้องอ๋อแน่ๆ เพราะนี่คงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ผ่านมือหลายๆ คนมาแล้ว และเข้าใจผิดมาตลอดว่ามันเป็นเต่าที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย หรือบางคนอาจคิดว่ามันเป็นเต่าไทยเสียด้วยซ้ำ เพราะชื่อที่เรียกต่อๆ กันมา แต่ในความจริงแล้ว…นอกจากมันจะไม่ใช่เต่าไทย แต่ยังเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นตัวอันตรายอีกด้วย Red-eared slider เป็นเต่าน้ำจืดที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปอเมริกาเหนือ โดยดั้งเดิมพบอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำแถบรัฐอิลลินอยส์, แม่น้ำมิสซิสซิปปี ไปจนถึงอ่าวเม็กซิโก ก่อนจะมีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกในฐานะสัตว์เลี้ยงของคนชื่นชอบสัตว์แปลก รวมถึงประเทศไทยที่มีการนำเต่าชนิดนี้เข้ามาขาย โดยใช้ชื่อว่า เต่าญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อมุลเกี่ยวกับที่มาของชื่อแตกต่างกันออกไป ซึ่งบ้างก็ว่าเป็นเพราะพ่อค้าชาวญี่ปุ่นเป็นบุคคลแรกที่นำเต่าชนิดนี้มาขาย จึงทำให้ได้ชื่อว่า เต่าญี่ปุ่น แต่บ้างก็ว่าตั้งชื่อตามลักษณะจุดบนแก้มสีแดงของมัน ที่ชวนให้คิดถึงการแต่งหน้าของชาวญี่ปุ่น เต่าชนิดนี้เมื่อแรกเกิดจะมีกระดองสีเขียวสดใส แต่จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีคล้ำเมื่อโตขึ้น เท้าทั้ง 4 ข้างมีพังผืดใช้ว่ายน้ำได้ดี มีลักษณะเด่นอยู่ที่รอยสีแดงรอบๆ ดวงตา จึงทำให้ได้ชื่อว่า เต่าแก้มแดง ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 1 ฟุต กินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ โดยมากตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียเล็กน้อย ผสมพันธุ์กันในน้ำระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน จากนั้นในเดือนสิงหาคม ตัวเมียจะขึ้นมาวางไข่ในหาดทราย ไข่ใช้เวลาฟักเป็นตัวประมาณ 60-75 […]

ถึงจะบินร่อนไปทั่ว แต่ “นกพิราบ” กลับไม่ใช่นกไทย แถมยังขึ้นแท่นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ตัวร้าย

ถ้ามีใครเดินมาถามว่า “วันนี้คุณเห็นนกพิราบแล้วหรือยัง?” เชื่อว่าคงจะมีน้อยคนนักที่ตลอดทั้งวันจะไม่เจอหน้าเจ้านกตัวนี้สักครั้งเดียว เพราะประชากรที่มากมาย แถมยังปรับตัวได้ดีกับการใช้ชีวิตทั้งในป่าและในเมือง ทำให้นกเหล่านี้สามารถพบเห็นได้ยากนัก โดยหารู้ไม่ว่านกเหล่านี้ไม่ใช่นกไทย แถมยังได้ชื่อว่าเป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์อันตรายหนึ่งอีกด้วย นกพิราบ (rock pigeons) เป็นนกในวงศ์นกพิราบและนกเขา (Columbidae) มีขนสีเทาอ่อน มีแถบสีดำสองแถบบนปีกแต่ละข้าง แต่ทั้งนกป่าและนกเลี้ยงนั้นมีความหลากหลายของสีและรูปแบบของขนเป็นอย่างมาก มีความแตกต่างระหว่างเพศเล็กน้อย นกชนิดนี้มักมีคู่ครองตัวเดียว มีลูกครั้งละ 2 ตัว พ่อและแม่ช่วยกันเลี้ยงดู โดยที่เมื่อจับคู่กันแล้วจะไม่แยกจากกันเลยตลอดชีวิต แม้ว่าคู่จะตายไปแล้ว นกชนิดนี้มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่เกษตรกรรมและในเมือง และสามารถออกไข่ได้ในสถานที่หลากหลาย ตั้งแต่หน้าผาและขอบหิน ไปจนถึงซอกใต้หลังคาบ้าน ก็ถูกใช้เป็นที่ทำรังวางไข่ของนกพิราบได้ และทำให้นกที่มีถิ่นกำเนิดในยุโรป แอฟริกาเหนือ และทางตะวันตกของเอเชีย แพร่กระจายไปตามเมืองต่างๆ ทั่วโลกในเวลาไม่นานหลังจากที่มนุษย์เริ่มนำพวกมันมาเลี้ยงเพื่อใช้งานด้านการสื่อสาร และใช้เพื่อเป็นอาหาร จนมีนกบางส่วนหลุดออกไป (บ้างก็ตั้งใจปล่อยไป เพราะไม่ต้องการเลี้ยงแล้ว) จึงทำให้พวกมันเพิ่มประชากรขึ้นเรื่อย และคาดว่ามีประชากรนกในธรรมชาติประมาณ 17 – 28 ล้านตัวในยุโรป และเป็นนกที่พบได้ในทุกทวีปทั่วโลก ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา อย่างไรก็ตาม นกพิราบนั้นเป็นที่รวมของเชื้อโรคชนิดต่างๆ ที่ติดต่อมาสู่มนุษย์ได้ อาทิ โรคสมองอักเสบจากเชื้อรา, ปอดอักเสบ, ท้องเสีย, […]

ฤาจะเป็นเอเลี่ยน!? เมื่อ “เรนโบว์เทราต์” ถูกพบในแหล่งน้ำธรรมชาติบนยอดดอย

แม้จะเป็นข่าวดีสำหรับใครหลายๆ คน ที่จะได้ลิ้มรสปลาเรนโบว์เทราต์ที่ถูกเลี้ยงในบ้านเราเอง ซึ่งมีราคาถูกลง แถมยังสดกว่าปลานำเข้าเป็นอย่างมาก แต่ก็เช่นเดียวกับทุกๆ อย่างบนโลกใบนี้มักมีดทั้งด้านดีและแย่ให้มองเสมอ และเจ้าปลาจากยอดดอยชนิดนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะตัวมันเองก็ถูกต้องสงสัยว่าอาจจะกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานด้วยเช่นกัน ปลาเรนโบว์เทราต์ หรือ ปลาเทราต์สายรุ้ง (Rainbow trout) เป็นปลาชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาแซลมอน อาศัยอยู่ในสาขาแม่น้ำที่ไหลสู่มหาสมุทรแปซิฟิกในทวีปเอเชียและทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นช่วงที่มีวงจรชีวิตอาศัยอยู่ในทะเล ปกติจะว่ายจากทะเลสู่แม่น้ำเพื่อวางไข่ ซึ่งดั้งเดิมอาศัยอยู่ในลำธารหรือทะเลสาบที่น้ำมีอุณหภูมิที่เย็นไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส แต่ก็มีนำเข้าสู่ประเทศต่างๆ ที่ไม่ใช่แหล่งกำเนิดดั้งเดิมถึง 87 ประเทศ อาทิ เยอรมนี, ฟินแลนด์, แอฟริกาใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น ทั้งในประเทศในเขตอบอุ่นและเขตหนาว หรือแม้แต่เขตร้อน เพื่อสนองความต้องการในการบริโภค เนื่องจากมี เนื้อมีรสชาติดี มีก้างน้อย และยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด โอเมกา 3 อยู่ในปริมาณที่มากด้วย และด้วยนิสัยแบบปลานักล่า ทำให้มันมีพฤติกรรมสู้เบ็ดที่ดุดัน จึงทำให้มันเป็นที่นิยมในเกมกีฬาตกปลาด้วย อย่างไรก็ตาม เรนโบว์เทราต์เป็นปลานักล่าที่กินอาหารได้ไม่เลือก ทั้งปลาและแมลงน้ำ ด้วยสรีระที่เป็นทรงกระสวย หางมีขนาดใหญ่ช่วยในการว่ายทวนกระแสน้ำได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากรายงานของ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ในการจัดอันดับชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีประสิทธิภาพในการรุกรานสิ่งมีชีวิตพื้นถิ่นให้เสียหายอย่างรุนแรง 100 […]

ตกได้เกลื่อนกลาด!! นักตกปลาเผยภาพ “พีค็อกแบส” ตัวเป็นๆ จากอ่างเก็บน้ำห้วยเกษม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ทราบกระแสข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการปลาสวยงาม เมื่อกรมประมงได้มีคำสั่งห้ามนำเข้ากุ้งเครฟิช ปลาพีค็อกแบส และปลาสวยงามอีกหลายรายการเข้าประเทศโดยเด็ดขาด ทั้งยังแจ้งให้ผู้เลี้ยงที่ครอบครองปลาชนิดดังกล่าวทุกรายต้องขึ้นทะเบียน เพื่อป้องกันลักลอบปล่อยปลาต่างถิ่นลงแหล่งน้ำธรรมชาติ หากฝ่าฝืนโทษจะมีปรับหนัก 1-2 ล้านบาท แต่ดูเหมือนการป้องกันการรุกรานนี้จะไม่สามารถหยุดการระบาดของสายพันธุ์ต่างถิ่นในบางพื้นที่ได้ อย่างเช่นบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยเกษม จังหวัดเพชรบุรี ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Thum Bionic ได้โพสต์ภาพของ ปลาพีค็อกแบส (Peacock bass) ที่ตกได้เป็นจำนวนมาก และยังมีข้อมูลว่าอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังเป็นที่หมายสำหรับนักตกปลาที่ต้องการสัมผัสความตื่นเต้น จากการสู้เบ็ดอันดุดันของปลาชนิดนี้อีกด้วย

หลุดมาเรื่อยๆ!! โซเชียลเผยภาพ ‘กระเบนอเมซอนหางสั้น’ ถูกตกได้ที่ปทุมธานี

ด้วยราคาค่าตัวที่แสนแพง และยังเป็นปลาสวยงามที่มีความต้องการในตลาด ทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่า ปลากระเบนโมโตโร่ หรือปลากระเบนอเมซอนหางสั้น (Potamotrygon sp.) จะไม่กลายเป็นสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นเพราะมีคนนำไปทิ้งในแหล่งน้ำธรรมชาติแน่ แต่ล่าสุดได้ผู้ใช้ Facebook ชื่อว่า ปัญญา ใจเที่ยงธรรม ได้โพสต์ภาพของปลากระเบนชนิดดังกล่าวลงในกลุ่ม ตกปลาหน้าดิน พร้อมกับโพสต์ข้อความว่า…ขอสอบถามครับ ไม่ทราบว่าปลากระเบนตัวนี้กินได้ไหมครับ นอกจากนี้ ภายในโพสต์ดังกล่าวได้มีนักตกปลาจำนวนไม่น้อยที่เคยตกปลากระเบนอเมซอนหางสั้น ซึ่งเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่ามีปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย โดยปลาตัวดังกล่าวก็ถูกตกได้ที่ อ.สามโคก สุดเขตจังหวัดปทุมธานี อย่างไรก็ตาม จากการประชุมสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส (CITES) ครั้งที่ 17 ที่สาธารณรัฐแอฟริกา ระหว่างวันที่ 23 กันยายน – 5 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา มีมติขึ้นทะเบียนกระเบนน้ำจืดให้เป็นชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง พร้อมขอความร่วมมือประเทศสมาชิกให้ช่วยดูแลการนำเข้า คือ ต้องมีหนังสือรับรองการส่งออก จากประเทศถิ่นกำเนิดปลากระเบน ในขณะที่ประเทศไทยมีการนำเข้าปลากระเบนน้ำจืดจากประเทศอเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล โคลอมเบีย และเปรู มานานกว่า 20 ปี และมีการเพาะเลี้ยงเพื่อขายในประเทศและส่งออก ทำรายได้ให้กับประเทศปีละ […]

วิพากษ์ ‘ปลากดดาวอ่างทอง’ เอเลี่ยนลูกผสมที่ถูกส่งเสริมเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และถูกพบในธรรมชาติ

อย่างที่หลายๆ คนคงทราบข่าวความตื่นตัวในเรื่องสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่น หรือ เอเลี่ยนสปีชีส์ ที่ล่าสุดมีหลายหน่วยงานในไทยได้ออกมารณรงค์ไม่ให้มีการนำเข้าและปล่อยลงสู่แม่น้ำ แต่ล่าสุดได้มีประเด็นที่น่าสนใจในโลกออนไลน์ เมื่อมีการเผยแพร่ข่าวของเกษตรกรเมืองอ่างทอง ที่ได้รับตำแหน่งเกษตรดีเด่นแห่งชาติ เนื่องจากสามารถเพาะ ‘ปลากดสายพันธุ์ใหม่‘ เป็นเจ้าแรกของไทย โดยตั้งชื่อว่า ‘ปลากดดาวอ่างทอง’ ซึ่งระบุว่าเป็นปลาทางเลือกใหม่ของเกษตรกรที่จะนำปลาไปเลี้ยงทำกำไร ปลาตัวนี้เป็นปลาที่เลี้ยงแล้วโตค่อนข้างเร็วมาก สามารถนำมาเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจได้เลย เพราะเนื้อของเขาค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลพบว่าปลาชนิดดังกล่าวเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างปลากดจากลุ่มแม่น้ำอเมซอนสองชนิดคือ Red-tail catfish กับ Tiger shovelnose และเกิดเป็นปลาที่มีลักษณะรวมกันระหว่างปลาทั้งสองชนิด อีกทั้งลูกผสมของปลาชนิดนี้ถูกจำหน่ายในวงการปลาสวยงามมานานหลายสิบปีในชื่อ Red-tail Tiger Catfish ซึ่งไม่ใช่ปลาชนิดใหม่แต่อย่างใด นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลของกรมประมง พบว่าปลาต้นกำเนิดของปลาเศรษฐกิจตัวใหม่นี้ ล้วนแต่เป็นปลาที่คณะกรรมการเสนอชื่อให้เป็น ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำจืดสวยงามต่างถิ่นที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องการเพาะขยายพันธุ์ และการหลุดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติด้วย จากประเด็นที่ได้กล่าวมานั้น ทำให้เกิดความสับสนกับกลุ่มคนเลี้ยงปลาโลกออนไลน์อย่างมาก เนื่องจากปลาชนิดดังกล่าวไม่ใช่ปลาสายพันธุ์ใหม่ อีกทั้งปลาที่นำมาผสมให้เกิดปลาชนิดนี้ล้วนแต่เป็นปลาที่ถูกเฝ้าระวังโดยกรมประมงทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกฎระเบียบของหน่วยงานราชการอย่างยิ่ง เพราะแม้จะเป็นลูกผสม แต่ปลาชนิดนี้ก็เข้าข่ายการเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์เช่นกัน เพราะล่าสุดมีข้อมูลว่ามีปลาจำนวนมากถูกจับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งยังถูกเข้าใจผิดว่าเป็น ‘ปลากดแม่น้ำ’ อย่างเช่นกรณ์ของกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ กลุ่มคนนิยมอุปกรณ์ขนาดเล็ก ที่เผยภาพของปลาที่เหมือนกับ Red-tail Tiger Catfish หรือที่ถูกอ้างว่าเป็น ปลากดดาวอ่างทอง ที่วางขายอยู่ในตลาดสด จ.อุตรดิตถ์ […]

ลามถึงระยอง!? เผยภาพ ‘ปลาหมอคางดำ’ ถูกวางขายบริเวณปากน้ำประแสร์

หลังจากเงียบหายไปจากหน้าสื่อนานพอสมควร ล่าสุดในโลกออนไลน์ได้มีการแพร่เผยภาพของปลาหมอคางดำที่พบการระบาดบริเวณพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม และมีแนวโน้มจะแพร่กระจายยังในหลายจังหวัดภาคใต้ แต่คราวนี้เป็นปลาที่พบบริเวณปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยภาพมาจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Sanuwat Cheumsuk ซึ่งโพสต์ลงในกลุ่ม siamensis.org ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้พบเห็นอย่างมาก ว่าปลาต่างถิ่นชนิดดังกล่าวทำไมถึงกระจายตัวไปถึงฝั่งตะวันออกของประเทศไทยได้ ทั้งนี้ประเด็นเรื่อง ปลาหมอสีคางดำ (Sarotherodon melanotheron) หรื่อ Blackchin tilapia นั้นกลายเป็นที่สนใจจากผู้คนในวงกว้างตั้งแต่ช่วงกลางปี 2017 ที่ผ่านมา หลังจากพบการระบาดอย่างหนักในหลายพื้นที่ของประเทศ และสร้างผลกระทบต่อผู้เลี้ยงกุ้งเป็นจำนวนมากนั้น และมีการกล่าวอ้างว่าเป็นปลาที่มาจากการนำเข้าของกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงาม จนทำให้เกิดการออกมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออกปลาสวยงามหลายชนิด ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจปลาสวยงามในประเทศอย่างมาก ก่อนที่จะมีการเผยชื่อบริษัทผู้นำเข้าปลาชนิดดังกล่าวออก และกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทำงานของกรมประมง (อ่านเพิ่มเติมที่ : โวยกลับ! ผู้เลี้ยงยัน ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ไม่มีขายในตลาดปลาสวยงาม พร้อมแฉเอกสารนำเข้าจากกรมประมง / ชาวเน็ตซัดเดือด ‘กรมประมง’ โยนความผิดให้วงการปลาสวยงาม หลังเผยชื่อบริษัทนำเข้า ‘ปลาหมอสีคางดำ’)

จับได้เป็นปกติ! เมื่อ ‘พีค็อกแบส’ จากลุ่มน้ำอเมซอน ถูกขายเป็นปลาสดในตลาดเช้าเวียดนาม

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงได้ทราบกระแสข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการปลาสวยงาม เมื่อกรมประมงได้มีคำสั่งห้ามนำเข้ากุ้งเครฟิช ปลาพีค็อกแบส และปลาสวยงามอีกหลายรายการเข้าประเทศโดยเด็ดขาด ทั้งยังแจ้งให้ผู้เลี้ยงที่ครอบครองปลาชนิดดังกล่าวทุกรายต้องขึ้นทะเบียน เพื่อป้องกันลักลอบปล่อยปลาต่างถิ่นลงแหล่งน้ำธรรมชาติ หากฝ่าฝืนโทษจะมีปรับหนัก 1-2 ล้านบาท ล่าสุด ในกลุ่มเฟซบุ๊ก siamensis.org ได้มีผู้โพสต์ภาพปลาพีค็อกแบสจำนวนหลายสิบตัว ที่ถูกจับและนำมาขายเป็นปลาสดพร้อมนำไปประกอบอาหาร ในตลาดเช้าแห่งหนึ่งของประเทศเวียดนาม ทั้งยังบอกด้วยว่า ปลาเหล่านี้ถูกจับได้เป็นปกติในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่นในประเทศเวียดนามได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นปลาสวยงามจากอเมริกาใต้ที่อยู่ในวงการปลาสวยงามมานาน และยังเป็นปลาเกมส์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากสำหรับนักตกปลา แต่ด้วยขนาดใหญ่โตและนิสัยการกินที่ตะกละตะกลาม ทำให้พีค็อกแบสถูกหมายหัวให้เป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ (Alien species) หรือสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นที่สร้างผลกระทบต่อสายพันธุ์พื้นเมืองในแม่น้ำหลายแห่งที่มันถูกปล่อยลงไป อย่างเช่นในปี 1984 ที่รัฐฟลอริดาได้พบการรุกรานของปลาในกลุ่มพีค็อกแบสซึ่งถูกปล่อยลงแม่น้ำ และสร้างผลกระทบต่อปลาพื้นเมืองหลายชนิด จนต้องมีการส่งเสริมให้ตกปลาชนิดนี้เป็นเกมกีฬา รวมทั้งมีกฎหมายห้ามครอบครองปลาชนิดดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระจายตัวไปยังแหล่งน้ำสายอื่น แม้จะเป็นปัญหาใหญ่ แต่การกระจายตัวของพีค็อกแบสในสหรัฐฯ นั้น กลับไม่สามารถไปไกลกว่าเขตรัฐฟลอริดาได้ เนื่องจากพื้นที่โดยรอบมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็นจนไม่เหมาะต่อกระดำรงชีวิตของพวกมัน ซึ่งต่างจากการระบาดในประเทศโซนร้อนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างที่เวียดนามตามที่ปรากฎเป็นข่าว และในประเทศไทยที่มีการตกปลาชนิดนี้ได้ตามอ่างเก็บน้ำหลายแห่งในประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้พีค็อกแบสจะเป็นปลาที่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่มันมีการระบาด แต่สำหรับในบราซิลแล้ว ปลาชนิดนี้รวมทั้งปลาสวยงามอีกหลายชนิด ล้วนแต่เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำอเมซอน และยังเป็นอาหารจานอร่อยของนักตกปลาที่ไม่ต้องการให้รางวัลที่จับได้ต้องสูญเปล่า ที่มา – brainwines.com / wikipedia.org

ทีใครทีมัน! เผยภาพ ‘งูหลามพม่า’ เอเลี่ยนสปีชีส์ในฟลอริดาโดนจระเข้เจ้าถิ่นเขมือบเต็มปาก

ไม่เพียงเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สร้างความไม่สะบายใจให้กับคนไทยที่มีบ้านอยู่ใกล้ป่าเท่านั้น แต่งูหลามพม่ายังเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (เอเลี่ยนสปีชีส์) ในหลายพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาด้วย และเคยมีรายงานว่าเจ้างูขนาดใหญ่สามารถกินแอลลิเกเตอร์ไปทั้งตัวจนท้องแตกตาย ในอุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์ พื้นที่ชุ่มน้ำของรัฐฟลอริดาด้วย แม้จะเป็นนักล่าอันตราย แต่ก็ใช่ว่าพวกมันจะเป็นผู้ล่าอยู่ฝ่ายเดียวเสมอไป เพราะหลายครั้งที่จระเข้พันธุ์พื้นเมืองในรัฐฟลอริดาก็โต้ตอบเอเลี่ยนสปีชีส์จากเอเชียชนิดนี้ ด้วยวิธีที่ร้ายกาจเช่นกันนั่นคือการฆ่าและเขมือบมันเข้าไปทั้งตัว อย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามกอล์ฟ The Golf Club at Fiddler’s Creek ในเมืองเนเปิลส์ (Naples) รัฐฟลอริดา เมื่อมีแอลลิเกเตอร์ขนาดใหญ่กำลังกัดงูหลามไว้เต็มปาก และนอนนิ่งอยู่ริมสระน้ำ โดยไม่สนใจนักกอล์ฟที่กำลังออกรอบอยู่ใกล้ๆ ที่มา – facebook.com / Richard Nadler

โซเชียลตั้งคำถาม หลังพบ จนท. นำกระต่ายไปปล่อยในอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า…แบบนี้เหมาะหรือไม่!?

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นชวนคิดในโลกออนไลน์เลยก็ว่าได้ เมื่อมีคนจำนวนมากแชร์โพสต์จากกลุ่ม RabbitLike (กลุ่มคนรักกระต่าย) ที่ได้โพสต์ภาพกระต่ายซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะทะลุ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาเเหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ทั้งยังระบุว่าเป็นกระต่ายที่เจ้าหน้าที่อุทยานนำมาเลี้ยงไว้แบบปล่อย ให้อยู่อาศัยกันเองตามธรรมชาติ โดยกินใบไม้และอาหารจากนักท่องเที่ยว แม้จะได้รับความสนใจจากคนรักกระต่ายและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จนมอบชื่อเล่นให้เกาะดังกล่าวว่าเป็น ‘เกาะกระต่าย’ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ในการนำกระต่ายซึ่งเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นเข้าไปอยู่เขตอุทยานแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นเรื่องการนำกระต่ายไปปล่อยในอุทยานแห่งชาตินั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายสัตวแพทย์ ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เคยโพสต์ภาพและวิดีโอเหตุการณ์อุบัติเหตุภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อมีนักท่องเที่ยวขับรถขึ้นมาพักผ่อนบนเขาใหญ่ และได้หักหลบกระต่ายเลี้ยงที่มีคนนำมาปล่อยไว้วิ่งตัดหน้า ซึ่งนายสัตวแพทย์ ภัทรพ ยังระบุในโพสต์ดังกล่าวด้วยว่า ผลกระทบอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น (Alien Species) ต่อคน คือ คนแอบเอาสัตว์เลี้ยงมาปล่อยในพื้นที่อนุรักษ์เพื่อหวังได้บุญ แต่กลับเป็นบาปแทน

เข้าใจตรงกันนะ!! อ.เจษฎา ยัน ‘ดอกบัวตอง’ เป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ เผยส่งผลกระทบต่อสายพันธุ์ท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวงในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว เมื่อได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Sasivimon Pu-Pe Swangpol หรือ ผศ.ดร.ศศิวิมล แสวงผล จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้โพสต์เรื่องราวของดอกบัวตอง ซึ่งเป็นพืชดอกสีเหลืองที่พบได้ตามพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ และทำให้บริเวณที่ดังกล่าวกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ถูกจัดให้เป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ หรือสายพันธุ์ต่างถิ่นด้วย ล่าสุด ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ค อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ โดยยืนยันว่าดอกบัวตองนั้นเป็นพืชรุกรานข้ามถิ่นที่ทำลายระบบนิเวศท้องถิ่น ด้วยการที่มันสามารถสร้างสารพิษให้ต้นไม้อื่นขึ้นไม่ได้ ทั้งยังระบุว่าไม่ควรจะไปส่งเสริมหรือไปแพร่พันธุ์พืชดังกล่าว จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า พืชสายพันธุ์ต่างถิ่นชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดในแถบทวีปอเมริกากลาง และมีชื่อจริงว่า Mexican Sunflower ซึ่งเชื่อว่าถูกนำเข้ามาปลูกโดยมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในพื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือ ซึ่งมีสภาพอากาศและปริมาณแสงเหมาะกับดอกบัวตองอย่างมาก จึงทำให้ดอกไม้พวกนี้บานสะพรั่งทั่วทั้งดอย โดยไม่มีพืชอื่นขึ้นแซมเลยสักนิด เนื่องจากปมรากของมันมีสารพิษที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชชนิดอื่นได้ ที่มา – Facebook.com : Sasivimon Pu-Pe Swangpol / อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ภาพจาก – wikipedia.org

7 เหตุผลที่เมืองไทยเหมาะเป็นแดนสวรรค์ของ ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’

ยังคงเป็นประเด็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในหน้าสื่อของเมืองไทยไม่เว้นแต่ละวัน เกี่ยวกันการรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่นหรือเอเลี่ยนสปีชีส์ ที่บางชนิดมีการถกเถียงกันมาแล้วหลายสิบปีแต่ก็ยังไม่มีข้อยุติหรือได้รับการแก้ไข ทั้งยังมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เพิ่งโดยหมายหัวให้เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เพิ่มถูกห้ามมิให้มีการนำเข้า และต้องเฝ้าระวังการหลุดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ แม้ในบางกรณีอาจจะสายไปแล้วก็ตาม มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าคงมีหลายคนที่อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมการรุกรรานของเอเลี่ยนสปีชีส์จึงดูเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกสักทีสำหรับประเทศไทย หรือจะเป็นเพราะเหตุง่ายๆ 7 ประการต่อไปนี้ ที่ทำให้บ้านเรากลายเป็นสวรรค์ของเหล่าสายพันธุ์รุกรานโดยไม่ได้ตั้งใจ 1. เราไม่รู้ว่ามันคือเอเลี่ยน : แม้จะมีหลายสายพํนธุ์ที่เราเห็นมันมาตั้งแต่จำความได้ จนเผลอคิดไปว่ามันคือสายพันธุ์พื้นเมืองที่อยู่ในเมืองไทยมานานแล้ว แต่ความจริงมันสิ่งมีชีวิตมากมายที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันแต่ไม่ใช่ของไทยเลยสักนิด อย่างเช่นเจ้าหอยทากยักษ์แอฟริกาที่เรามักเห็นบ่อยๆ หลังฝนตก และออกมากัดกินพืชผักในแปลงจะเกลี้ยง ความจริงแล้วก็ถูกนำเข้ามาจากแอฟริกาตะวันออกในฐานะสัตว์เลี้ยงสวยงาม ก่อนที่จะเริ่มระบาดในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2500 และกระจายไปทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2515 2. เรารักจนมองข้ามเหตุ : แม้จะมีคำอธิบายว่า ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ คือสายพันธุ์ต่างถิ่นที่หลุดเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศใหม่ที่ไม่เคยมีมันมาก่อน แต่ด้วยหลงใหลในความน่ารักและราคาค่าตัวของมัน จึงทำให้หลายคนไม่เชื่อและไม่ยอมรับว่าสัตว์ที่ตัวเองครอบครองอยู่นั่นจะกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานได้ จนกระทั่งปัญหาเกิดขึ้นจนเลยจุดที่จะควบคุมได้ อย่างกรณีของกุ้งก้ามแดงที่มีการพบเห็นในแหล่งน้ำธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในตอนแรกจะมีคนบางกลุ่มที่เชื่อว่ากุ้งชนิดนี้ไม่สามารถมีชีวิตรอดนอกบ่อเลี้ยงก็ตาม 3. เราใจดีเกินไป : ด้วยความเป็นเมืองพุทธและมีความเชื่อในเรื่องการอยู่อาศัยโดยไม่เบียดเบียนกัน ทำให้การตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการฆ่าหรือกำจัดแบบล้างบ้างนั้น ดูจะเป็นทางออกที่ไม่สามารถทำได้จริงสักเท่าไหร่ จึงไม่แปลกที่สุดท้ายแล้วสายพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามาอยู่อาศัยในบ้านเรา จะสามารถแพร่พันธุ์โดยปราศจากการควบคุมใดๆ ซึ่งต่างจากในหลายประเทศที่มีความตื่นตัวเรื่องการรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่นมากกว่า เช่นกรณีของออสเตรเลียที่ได้ออกนโยบายจำกัดแมวจรจัดซึ่งเป็นสายพันธุ์รุกราน (invasive species) กว่า […]

หลุดมาไกลมาก!? เผยภาพ ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ถูกพบใน อช.เขาสามร้อยยอด

หลังจากเงียบหายไปจากหน้าสื่อนานหลายเดือน สำหรับการระบาดของปลาหมอสีคางดำ (Sarotherodon melanotheron) หรือ Blackchin tilapia ปลาในกลุ่มปลาหมอสีที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบทวีปแอฟริกา และกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ และธุรกิจบ่อเลี้ยงกุ้ง ในหลายจังหวัดของประเทศ (อ่านเพิ่มเติมที่ – โวยกลับ! ผู้เลี้ยงยัน ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ไม่มีขายในตลาดปลาสวยงาม พร้อมแฉเอกสารนำเข้าจากกรมประมง) ล่าสุดในกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ siamensis.org ได้มีการเผยแพร่ภาพของปลาหมอชนิดดังกล่าวที่ถูกพบในลำธารธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบศีรีขันธ์ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมประชากรสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นที่ไม่เพียงจะสร้างผลกระทบต่อธุรกิจบ่อกุ้งเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียต่อระบบนิเวศของประเทศไทยอีกด้วย ที่มา – Facebook.com / siamensis.org

เจอต่อเนื่อง!! เผยภาพ ‘กุ้งก้ามแดง’ ติดลอบในคลองจังหวัดสุราษฎร์ฯ

แม้จะถูกรณรงค์ให้เลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย แต่ด้วยราคาที่ไม่แน่นอน บวกกับไม่เป็นที่นิยมในตลาดทั่วไป จึงทำให้มีข่าวการพบกุ้งก้ามแดง (Cherax quadricarinatus) บ่อยครั้งตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และล่าสุดในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพของกุ้งเครฟิชที่ถูกดักจับได้โดยลอบดักปลาที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบลักษณะก้ามพบว่ามีสีสันชัดเจนของกุ้งก้ามแดง อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรสำหรับหลายๆ คนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่น แต่ในกรณีของกุ้งก้ามแดงที่นำข้ามาจากประเทศออสเตรเลียนั้น ก็ถือว่าเข้าข่ายการเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของไทยเช่นกัน เนื่องจากสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศของบ้านเราไม่ว่าจะเป็นนักล่าหรือเหยื่อ ต่างก้ไม่เคยเผชิญกับกุ้งเครฟิชมาก่อน และมีโอกาสที่จะแทนที่ประชากรบางกลุ่มในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ อย่างเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับปลาซัคเกอร์มาแล้ว จึงไม่แปลกที่ทางกรมประมงจะประกาศให้มันเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวังด้วย ที่มา – Facebook.com / facebook สุราษฎร์ธานี

กินซะจะได้ไม่เป็นภาระสังคม!? เมื่อหนุ่มมาเลย์เปลี่ยน ‘ปลาซัคเกอร์’ เป็นเมนูทอดกรอบแสนอร่อย

ระยะมีข่าวเกี่ยวกับสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นออกมาให้เห็นในโลกออนไลน์อยู่บ่อยๆ และหนึ่งในคอมเมนท์ที่ไม่ว่าจะไปอ่านที่ไหน ก็มักมีคนแนะนำเหมือนกันหมด นั่นคือ…จับมันกินซะสิ เดี๋ยวก็สูญพันธุ์เอง!? ฟังดูเป็นไอเดียที่น่าสนใจ งั้นเรามาเริ่มจากปลาต่างถิ่นที่หลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ที่อยู่ในบ้านเรามานานมาก จนแทบจะยึดแหล่งน้ำบางสายสำเร็จไปแล้ว นั่นคือเจ้าปลาซัคเกอร์ที่ไม่เพียงจะระบาดหนักในบ้านเราเท่านั้น แต่หลายๆ ประเทศก็โดนเจ้าปลาตัวแสบนี้กวาดเรียบกินยกกระดานไปแล้ว จึงไม่แปลกที่จะมีคนบางกลุ่มหาวิธีจัดการกับพวกมันให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างเช่นหนุ่มชาวมาเลเซียรายนี้ ที่จับเจ้าปลาเอเลี่ยนสปีชีส์ชนิดนี้มาขอดเกล็ด แล่เนื้อ แล้วจัดการชุบแป้งทอดซะ จนกลายเป็นอาหารน่าตาน่ารับประทาน จนลืมความน่ากลัวของมันไปได้เลย เอาเป็นว่า…เย็นนี้ใครนึกไม่ออกว่าจะกินอะไร ก็ลองแวะไปชวนปลาซัคเกอร์ในคลองหลังบ้านมาทำเป็นอาหารดูสักมื้อละกัน ที่มา – Facebook.com / Abdullah Hafiz Bin Sabran

keyboard_arrow_up